ตอนที่ 226

เมืองปักษาเป็นเมืองใหญ่ที่ตั้งอยู่ใจกลางป่าไพศาลเหี่ยวเฉา

มันตั้งอยู่บนเขาหินสูงจากพื้นดินมากกว่า 500 เมตร มีเชิงเขาที่สูงชันเป็นปราการตามธรรมชาติ ที่ทำให้สัตว์อสูรบุกขึ้นมาไม่ได้

เมืองปักษานั้นมีขนาดใหญ่โต มีเนื้อที่มากถึงสามล้านตารางเมตร

ยอดเขาแห่งนี้ถูกแบ่งออกเป็นสองระดับมีสูงกับต่ำ ที่ระดับต่ำเป็นที่อยู่อาศัยของคนทั่วไป

ในระดับสูงกว่าหรือที่ยอดเขาเป็นสถานที่สำหรับผู้มีนกหรือสัตว์อสูรนกที่ฝึกเชื่องแล้วอาศัยอยู่ อีกทั้งยังเป็นตลาดการค้าอีกด้วย

และพื้นที่ระดับสูงอยู่สูงมากจนไม่ได้รับผลกระทบจากกระแสลม และพายุทรายที่พัดจากป่าหว่านกู่ ทำให้การดำรงชีวิตไม่ลำบาก

พรึ้บๆ

บนท้องฟ้าสูงมีนกขนาดใหญ่โผบินอยู่

นกที่มีขนาดตัวยาวถึงสี่เมตร รูปร่างเหมือนกับเหยียว มีขนสีขาวและจะงอยปากสีเหลืองเข้ม

ที่บนหลังของมันมีอานหนังติดอยู่ สำหรับให้คนขึ้นไปขี่

และมีนกแบบนี้ถึงสามตัวบินวนอยู่บนท้องฟ้า ทั้งหมดนี้คือหน่วยลาดตระเวนของเมืองปักษา ที่ทำหน้าที่สอดส่องเฝ้าระวังจากด้านบน

นอกจากนกเหยี่ยวทั้งสามตัวแล้ว ก็ยังมีนกตัวอื่นที่บินเข้าบินออกเมืองปักษาอยู่ตลอด พวกมันคือนกขนส่งที่ทำหน้าที่ส่งของกับผู้คน

ฟู่ววว

กระแสลมแรงพัดมาจากบนท้องฟ้า พร้อมกับเงาขนาดใหญ่ที่ปรากฏตัวขึ้นที่บนพื้นทรายจากที่ไกลๆ

เค่อม่าขมวดคิ้วและมองออกไปไกลๆ

เขาเป็นหัวหน้าหน่วยลาดตระเวนนกของเมืองปักษา และมีความแข็งแกร่งในขั้น 5

“นั้นมัน…อะไร”

เขาพูดกับตัวเองเบาๆ

“หัวหน้า! มีบางสิ่งกำลังใกล้เข้ามา!”

หน่วยลาดตระเวนนกอีก 2 คนได้พุ่งเข้ามาหาเค่อม่าและรายงาน

เค่อม่าเลยตะโกนสั่งการทันที

“ไปดูสิ”

เขายกมือขึ้นทำท่าทาง ลูกน้องทั้งสองคนของเค่อม่าเข้าใจได้ทันที ก่อนที่หน่วยลาดตระเวนทั้งหมดจะขี่นกบินเข้าไปตรวจสอบ

เงาที่อยู่ไกลสุดสายตาเริ่มที่จะขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และเกิดเสียงดังกึกก้องอยู่ในหู

ตึง!!

หลังจากที่ลมและฝุ่นทรายเริ่มจางไป เค่อม่าก็เห็นรูปร่างที่แท้จริงของเงายักษ์นี้ มันคือสัตว์อสูรโบราณขนาดใหญ่ยักษ์

ทุกย่างก้าวของมันได้ทำลายยอดเขาหินและเปลี่ยนให้เป็นถนน

“สัตว์อสูรโบราณ!”

สีหน้าของเค่อม่าเปลี่ยนไปทันที

นกที่เขาขี่อยู่สั่นสะท้านตลอดเวลา ราวกับกำลังเสียขวัญ และเริ่มที่จะบินไม่มั่นคง

“บินขึ้น! อย่าเข้าใกล้มัน!”

เค่อม่าตะโกนสั่ง พร้อมกับดึงบังเหียนบังคับให้นกบินสูงขึ้น

นกอีกสองตัวที่ตามมาติดๆ ก็มีอาการเช่นเดียวกันก่อนที่มันจะบินตามนกของเค่อม่าขึ้นมา

หลังจากที่ทั้งหมดอยู่ห่างพอแล้ว นกทุกตัวก็เริ่มผ่อนคลายลง

“หัวหน้า ทิศทางที่เจ้าสัตว์อสูรโบราณนี้กำลังเคลื่อนที่ไป คือเมืองปักษา และจากความเร็วขนาดนี้คงจะถึงเมืองในไม่ช้า!”

หน่วยลาดตระเวนคนหนึ่งตะโกนขึ้นด้วยสีหน้าที่หวาดกลัว

“ไม่ต้องวิตกไป ตราบใดที่เจ้าเมืองของเรายังอยู่ สัตว์อสูรโบราณก็ทำอะไรเมืองปักษาไม่ได้”

เค่อม่ากล่าวอย่างเคร่งขรึม

เพราะเจ้าเมืองปักษานั้นมีความแข็งแกร่งในขั้น 8 และสามารถรับมือกับสัตว์อสูรโบราณได้

“หัวหน้าดูนั้น! ที่บนหลังของมันเหมือนมีสิ่งปลูกสร้างคล้ายกับเมืองอยู่ด้วย!”

“เมืองงั้นหรอ?”

เค่อม่าถึงกับตกใจและรีบก้มมองลงไปดูทันที

ด้วยกระแสลมที่พัดฝุ่นและทรายเต็มไปหมด ทำให้เห็นร่างของสัตว์อสูรโบราณไม่ชัด แต่เมื่อเค่อม่าลองเพ่งดูดีๆ เขาก็เห็นต้นไม้สูงใหญ่ที่มีสีเขียวเด่นอยู่บนหลังของสัตว์อสูร และมีเงาคล้ายๆ กับสิ่งปลูกสร้างหลายอย่าง

แอ๊!

สัตว์อสูรโบราณได้คำรามออกมาก่อนที่จะเปลี่ยนทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้ามันให้กลายเป็นพื้นราบ

ตอนนี้มันอยู่ห่างจากเมืองปักษาไม่กี่กิโลเมตร

“ถ้านั้นเป็นเมืองจริง แปลว่าต้องมีคนอาศัยอยู่ เข้าไปดูให้ชัดกันเถอะ!”

เค่อม่าออกคำสั่งใหม่ทันที

“หัวหน้า แบบนั้นมันไม่อันตรายเกินไปงั้นหรอ?”

หน่วยลาดตระเวนถามขึ้นด้วยความหวาดกลัว

“หุบปากแล้วตามฉันลงมา”

เค่อม่าเหลือบมองหน่วยลาดตระเวนทั้งสองคนด้วยสีหน้าที่ขึงขัง

“ครับ!”

ทั้งสองพยักหน้าอย่างจริงจัง ที่จริงทั้งคู่มีความแข็งแกร่งในขั้น 4 แต่เพราะรัศมีพลังของสัตว์อสูรโบราณทำให้พวกเขารู้สึกไม่สบายใจ

“นิ่งไว้…ใจเย็นไอ้หนู…มันไม่มีอะไรหรอก”

เค่อม่าโน้มตัวไปและกระซิบข้างๆ นกที่เขาขี่พร้อมกับลูบหัวมันเบาๆ และพยายามที่จะลดระดับความสูงลง

นกทั้งสามตัวที่บินอยู่เหนือสัตว์อสูรโบราณ ลดระดับลงมาเรื่อยๆ

แกว้กๆ

เมื่อเข้ามาใกล้พวกมันก็เริ่มส่งเสียงร้องราวกับกำลังหวาดกลัว และบินอย่างกระสับกระส่าย

“หัวหน้า พวกเราบังขับนกให้ไปต่อไม่ได้แล้ว”

หน่วยลาดตระเวนคนหนึ่งร้องดังขึ้น และนกที่เขาขี่อยู่เริ่มที่จะเสียการควบคุม

“เข้าใจแล้ว บินขึ้นก่อน เอาเรื่องนี้กลับไปรายงานที่เมืองด่วน!”

เค่อม่าก็ไม่รู้ว่าจะทำเช่นไร การเข้าใกล้สัตว์อสูรโบราณมากเกินไปอาจจะเป็นภัยถึงชีวิต

“อย่าพึ่งรีบไป เชิญนั่งก่อน…”

มีเสียงใสดังขึ้น

ก่อนที่จะมีใยแมงมุมสีขาวพุ่งออกมาจากหลังของสัตว์อสูรจับนกทั้งสามตัวเอาไว้

แกว้ก!!!

ทั้งคนทั้งนกร้องออกมาอย่างตกใจ ก่อนที่จะถูกใยแมงมุมมัดปิดปาก และทำได้เพียงส่งเสียงครางในลำคอเท่านั้น

หลังจากนั้นทั้งนกทั้งคนก็ถูกดึงลงมา แต่ทั้งหมดไม่ได้กระแทกกับพื้นอย่างรุนแรงเพราะมีใยแมงมุมกางเป็นเบาะรับอยู่

เค่อม่าลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่เขาเห็นคือชายในชุดสีขาวโปร่งสบายๆ พร้อมกับรอยยิ้มเล็กน้อยบนใบหน้า

และที่ด้านหลัง มีเด็กสาวที่มีหูกระต่ายแอบอยู่ และมองเค่อม่าอย่างประหม่า

ชิง!!

ลี่เยว่ที่สวมหน้ากากเอามีดเข้าไปจ่อคอของเค่อม่าทันที

“นี้คือนกงั้นหรอ! อยากรู้จังว่าจะมีรสชาติเป็นยังไง”

อยู่ๆ เสียงของหยู่เฟ่ยหยานก็ดังขึ้น ก่อนที่เธอจะเข้าไปนั่งยองๆ ข้างนกตัวใหญ่และใช้นิ้วจิ้มไปบนร่างของมัน

“รสชาติของมันคงดีหากว่าเอาไปย่าง”

หยู่ฉินหลานยิ้มขึ้นพร้อมกับแววตาที่ดูชั่วร้ายเล็กน้อย

เค่อม่านัยน์ตาเบิกกว้าง และคิดในใจว่ากลุ่มคนเหล่านี้คือใคร

คนพวกนี้คิดจะกินนกขี่ของเขางั้นหรอ?

“คนพวกนี้เป็นหน่วยลาดตระเวนของเมืองปักษา”

มิอาพูดขึ้นอย่างสุขุม

เธอเองมีความรู้เกี่ยวกับเมืองปักษาอยู่บ้าง แต่ก็แค่เล็กน้อยเท่านั้น

“อ๋อ ทหารลาดตระเวนงั้นหรอ”

มู่เหลียงขมวดคิ้วเล็กน้อย

ก่อนที่จะสบัดนิ้วไปมา และสลายใยแมงมุมทั้งหมด

“แค่กๆ.”

เค่อม่าไอสำลักใยแมงมุมออกมาจากปาก

“พวกแกเป็นใคร!”

เขาถามขึ้นด้วยแววตาที่หวาดกลัว

หน่วยของเขาถูกจับได้ในพริบตาซึ่งเป็นอะไรที่น่ากลัวมาก

“มู่เหลียง….เจ้าเมืองเต่าทมิฬ”

มู่เหลียงกล่าวอย่างสงบนิ่ง

“เจ้าเมืองเต่าทมิฬ?”

เค่อม่าถึงกับมึนงง เขาไม่เคยได้ยินชื่อเมืองนี้มาก่อน

“มีธุรอะไรที่เมืองปักษา?”

หน่วยลาดตระเวนอีกคนตะโกนถามขึ้นอย่างไม่สบายใจ

เพราะทั้งลูกและภรรยาของเขาอยู่ในเมืองปักษา หากว่าเมืองเต่าทมิฬบุกโจมตีขึ้นมา ครอบครัวของเขาจะเป็นเช่นไร

“อย่าพึ่งหวาดกลัว พวกเราไม่ได้มาร้าย พวกเราแค่ต้องการมาค้าขายกับเมืองปักษาเท่านั้น”

มู่เหลียงพูดอย่างใจเย็น

ไม่ได้มาร้าย?

แม้ว่าจะอาศัยอยู่บนหลังของสัตว์อสูรโบราณที่น่ากลัว แต่เค่อม่าก็รับรู้ได้ว่าทั้งกลุ่มคนเหล่านี้ไม่ได้มาร้ายจริงๆ

มู่เหลียงก่อนที่จะคลายใยแมงมุมที่รัดตัวทุกคนออก

และพูดด้วยน้ำเสียงที่ใจเย็น

“ช่วยกลับไปบอกเจ้าเมืองปักษาด้วยว่า พวกเราต้องการทำการค้าไม่ได้มีเจตนาร้ายแต่อย่างใด”

เมื่อมู่เหลียงพูดจบ ลี่เยว่ก็ลดมีดออกจากคอของเค่อม่า และถอยไปสองสามก้าว

“ไม่ได้คิดร้ายต่อเมืองปักษาจริงๆ งั้นหรอ?”

เค่อม่าที่หลุดออกจากใยแมงมุมก็ถอยออกไปสองสามก้าว

“แน่นอน ไม่งั้นพวกแกทุกคนคงตายตั้งแต่อยู่บนฟ้าไปแล้ว”

หยู่เฟ่ยหยานพูดขึ้นพร้อมกับเลิ่กคิ้วใส่

“.....”

-สีหน้าของเค่อม่าสั่นสะท้าน และรู้ได้ว่านั้นคือความจริง แต่ก็ไม่ควรจะพูดออกมาตรงๆ แบบนี้

เค่อม่าถามกลับอย่างรวดเร็ว

“แล้วมีอะไรมาแลกเปลี่ยน”

“ผัก เมล็ดพืช และน้ำ กับสิ่งของที่น่าสนใจหลายอย่าง”

แล้วตอนนั้นเองที่มู่เหลียงนึกขึ้นได้ และบอกให้เต่าทมิฬลดกระแสพลังของตัวมันให้น้อยลง

ทำให้นกทั้งสามนั้นเริ่มกลับมาเคลื่อนไหวได้อีกครั้ง และดูไม่กลัวเหมือนตอนแรก

“กลับไปก่อน พวกเราจะไปถึงเมืองปักษาในเร็วๆ นี้ หวังว่าท่านจะต้อนรับเรา”

มู่เหลียงโบกมือ ก่อนที่จะปล่อยรัศมีพลังออกมาทันที

ทำให้บรรยากาศรอบๆ หนักอึ้งขึ้น

เค่อม่าและลูกน้องของเขาถึงกับใบหน้าซีดเซียว ร่างกายสั่นสะท้านไม่หยุด ทำได้เพียงก้มลงคุกเข่ากับพื้น และพยายามที่จะหายใจ

เมื่อเห็นอาการของทั้งสามแล้ว มู่เหลียงก็ลดรัศมีพลังลงแสดงให้เห็นว่าอย่าได้คิดจะปะทะกับเมืองเต่าทมิฬเด็ดขาด และเลี่ยงความเสียหายที่ไม่จำเป็น

“แค่ก!”

“พวกเราเข้าใจแล้ว”

เค่อม่าลุกขึ้นด้วยใบหน้าที่ยังซีดอยู่ และภายในใจเต็มไปด้วยความหวาดกลัว

ความแข็งแกร่งของชายผู้นี้อยู่ในขั้น 8 อย่างแน่นอน กระแสพลังและรัศมีพลังระดับนี้ พวกเขาเคยสัมผัสจากเจ้าเมืองปักษามาก่อน

แต่ชายผู้นี้ยังดูหนุ่มเกินไปรึป่าว? แต่กลับแข็งแกร่งถึงขนาดนี้ได้ เบื้องหลังของเขาจะต้องน่ากลัวอย่างแน่นอน

“พวกเราจะรายงานตามความเป็นจริงทุกอย่าง”

เค่อม่าสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนที่จะตอบ และขึ้นไปขี่นกของตัวเอง

ลูกน้องของเขาก็กระโดดขึ้นหลังนกด้วยเช่นเดียวกัน ใบหน้าของพวกเขาเหมือนกับคนที่กำลังเสียขวัญ

นกทุกตัวกระพือปีกสามสี่ครั้งก่อนที่จะออกตัวบินขึ้นสู่ท้องฟ้าได้ และหายไปอย่างรวดเร็ว

“ไม่กลัวว่าจะได้ผลลัพธ์ตรงกันข้ามงั้นหรอ ที่ไปข่มขู่พวกเขาแบบนั้น?”

หยู่ฉินหลานถามด้วยท่าทางอันทรงเสน่ห์

“จะเป็นแบบนั้นได้ไง? นี้ก็แค่เป็นการทักทายก่อนเท่านั้น”

มู่เหลียงยักไหล่ ทำท่าทางไม่สนใจ

“....”

หยู่ฉินหลานได้แต่กรอกตามองไปมาด้วยสีหน้าช่วยไม่ได้

การทักทายนี้รุนแรงมากสำหรับคนธรรมดา

“ทุกคนเตรียมพร้อม เราจะถึงเมืองปักษาในเร็วๆ นี้!”

ร่องรอยของความตื่นเต้นฉายออกบนใบหน้าของมู่เหลียง

เขากำลังจะได้สัตว์อสูรเลี้ยงประเภทนกในไม่ช้า

“อยากให้ถึงไวๆ จัง”

หยู่เฟ่ยหยานกล่าวพร้อมกับลูบมือไปมาด้วยความตื่นเต้น

“ต้องมีอะไรเอาไปเขียนในหนังสือการผจญภัยของฉันได้แน่นอน”

แววตาของลี่ลี่เป็นประกายด้วยเช่นเดียวกัน

แต่กลับกันอารมณ์ของมิอากับซิไป่ฉีนั้นไม่ได้ตื่นเต้นเหมือนกับคนอื่น เพราะเมื่อถึงเมืองปักษานั้นคือเวลาที่พวกเธอต้องลาจากที่นี่แล้ว