“แล้วทำไมถึงมีภูเขาขนาดใหญ่มาตั้งอยู่หน้าเมืองเซิงหยางแบบนี้ได้!?”
หยางปิงขยี้ตาหลายครั้งด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
เธอรู้สึกสับสนและมึนงง กับภาพที่เห็นภูเขาขนาดใหญ่ไม่รู้มาจากไหนตั้งตระหง่านอยู่ต่อหน้าเมืองเซิงหยาง
ทำให้เธอเริ่มสงสัยแล้วว่าเธอถูกขังไปนานขนาดไหน
ก่อนที่เธอจะเข้ามายังเมืองเซิงหยางเธอยังไม่เคยเห็นเขาลูกนี้มาก่อน
หรือนี้เป็นแค่ภาพลวงตา?
“ฮะๆๆ”
ลี่ลี่หัวเราะออกมาเมื่อได้ยิน
ลี่เยว่เองก็อมยิ้มที่มุมปากและพูดกับเพื่อนของเธอ
“นั่นไม่ใช่ภูเขา ลองมองดูดีๆ”
“ไม่ใช่ภูเขางั้นหรอ?”
หยางปิงขมวดคิ้วอย่างสงสัย
แต่เสียงหัวเราะของลี่ลี่ยังไม่เงียบลงเธอเลยตบไปบนหัวของลี่ลี่หนึ่งครั้ง
“โอ๊ย!”
ลี่ลี่แกล้งร้องว่าตัวเองเจ็บ
“มีคนอยู่หน้าประตูเซิงหยางเต็มเลย”
หยางปิงมองไปรอบๆ ภูเขาใหญ่ลูกนี้ และเห็นว่าที่นอกประตูเมืองเองก็มีฝูงชนมากมายยืนดูภูเขานี้อยู่
ก่อนที่เธอจะคิดอะไรได้และสีหน้าซีดลงทันที
และถามด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจ
“อย่าบอกนะว่านี้เป็นสัตว์อสูรโบราณ….”
“ใช่ ชื่อของมันคือเต่าทมิฬน้อย!”
ลี่เยว่แนะนำให้หยางปิงรู้จักกับเต่าทมิฬน้อย
ก่อนที่เธอจะเงยหน้าขึ้นไปมองยังสัตว์อสูรยักษ์และพูดด้วยน้ำเสียงที่ภูมิใจ
“ที่พวกเราเข้าไปช่วยเธอออกมาจากคุกใต้ดินได้ ก็ต้องขอบคุณเต่าทมิฬน้อยที่ดึงดูดความสนใจผู้มีพลังเก่งๆ ให้มารวมตัวกันที่ประตูเมือง”
หากเป็นยามปกติ ที่คุกใต้ดินจะมีผู้คุมที่มีพลังขั้น 5 อย่างน้อยสองคนรักษาการอยู่
แต่เพราะคำสั่งในวันนี้ ทำให้ผู้มีพลังที่เก่งกาจต้องไปประจำการที่ประตูเมือง เพื่อตั้งแนวป้องกัน
“ไม่ๆ เดี๋ยวก่อนนะ เธอต้องอธิบายก่อน”
หยางปิงนั้นตอบสนองไม่ทัน และยกมือขึ้นเพื่อบอกให้ทั้งคู่หยุดพูดก่อน
และเธอก็เงยหน้าขึ้นไปมองสัตว์อสูรด้วย และมองไปยังเมืองเซิงหยางก่อนที่จะหันกลับมามองยังเพื่อนทั้งสองของเธอ
“สรุปคือ พวกเธอพาสัตว์อสูรตัวนี้มาที่นี่ใช่ไหม”
ใบหน้าอันเย็นชาของหยางปิงนั้นแสดงออกถึงความลังเลใจที่จะเชื่อ
“เราไม่ได้พามันมา แต่เราขี่มันมาที่นี่”
ลี่ลี่พูดพร้อมกับอมยิ้ม
ตอนนี้เธอชอบเห็นสีหน้าของหยางปิงเวลานี้มาก หญิงสาวที่ดูเย็นชากลับทำหน้าตาแตกตื่น และทำตัวไม่ถูก
ตอนนี้เธอเข้าใจสิ่งที่ลี่เยว่เคยทำกับเธอก่อนหน้านี้หมดแล้ว เพราะมันสนุกมากที่จะได้เห็นสีหน้าอันตกใจของเพื่อนตัวเอง
“เอาจริงดิ!”
หยางปิงถึงกับกุมขมับด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
หลังจากแยกจากกันไม่นาน เพื่อนของเธอจะมีขุมพลังมากขนาดนี้เลยงั้นหรอ
“นั่งนิ่งๆ เราจะกลับบ้านกัน”
ลี่เยว่เตือนทุกคน
เมื่อได้ยินหยางปิงก็คว้าไปจับหลังของเสี่ยวไกด้วยมือทั้งสองข้าง
จากนั้นภายใต้สายตาที่ตื่นตกใจของเธอ เสี่ยวไกก็กำลังปีนขึ้นไปบนตัวของเต่าทมิฬ
หยางปิงนิ่งเงียบอยู่พักหนึ่งก่อนที่จะถาม
“นี้พวกเราจะไปบนหลังของสัตว์อสูรกันงั้นหรอ”
“ใช่”
ลี่เยว่ตอบเบาๆ
ไม่นานเสี่ยวไกก็ปีนขึ้นมาถึงหลังของเต่าทมิฬ และปีนขึ้นไปบนกำแพงเมือง
“ที่นี่คือเมืองเต่าทมิฬ”
ลี่เยว่พูดขึ้นพร้อมกับลงจากตัวของเสี่ยวไกพร้อมกับกล่องไม้ในมือ
และพาเพื่อนของเธอลงมาจากหลังของเสี่ยวไกด้วยท่าทางที่ผ่อนคลาย
“มีเมืองแบบนี้อยู่บนหลังสัตว์อสูรด้วยงั้นหรอ?!”
หยางปิงที่ก้าวลงจากหลังของเสี่ยวไกก็ได้แต่มึนงงเป็นไก่ตาแตก
เธอนั้นตื่นเต้นกับสิ่งที่เห็นทั้งหมด บ้านเมืองถูกจัดเป็นสัดเป็นส่วน และมีระเบียบมาก อีกทั้งยังมีต้นไม้สูงใหญ่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับเธออีก
“ตอนที่มาที่นี่ครั้งแรก ฉันเองก็สภาพไม่ต่างจากเธอหรอก”
ลี่ลี่พูดขึ้นและมายืนอยู่ข้างๆ หยางปิงโดยในมือมีม้วนหนังสัตว์และที่แบกไว้บนหลังอีก
“หยุด! แกเป็นใคร!”
เสียงของเว่ยกังดังขึ้นอย่างดุร้ายพร้อมกับหน่วยของเขาที่วิ่งถือหอกเข้ามาและชี้ไปยังหยางปิง
ตั้งแต่ส่งตัวหลี่เอ๋อกู่กลับไป เขาก็เริ่มลาดตระเวนรอบกำแพงเมืองซานไห่ และพบเข้ากับหญิงแปลกหน้าหนึ่งคนยืนอยู่
“เอาไงต่อล่ะทีนี้”
หยางปิงยกมือขึ้นมาปิดบังรอยเส้นแดงที่ใบหน้าของเธอ
แต่เธอไม่สามารถมองเห็นเพื่อนของเธอทั้งสองได้ แต่ใช้พลังสัญชาตญาณผู้แอบแฝง ทำให้พอจะรู้ตำแหน่งของทั้งสองได้คร่าวๆ
“เอานี้”
ลี่ลี่ส่งผ้าเช็ดหน้าออกมาจากกระเป๋าและยัดใส่มือหยางปิง ก่อนที่หยางปิงจะเอาผ้าเช็ดหน้านั้นขึ้นมาปิดบังใบหน้า
“ไม่เป็นไร ตรงนี้ฉันจัดการเอง”
ลี่เยว่พูดขึ้นเบาๆ
พร้อมกับดึงแผ่นอะไรสักอย่างออกมาจากชุดเกราะของเธอ
มันคือแผ่นป้ายประจำตัวเป็นอุปกรณ์วิญญาณที่มู่เหลียงสร้างขึ้น ทำมาจากเกล็ดของงูเหมัน เมื่อพกติดตัวจะรู้สึกเย็นเล็กน้อย
ลี่เยว่ถือแผ่นป้ายต่อหน้าเว่ยกัง แต่ที่เว่ยกังเห็นคือแผ่นตราที่ลอยอยู่กลางอากาศ
“ห้ะ!?”
เว่ยกังหยิบตราประจำตัวมาดู ด้วยมือทั้งสองข้าง
มีคำว่าผี และคำว่าเต่าทมิฬอยู่ที่อีกฝั่งของตราประจำตัว
“หน่วยภูติผี!”
เว่ยกังรู้จักหน่วยนี้ดี
เพราะก่อนหน้านี้พวกเขาถูกทดสอบด้วยหน่วยนี้ และได้รับรู้การมีอยู่ของหน่วยภูติผี
หลังจากวันนั้นเว่ยกังเองก็ได้รู้แล้วว่าหน่วยภูติผีนั้นเป็นหน่วยลับของเจ้าเมืองและขึ้นตรงกับเจ้าเมืองคนเดียว มีระดับบัญชาการที่สูงกว่าหากเทียบกับกองกำลังปกป้องเต่าทมิฬ
“ทุกคนวางมือ”
เว่ยกังยกมือขึ้นห้ามคนของตัวเอง
“ไปกันเถอะ”
ลี่เยว่พูดอย่างใจเย็น
ก่อนจะพาหยางปิงเดินผ่านเว่ยกังไป เข้าไปในตัวเมืองพร้อมกับเก็บตราประจำตัว
“บางสิ่งก็ไม่จำเป็นต้องพูด และต้องระมัดระวังสิ่งที่จะพูดให้ดี”
ลี่ลี่พูดขึ้น เพราะหน่วยภูติผีนั้นถูกเก็บเป็นความลับและไม่สามารถเปิดเผยต่อภายนอกได้
“เข้าใจแล้ว”
เว่ยกังรู้ความหมายของคำว่าผีในตราประจำตัวนั้น และต้องแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้กับสิ่งที่เห็น
ทั้งสองพาหยางปิงลงไปจากกำแพงเมืองเข้าไปในถนนการค้า
ลี่เยว่เห็นหยู่เฟ่ยหยานกำลังจัดเตรียมคนสำหรับต้อนรับลูกค้าอยู่
เธอก้าวไปข้างๆ และถามขึ้น
“ตอนนี้มู่เหลียงอยู่ไหน”
“ว้าย!!”
หยู่เฟ่ยหยานสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงมาจากด้านหลังของเธอ
เธอหันกลับไปมองก็เห็นหญิงสาวที่หน้าตาไม่คุ้นเคยยืนอยู่
“มู่เหลียงอยู่ที่เนินสูง”
หยู่เฟ่ยหยานพูดด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง
ไม่ต้องบอกเธอก็รู้ว่าเป็นลี่เยว่ เธอเองต้องผวาว่าจะถูกลี่เยว่เดินเข้ามาข้างหลังแบบนี้ทุกวัน
“ไปกันเถอะ กลับไปเนินสูงกัน”
ลี่เยว่หันหลังกลับและเดินไปทางประตูเวยฉาย
“มาเร็วๆ มีอะไรหลายอย่างที่ฉันอยากให้เธอดู!”
ลี่ลี่ลากหยางปิงไปตามทางเดิน
“อ้ะ!”
หยางปิงนั้นไม่เข้าใจเลยว่าทำไมทั้งสองคนดูคุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้ดีนัก ราวกับว่ามันเป็นบ้านของตัวเอง
ทั้งสามไปยังประตูเว่ยฉายและเดินไปยังเนินสูง
“บ้านเมืองที่นี่ดูเป็นระเบียบมาก แต่การตกแต่งดูน้อยกว่าถนนเส้นเมื่อกี้”
สีหน้าของหยางปิงนั้นดูประหลาดใจอีกครั้งกับสิ่งที่เห็น
“มันก็ต่างอยู่แล้ว เพราะนั้นคือถนนการค้าเป็นพื้นที่ที่เมืองเต่าทมิฬเปิดให้ผู้คนจากภายนอกเข้ามาซื้อขายแลกเปลี่ยน เพราะงั้นเลยให้ความสำคัญในเรื่องความสวยงามเป็นอันดับแรก”
ลี่ลี่อธิบายด้วยเสียงที่แผ่วเบา
“ตรงนี้เป็นพื้นที่อยู่อาศัย และพวกเขาเองก็ต้องทำงานเพื่อแลกกับการได้อาศัยอยู่”
“งั้นหรอ”
หยางปิงพยักหน้าเล็กน้อยพอที่จะเข้าใจทุกอย่าง
ก่อนที่เธอจะคิดอะไรไปไกลกว่านั้น หยางปิงก็นึกอะไรขึ้นได้
“ใช่!! แล้วดอกปีกนางฟ้าที่พวกเธอพูดถึงก่อนหน้านี้ล่ะ มันอยู่ที่นี่ด้วยไหม?”
“ใช่ ดอกปีกนางฟ้าอยู่บนนั้น”
ลี่เยว่ชี้ไปบนเนินสูง
“พวกเธอเป็นคนของเมืองเต่าทมิฬแล้วงั้นหรอ”
หยางปิงถามด้วยใบหน้าที่จริงจัง
“ใช่ เราทุกคนเป็นประชาชนของเมืองเต่าทมิฬแล้ว”
ลี่เยว่รู้ว่าหยางปิงกังวลเรื่องอะไร
และไม่รอให้หยางปิงพูดสิ่งใด เธอรีบชิงพูดต่อทันที
“มู่เหลียงนั้นรู้แล้วว่าพวกเราติดเชื้อ และไม่ได้รังเกียจหรือกลัวพวกเรา”
“เธอแน่ใจงั้นหรอ?”
หยางปิงถามอย่างไม่เชื่อ
“เดี๋ยวเธอจะเข้าใจเองเมื่อเจอเขา”
ลี่เยว่เดินนำหน้าขึ้นบันไดไปยังเนินสูง
“อย่ากังวลไปเลย”
เสียงของลี่ลี่ที่ดูซับซ้อนพูดขึ้น
“มู่เหลียงเป็นคนดีคนหนึ่ง เขาไม่เลือกปฏิบัติกับเราเลย และปฏิบัติกับทุกคนอย่างเท่าเทียม”
เธอจะหมายถึงว่ามู่เหลียงให้ความสำคัญกับทุกคน
ลี่ลี่ได้มาอาศัยอยู่ในเมืองเต่าทมิฬสักระยะหนึ่งแล้ว และได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ เกี่ยวกับตัวของมู่เหลียง ทำให้เธอรู้ว่าเขาเป็นคนที่มีความคิดมองการไกล และซับซ้อนยิ่งนัก
และเธอก็รู้สึกชื่นชมในพลังและความฉลาดของเขา เพราะในเวลาอันสั้นเขาทำให้เธอยอมรับได้อย่างไม่มีข้อกังขา
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved