ตอนที่ 266

ในป่าหมื่นไพรศาล

เมืองไป๋หลี่เป็นเมืองเล็กๆ ที่สร้างขึ้นบนพื้นที่เนินสูงจากพื้นปกติ 10 เมตร มีประชากรในเมืองเพียงพันกว่าคน

และเมืองนี้เป็นเมืองทาส

เมืองไป๋หลี่เดิมทีเป็นเพียงชนเผ่าเล็กๆ ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นเมืองได้เมื่อสามสี่ปีก่อน

ในสมัยที่ยังเป็นชนเผ่ามีเพียงกำแพงสูงสามเมตรเท่านั้นที่กั้นพวกสัตว์อสูรเอาไว้ ต่อมาเมื่อเติบโตเป็นเมืองแล้วจึงต้องการสร้างกำแพงเมืองให้สูงขึ้นเป็นสิบเมตร

แต่เนื่องจากถูกกระแสลมที่กัดเซาะทุกวัน ทำให้การทำการก่อสร้างได้ยากลำบาก แม้จะก่อสร้างมาสามปีแล้วก็ตามกำแพงเมืองก็สูงได้แค่ 6 เมตรเท่านั้น

อีกเหตุผลที่ทำให้การสร้างกำแพงล่าช้าเพราะเหล่าทาสที่ทำงานให้เริ่มต่อต้าน

ที่บนกำแพงเมืองตอนนี้ ก็ยังมีเหล่าทาสทำงานให้ทั้งกลางวันกลางคืน จนร่างกายซูบผอม ทาสส่วนใหญ่นั้นล้วนเป็นคนธรรมดาทั่วไปไม่มีพลังอะไร

“แค่ก!!”

มีทาสคนหนึ่งที่กำลังก่อสร้างกำแพงด้วยหินอยู่ๆ ก็สำลักและไอเป็นเลือดและทราย

“ยังไหวไหม”

เพื่อนทาสคนนั้นเข้ามาถามด้วยความเป็นห่วง

“ไม่เป็นไร ฉันยังสบายดีอยู่”

ทาสที่ไอเป็นเลือดนั้นตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนแรงและใบหน้าที่ซีดเซียว

“แกไอเป็นเลือดมาต้องหลายวันแล้ว พักก่อนเถอะ”

เพื่อนทาสคนนนั้นพูดขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง

“พัก….”

ทาสที่ไอเป็นเลือดพูดขึ้นก่อนที่จะหัวเราะอย่างสมเพชตัวเอง

เขามองไปที่หอคอยที่อยู่สุดปลายทางของกำแพงเมือง ที่บนนั้นมีคนสามคนยืนอยู่

ทั้งสามเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเมืองไป๋หลี่ โดยคนตรงกลางคือเจ้าเมืองไป๋หลี่ที่มีพลังในขั้น 6 เจ้าเมืองคนนี้เป็นคนที่เผด็จการมากๆ

อีกสองคนที่อยู่ข้างๆ เจ้าเมืองเป็นมือซ้ายและขวาของเจ้าเมืองมีพลังขั้น 5

การปกครองของเมืองนี้คำสั่งของเจ้าเมืองถือว่าเป็นที่สิ้นสุด

“คิดว่าเจ้าเมืองนั้นจะให้เราพักงั้นหรอ?”

ทาสที่ไอเป็นเลือดพูดขึ้นอย่างสมเพช

“....นั้นก็”

เพื่อนทาสคนนั้นเองก็ได้แต่ก้มหน้าและถอนหายใจอย่างเจ็บปวด

ตั้งแต่เริ่มซ่อมแซมและสร้างกำแพงเมือง พวกเขาแทบไม่มีวันหยุดเลย

-หากทาสคนไหนป่วย มีเพียงความตายที่รออยู่เท่านั้น ไม่มีใครมารักษาดูแลทาสเหล่านั้น และไม่มีใครแม้แต่จะสนใจว่าชีวิตของทาสคนนั้นจะเป็นหรือตาย

และทาสจะได้รับอาหารเพียงเล็กน้อย เป็นเพียงชิ้นเนื้อเล็กๆ และน้ำหนึ่งชามทุกๆ สองวัน

“ฉันพอแล้ว อยู่แบบนี้ต่อไปขอตายดีกว่า”

ทาสที่ไอเป็นเลือดพูดขึ้นอย่างหมดอาลัยตายอยาก

“ป๋านูอย่าคิดแบบนั้นสิ..แกยังมีลูกสาวอยู่นะ”

เพื่อนทาสได้พูดขึ้นเพื่อให้กำลังใจ

“ลูก…ป๋าฟู…”

สีหน้าของป๋านูเปลี่ยนไป ก่อนที่ภาพของลูกสาวจะปรากฏขึ้นภายในใจของเขา ทำให้เขาเลิกคิดสั้น

เพื่อนของป๋านูถอนหายใจ

“มีชีวิตอยู่ยังไงก็ดีกว่าตาย…”

เพี้ย!!!!

แส้ยาวได้ฟาดใส่ทั้งสองคนอย่างไร้ความปราณี ผู้คุมที่ได้มองดูอยู่ไม่อดทนอีกต่อไป และเหวี่ยงแส้ใส่ทั้งสอง

ก่อนที่ผู้คุมจะพูดออกมาอย่ทางเย็นชา

“อยากได้คิดอู้ ไม่อยากกินเนื้อของวันนี้รึไง”

ป๋านูกระอักเลือกออกมาและจ้องไปทางผู้คุม

“อย่าได้ช้าอยู่เลย”

เพื่อนของป๋านูยิ้มก่อนที่จะพยุงให้ป๋านูลุกขึ้นมาทำงานต่อ

เพื่อนของป๋านูก้มหัวลงและพูดอย่างแผ่วเบา

“อย่าหาเรื่องใส่ตัวเลย คิดถึงลูกสาวเอาไว้”

“....”

สีหน้าของป๋านูเปลี่ยนไป เขากัดเขี้ยวเคี้ยวฟันและก้มหน้าทำกำแพงเมืองต่อไป

“ฮึ่ม!! ไอ้พวกทาสชั้นต่ำ ชะตาของพวกแกถูกกำหนดให้ทำงานไปจนตายเท่านั้นแหละ”

ผู้คุมพูดขึ้นพร้อมกับยิ้มเยาะเย้ย

“...”

ป๋านูกัดฟันแน่น

“เฟยโหยว มานี่สิ”

บนหอคอยเจ้าเมืองตะโกนเรียกอย่างไม่แยแส

“ครับ”

ผู้คุมที่กำลังจะลงมือฟาดแส้จึงหยุดมือ

ก่อนที่จะไป เขาได้หันกลับมามองป๋านูอย่างเกรี้ยวกราด ก่อนที่จะรีบไปหาเจ้าเมือง

“ท่านเจ้าเมือง มีอะไรให้รับใช้ครับ”

เฟยโหนวโค้งคำนับให้และถามพร้อมกับรอยยิ้ม

“การก่อสร้างกำแพงเมืองมันเริ่มช้าเกินไปแล้ว จับตาดูการทำงานให้ดี และเร่งงานพวกทาสให้เร็วกว่านี้”

เขาต้องการทำให้เมืองนั้นดูดีเพื่อจะได้ดึงดูดการค้า

เฟยโหยวเพียงหยักหน้า และพูดอย่างจริงจัง

“รับทราบครับนายท่าน”

“ท่านเจ้าเมือง ตอนนี้ภายในเมืองเองก็มีบ้านเรือนเสียหายหลายแห่งเหมือนกัน”

อากันพูดขึ้นพร้อมกับรอยยิ้ม

เขาเป็นแม่ทัพมือขวาของเจ้าเมือง มีพลังในขั้น 5 และรับใช้เจ้าเมืองมาตั้งแต่เป็นแค่ชนเผ่า

“อย่าได้สนใจบ้านในเขตชั้นนอก สิ่งที่สำคัญที่สุดคือวังของท่านเจ้าเมืองที่อยู่ในเขตชั้นใน หากหลังคาห้องโถงแตกร้าว นั้นเป็นสิ่งแรกที่ต้องแก้ไขให้เร็วที่สุด”

คนที่พูดคือมือซ้ายของเจ้าเมือง และมีพลังอยู่ในขั้น 5 ระดับกลาง

“ถ้างั้นก็เอาทาสสักสองสามคนไปซ่อมแซมช่วงกลางคืน”

เจ้าเมืองไป๋หลี่พูดอย่างไม่ใส่ใจ

“แหม้ๆ…ใครกันน่าจะเป็นผู้โชคร้ายคนนั้น”

แม่ทัพมือขวายิ้มออกมาอย่างชั่วร้าย

เวลากลางคืนเป็นช่วงเวลาที่จะแจกจ่ายอาหารให้กับทาส หากว่าถูกเลือกให้ไปซ่อมหลังคาแปลว่าพวกเขาจะไม่ได้กินอะไรเลย

“เดือนนี้มีทาสตายไปแล้วกี่คน”

เจ้าเมืองถามต่อด้วยน้ำเสียงไร้ความรู้สึก

“ตามที่ได้รับรายงานมา มีทาสเสียชีวิตไป 25 คนได้แล้ว และถูกโยนออกไปนอกกำแพงเมืองทั้งหมด”

แม่ทัพซ้ายพูดขึ้นพร้อมกับรอยยิ้ม

เจ้าเมืองมองและแสดงสีหน้าไม่พอใจ

“มีคนตายตั้ง 25 คนเลยงั้นหรอ”

จำนวนทาสในเมืองลดลงเรื่อยๆ ในตลอดสามปีที่ผ่านมา นั้นเป็นสาเหตุที่ทำให้การก่อสร้างนั้นช้าลง

“พวกที่ตายไปก็แค่ทาสทั่วไปไม่ได้มีพลังวิเศษ ไม่ช้ามันก็จะถูกแทนที่ด้วยทาสคนอื่น”

แม่ทัพขวาพูดอย่างง่ายดายราวกับเป็นเรื่องปกติ

ทุกๆ วันมีคนเข้ามาในป่าแห่งนี้ และถูกไล่ล่าโดยสัตว์อสูรที่ดุร้าย ทำให้มีคนหลบหนีสัตว์อสูรมาที่เมืองแห่งนี้

พวกอ่อนแอที่รอดมาได้ก็จะกลายเป็นทาสทันที ในขณะที่ผู้แข็งแกร่งจะได้อยู่ในสถานที่เล็กๆ ในเมือง

“งั้นจงระวังเรื่องจับกุมตัวคนด้วย อย่าได้ซ้ำรอยเหมือนเมื่อสองปีก่อน”

เจ้าเมืองพูดด้วยน้ำเสียงที่น่ากลัว ขณะที่เขาคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อสองปีก่อน

เมื่อสองปีก่อนมีสองแม่ลูกมาถึงเมืองไป๋หลี่

คนเป็นแม่ดูเป็นผู้หญิงธรรมดา แต่ลูกสาวนั้นเป็นใบ้

ตามปกติแล้วหากเจอคนลักษณะนี้ทหารที่คุมทางเข้าจะจับทั้งคู่ไปเป็นทาสทันที

แต่นั้นกลับกลายเป็นข้อผิดพลาด เพราะผู้หญิงที่ดูธรรมดาๆ กลับล้มทหารยามด้วยมือข้างเดียว

“รับทราบครับ”

แม่ทัพขวาพยักหน้าอย่างจริงจัง

“ที่นี่ฉันให้แกจัดการต่อแล้วกัน ฉันจะกลับไปนอนแล้ว”

เจ้าเมืองพูดขึ้นพร้อมกับยิ้มออกมาเล็กน้อย

การสนุกสนานตอนกลางคืนทุกวันทำให้เขาเริ่มอ่อนล้า

“ครับ”

แม่ทัพทั้งสองขานรับก่อนที่จะยิ้มและมองหน้ากัน

ผู้มีพลังในขั้น 6 จะสนุกสนานทุกค่ำคืนและเล่นสนุกบนเรือนร่างของหญิงสาวมากมายทุกวันก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

แต่ต่อให้เป็นผู้มีพลังขั้น 6 ก็ตามหากทำแบบนี้ทุกวันก็ต้องอ่อนล้ากันบ้าง

และนั้นคือสิ่งที่ทั้งสองต้องการคือให้เจ้าเมืองตายและพวกเขาจะขึ้นมาเป็นใหญ่

ครืนๆๆ

ตอนนั้นเองที่กำแพงเกิดสั่นไหว ก้อนหินอยู่สูงสุดก็เริ่มหล่นลงมา

“อ้าก!!!”

มีทาสผอมแห้งสองคนเสียหลักและตกลงไปจากกำแพง

“เกิดอะไรขึ้น”

ป๋านูยืนขึ้นและมองออกไป ก่อนที่จะหรี่ตาลงครึ่งหนึ่ง

ลมและฝุ่นทรายหนามากจนเขามองเห็นไม่ชัด แต่สิ่งที่เขาเห็นคือมีบางสิ่งใกล้เข้ามา

ป๋านูเป็นผู้กลายพันธ์ขั้น 1 ที่ต่างจากคนอื่นๆ เพราะงั้นทำให้เขาสามารถสังเกตเห็นบางสิ่งได้

“แผ่นดินไหนงั้นหรอ?!”

เพื่อนของป๋านูพูดขึ้นพร้อมกับร่างที่สั่นไหวไปมา

โฮกกกก!!!

ในตอนนั้นเองที่มีเสียงคำรามของสัตว์อสูรที่ดูน่ากลัวดังขึ้น

“คลื่นอสูร!!!”

สีหน้าของป๋านูเปลี่ยนไป พร้อมกับหน้าที่ซีดขาวไร้เลือด

“คลื่นอสูรกำลังมา!!!”

เจ้าเมืองหยุดชะงักไป ก่อนที่ใบหน้าของเขาจะบิดเบี้ยว

เขาต้องการรีบทำกำแพงเมืองให้เสร็จ แต่กลับต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วย

และเมื่อเจ้าเมืองเพ่งมองเข้าไปในกระแสลมและพายุทรายเขาก็เห็นเงามากมายหลายกลุ่มก้อน ที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

“คลื่นอสูรงั้นหรอ”

แม่ทัพซ้ายและขวาต่างมองหน้ากัน พร้อมกับสีหน้าที่เปลี่ยนไป

แม่ทัพขวานั้นไม่อยากจะเชื่อเลยพูดออกมา

“เป็นไปได้ยังไง พวกเราไม่เคยเจอกับคลื่นอสูรมาหลายปีแล้ว”

นับตั้งแต่เป็นชนเผ่าจนกลายเป็นเมือง พวกเขาไม่เคยเจอกับคลื่นสัตว์อสูรเลย

มันนานจนพวกเขาลืมไปแล้วด้วยซ้ำ ว่าในป่าแห่งนี้มีคลื่นอสูร

“พวกงี่เง่า เพียงแค่ไม่เจอมาหลายปี ไม่ใช่ว่ามันจะไม่มี”

เจ้าเมืองพูดด้วยความเกรี้ยวกราด

แม่ทัพซ้ายและขวาแสดงสีหน้าที่อับอาย ในช่วงเวลาสองสามปีที่ผ่านมาพวกเขากินอยู่อย่างสบายเกินไป

จนไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้างรอบๆ

“ระดมพลทหารทุกคน เตรียมป้องกันเมือง”

เจ้าเมืองไป๋หลี่ตะโกนเสียงดัง

“รับทราบ”

แม่ทัพซ้ายและขวาตอบรับด้วยสีหน้าจริงจัง และไประดมพลทหาร

“หวังว่าจะเป็นแค่คลื่นอสูรเล็กๆ นะ”

เจ้าเมืองไป๋หลี่พูดด้วยความกังวล

เขารู้ว่าคลื่นอสูรน่ากลัวแค่ไหน ตั้งแต่ก่อนที่เขาจะมารับตำแหน่งเจ้าเมือง

ในตอนนั้นเขายังไม่ได้เป็นผู้นำเผ่าเลยด้วยซ้ำ และต้องเผชิญหน้ากับคลื่นอสูรครั้งหนึ่ง ทำให้มีผู้เสียชีวิตไปมากถึง 9 ใน 10 ของผู้คนในเผ่า

คลื่นอสูรนั้นได้ทำให้ผู้นำเผ่าคนก่อนเสียชีวิตไปด้วย และทำให้เขาได้กลายเป็นผู้นำเผ่าแทน

โฮกก!!

เงาที่อยู่ในกระแสฝุ่นนั้นดูชัดขึ้นเรื่อยๆ และเห็นเป็นฝูงของสัตว์อสูรมากมายที่พ่นลมหายใจที่หิวกระหายออกมา

“คลื่นอสูร!!!”

สีหน้าของทาสที่อยู่บนกำแพงเมืองเปลี่ยนไปทันที ร่างของพวกเขาสั่นเทาด้วยความกลัว ในแววตาฉายออกถึงความสิ้นหวัง

“สัตว์อสูรขั้น 3 กับ ขั้น 4”

สีหน้าของเจ้าเมืองเริ่มจริงจังขึ้นมา คลื่นอสูรครั้งนี้หนักหนายิ่งนัก เพราะมีสัตว์อสูรขั้น 4 อยู่ในนี้ด้วย

สีหน้าของแม่ทัพขวาแตกตื่น เขาสัมผัสได้ถึงสัตว์อสูรอีกตัวที่แข็งแกร่งมากอยู่ด้านหลัง

พวกที่กำลังพุ่งเข้ามาเป็นชุดแรกแค่หน่วยพลีชีพเปิดทางเท่านั้น

“สัตว์อสูรขั้น 6!!”

เจ้าเมืองไป๋หลี่ถึงกับหลี่ตาลง ก่อนที่จะสัมผัสได้ถึงกลิ่นไอของสัตว์อสูรขั้น 6 ที่แอบซ่อนตัวอยู่ในกองพายุฝุ่น