ตูม!!
ครื้นน!!
ท้องฟ้าถูกปกคลุมไปด้วยเมฆสีดำ และเกิดฟ้าร้องฟ้าแลบขึ้นตลอดเวลา ก่อนที่จะตามมาด้วยห่าฝนเม็ด
ในป่าหมื่นไพรศาล เต่าหินขนาดใหญ่ยักษ์กำลังเดินเคลื่อนที่ท่ามกลางฝน แต่มันไม่รู้สึกเจ็บหรือสะทกสะท้านอะไรเลยกับเม็ดฝนพวกนี้
นี่เป็นวันที่สามแล้วหลังจากที่เมืองเต่าทมิฬออกมาจากเมืองปักษา ด้วยความเร็วของเต่าทมิฬในตอนนี้ก็ยังต้องใช้เวลาอีกหลายวันกว่าจะผ่านป่าหมื่นไพรศาลออกไปได้
แตะๆๆ
เสียงของเม็ดฝนกระทบกับโดมแก้วขนาดใหญ่ ก่อนที่จะไหลเป็นทางเคลือบทั้งโดมแก้วเอาไว้ ทำให้ไม่สามารถมองผ่านขึ้นไปเห็นท้องฟ้าได้
ภายใต้โดมแก้วนี้ เมืองเต่าทมิฬจึงปลอดภัยจากห่าฝนเม็ดยักษ์ และสภาพอากาศที่เลวร้าย
มู่เหลียงและหยู่ฉินหลานกำลังอยู่ที่นอกเมือง และตรงหน้าของพวกเขามีนกอินทรียักษ์ ที่มีขนเป็นสีเพลิงยืนอยู่
เนื่องจากว่าเต่าทมิฬได้รับการวิวัฒนาการเป็นระดับ 8 แล้ว ทำให้มีพื้นที่มากขึ้น จนทำให้อินทรีอัคคีไปไหนมาไหนได้อิสระขึ้น
“มู่เหลียง อยากจะลองให้คนขึ้นไปขี่เสี่ยวหยูไหม?”
(ขอเปลี่ยนจากเซียวหยู่เป็นเสี่ยวหยูแทนนะครับ)
หยู่ฉินหลานถามเบาๆ
“คิดได้เพียงเท่านี้เองงั้นหรอ?”
มู่เหลียงพูดขึ้นและยิ้มมุมปาก
“แล้วจะทำอะไรได้อีก?”
หยู่ฉินหลานถามด้วยความสงสัย
“รอดู เดี๋ยวก็รู้”
นัยน์ตาของมู่เหลียงจ้องมองไปที่อินทรีอัคคี
กรูล!
เสี่ยวหยูจึงก้มหัวให้ และเข้ามาคอเคลียด้วยความออดอ้อน
“ฮะๆ เด็กดีๆ”
มู่เหลียงยิ้มอย่างชอบใจ และลูบไปที่หัวของเสี่ยวหยู
ก่อนที่จะพูดเบาๆ
“เสี่ยวหยู ก้มลงไปหน่อย”
กรูล!!
เสี่ยวหยูทำตามคำสั่งทันที มันได้สยายปีกออกและย่อตัวลง
ก่อนที่มู่เหลียงจะสร้างแก้วมาคลุมด้านหลังของเสี่ยวหยูเอาไว้
มันเหมือนกับเสื้อกั๊กสำหรับนก
ก่อนที่มู่เหลียงจะสร้างเหมือนห้องเล็กๆ ลูกทรงกลมรีไว้ที่หลังของอินทรีอัคคี มีขนาดความยาว 6 เมตร และกว้างประมาณ 3 เมตรได้
ในแก้วทรงกลมรีเหมือนกับแคปซูน ภายในถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน มีพื้นที่เอาไว้เก็บของและพื้นที่นั่งโดยสาร
ตรงพื้นที่นั่งโดยสารนั้น เรียงติดกันสามที่นั่ง และลึกยาวลงไปสามารถนั่งได้ 12 ที่นั่ง
มู่เหลียงปัดมือเล็กน้อยและพูดขึ้น
“เราต้องทำที่กั้นระหว่างห้องโดยสารกับพื้นที่เก็บของด้วย”
ก่อนที่มู่เหลียงจะสบัดมืออีกครั้ง และสร้างแผงกั้นระหว่างที่นั่งกับพื้นที่ว่างไว้เก็บของ
พร้อมกับสร้างประตูทางเข้าที่ด้านข้างห้องโดยสารเอาไว้
“เสร็จแล้ว”
มู่เหลียงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
เขายิ้มและมองไปทางหยู่ฉินหลาน
“อยากลองนั่งทดสอบกับฉันไหม?”
“เอาสิ”
หยู่ฉินหลานเองก็ไม่เคยขี่นกมาก่อนเหมือนกัน
“งั้นไปกันเลย”
มู่เหลียงเดินขึ้นไปบนห้องโดยสารก่อนที่จะยื่นมือมารับหยู่ฉินหลาน
ทั้งคู่นั่งลงที่แถวแรกของห้องโดยสาร
“ในนี้มันดูกว้างกว่าที่คิด”
หยู่ฉินหลานมองดูรอบๆ อย่างสนใจ
“เสี่ยวหยู บินขึ้นได้”
มู่เหลียงออกคำสั่ง
กรูล!!
หลังจากได้ยินคำสั่งแล้ว เสี่ยวหยูก็กระพือปีกอย่างแรงและทะยานสู่ท้องฟ้า
ที่เหนือสุดของโดมแก้วมีช่องว่างพอให้เสี่ยวหยูบินผ่านออกไปได้
ภายในห้องโดยสาร มู่เหลียงกับหยู่ฉินหลานรู้สึกว่าตัวของพวกเขาแกว่งไปมา เมื่อสูงพอทุกอย่างก็แกว่งน้อยลงและนิ่งมากขึ้น
“แรงสั่นสะเทือนประมาณนี้น่าจะเป็นอะไรที่คนทั่วไปพอรับไหวใช่ไหม?”
มู่เหลียงถามพร้อมกับรอยยิ้ม
“พอได้อยู่”
หยู่ฉินหลานพยักหน้าตอบ
แม้ว่าตอนแรกที่ออกตัวนั้นจะแกว่งไปมาจนน่ากลัว แต่เมื่อขึ้นมาสุดแล้วทุกอย่างก็นิ่งขึ้นจนไม่รู้สึกน่ากลัวอีกต่อไป
มู่เหลียงได้ฟังจึงส่งกระแสจิตไปหาเสี่ยวหยู และบอกให้มันระวังเรื่องการออกตัวและลงจอดในอนาคต
เวลานี้มีอินทรีอัคคีบินวนอยู่รอบเมืองเต่าทมิฬ ขนสีแดงของมันเป็นอะไรที่สะดุดตาอย่างมาก
มู่เหลียงออกคำสั่งเพิ่มทันที
“ลงได้แล้ว มาดูว่าแกจะลงจอดได้ดีแค่ไหน”
กรูล!
เสี่ยวหยูกระพือปีกเล็กน้อย ก่อนที่ตัวของมันจะร่อนลงสู่เมืองเต่าทมิฬ และลดความเร็วลงเรื่อยๆ
พรึ้บ!
มันสยายปีกออกก่อนถึงพื้นและร่อนลงจอดได้สำเร็จ
ในห้องโดยสารนั้น มู่เหลียงรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือน และแรงกระแทกตอนที่ถึงพื้น
“ไม่เป็นไร แรงเพียงแค่นี้คนทั่วไปรับไหวอยู่แล้ว”
หยู่ฉินหลานตบไปที่วางแขนบนเก้าอี้นั่งและแสดงความคิดเห็น
“มีคนธรรมดาเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จะได้นั่งในนี้”
“เอาเถอะ ปล่อยให้มันเป็นไปตามนี้ก่อน”
มู่เหลียงลุกขึ้นก่อนที่จะเดินออกไปจากห้องโดยสาร
ก่อนที่เขาจะหันกลับมาและพูดกับหยู่ฉินหลาน
“ฉินหลานคิดยังไงหากตั้งชื่อสิ่งนี้ว่า สายการบินเต่าทมิฬ?”
“ดีเลย”
หยู่ฉินหลานยิ้มร่าและถูกใจเหมือนกัน
ก่อนที่เธอจะถามอย่างสงสัย
“มู่เหลียง แล้วคิดจะให้เสี่ยวหยูบินไปที่ไหนบ้าง?”
“เส้นทางแรกๆ ก็คงเป็นเมืองที่เราเคยผ่านมาทั้งหมด เพื่อทำการค้าขายด้วย เพราะแบบนั้นจะปลอดภัยกว่า”
มู่เหลียงเองก็เตรียมแผนการไว้แล้ว
“ใช่ นั้นก็สมเหตุสมผล”
หยู่ฉินหลานเห็นด้วย
เธอกระพริบตาและถามต่อ
“แล้วคิดจะเปิดเส้นทางการค้าเมื่อไร”
มู่เหลียงเพียงส่ายหัวและพูดอย่างสุขุม
“เรายังต้องฝึกหน่วยคุ้มกันกับพนักงานต้อนรับ ไปกับสายการบินด้วย เพราะงั้นคงยังไม่ใช่เร็วๆ นี้แน่”
หน่วยคุ้มกันจะมีหน้าที่รับผิดชอบดูแลความปลอดภัยให้กับสายการบินเต่าทมิฬโดยเฉพาะ และต้องสามารถรับมือกับการโจมตีของเมืองอื่นได้ เป็นผู้ที่ดูแลความปลอดภัยตั้งแต่ขึ้นบนจนลงจอด
และบนสายการบินจะต้องมีพนักงานต้อนรับที่เทียบได้กับแอร์โฮสเตสบนเครื่องบินด้วย เพื่อช่วยเหลืองานง่ายๆ
“หน่วยคุ้มกัน เราจะคัดเลือกจากกองทัพงั้นหรอ?”
แววตาของหยู่ฉินหลานมองไปที่มู่เหลียงอย่างสนใจ
เธออยากรู้เหมือนกันว่ามู่เหลียงไปเอาความคิดแปลกๆ และสร้างสรรค์แบบนี้มาจากไหน
“ไม่ต้องคิดมาก ก็เลือกจากกองทัพนั้นแหละ ส่วนเรื่องพนักงานต้อนรับฉินหลานเธอจัดการเรื่องนี้ด้วย”
มู่เหลียงตอบเบาๆ
“เข้าใจแล้ว”
หยู่ฉินหลานพยักหน้าตอบ
ที่จริงเธอมีหลายคนที่อยู่ภายในใจแล้วที่จะเลือกมาเป็นพนักงานต้อนรับ เธอแค่ต้องไปที่ทำงานของพวกเขาและสอบถามอีกที
“ยังไงก็เถอะ ฉันคิดว่าจะให้เฟ่ยหยานเป็นคนนำหน่วยคุ้มกัน คิดว่าไง”
มู่เหลียงหยุดและมองหยู่ฉินหลานที่อยู่ข้างๆ
หยู่เฟ่ยหยานนั้นตอนนี้เป็นแม่ทัพของกองทัพอากาศแล้ว เพราะงั้นเธอเองก็เหมาะสมที่จะเป็นหัวหน้าหน่วยคุ้มกันมากที่สุด
แต่หากว่าหยู่เฟ่ยหยานอยากจะเลิกทำเธอก็ทำได้ตามที่ต้องการ
“ก็ดี ฉันว่าถึงเวลาที่ลูกสาวของฉันจะต้องออกกำลังบ้างแล้ว”
หยู่ฉินหลานพยักหน้าเห็นด้วยหลังจากที่คิดอยู่พักหนึ่ง
หยู่เฟ่ยหยานมีเกราะหงส์เพลิงและพัดหงส์เพลิง และด้วยพลังขั้น 4 ของเธอ เสริมด้วยยุทธภัณฑ์วิญญาณสองชิ้น ทำให้แม้แต่ผู้มีพลังขั้น 5 ก็ไม่สามารถเอาชนะเธอได้
นอกจากนี้ยังมีอินทรีอัคคีระดับ 7 อยู่ข้างๆ มั่นใจได้ว่าเธอจะปลอดภัย
“ดี ตอนแรกคิดว่าฉินหลานจะไม่ยอมเสียอีก”
มู่เหลียงพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเล็กน้อย
-“ทำไมจะเป็นเช่นนั้น ฉันควรจะยินดีด้วยมากกว่า”
หยู่ฉินหลานนั้นเข้าใจว่าลูกสาวของเธอนั้นชอบทำอะไรนอกกรอบและรักอิสระ
“งั้นเอาไว้ฉันจะไปคุยกับเธอเอง”
มู่เหลียงยิ้มอย่างอ่อนโยนและพยักหน้า
หยู่ฉินหลานยิ้มมุมปาก และพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดูมั่นใจ
“เธอคงจะชอบมันแน่ๆ”
“ฉันก็คิดแบบนั้น”
มู่เหลียงยิ้มและเห็นด้วย
เขามีแผนการอีกหลานอย่างที่จะต้องทำ เช่นการสร้างลานจอดขึ้นลง และสิ่งที่จะขายในสายการบินเต่าทมิฬ
ทุกอย่างจะค่อยๆ พัฒนาขึ้นในอนาคตต่อจากนี้
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved