ตอนที่ 260

ตูม!!

ครื้นน!!

ท้องฟ้าถูกปกคลุมไปด้วยเมฆสีดำ และเกิดฟ้าร้องฟ้าแลบขึ้นตลอดเวลา ก่อนที่จะตามมาด้วยห่าฝนเม็ด

ในป่าหมื่นไพรศาล เต่าหินขนาดใหญ่ยักษ์กำลังเดินเคลื่อนที่ท่ามกลางฝน แต่มันไม่รู้สึกเจ็บหรือสะทกสะท้านอะไรเลยกับเม็ดฝนพวกนี้

นี่เป็นวันที่สามแล้วหลังจากที่เมืองเต่าทมิฬออกมาจากเมืองปักษา ด้วยความเร็วของเต่าทมิฬในตอนนี้ก็ยังต้องใช้เวลาอีกหลายวันกว่าจะผ่านป่าหมื่นไพรศาลออกไปได้

แตะๆๆ

เสียงของเม็ดฝนกระทบกับโดมแก้วขนาดใหญ่ ก่อนที่จะไหลเป็นทางเคลือบทั้งโดมแก้วเอาไว้ ทำให้ไม่สามารถมองผ่านขึ้นไปเห็นท้องฟ้าได้

ภายใต้โดมแก้วนี้ เมืองเต่าทมิฬจึงปลอดภัยจากห่าฝนเม็ดยักษ์ และสภาพอากาศที่เลวร้าย

มู่เหลียงและหยู่ฉินหลานกำลังอยู่ที่นอกเมือง และตรงหน้าของพวกเขามีนกอินทรียักษ์ ที่มีขนเป็นสีเพลิงยืนอยู่

เนื่องจากว่าเต่าทมิฬได้รับการวิวัฒนาการเป็นระดับ 8 แล้ว ทำให้มีพื้นที่มากขึ้น จนทำให้อินทรีอัคคีไปไหนมาไหนได้อิสระขึ้น

“มู่เหลียง อยากจะลองให้คนขึ้นไปขี่เสี่ยวหยูไหม?”

(ขอเปลี่ยนจากเซียวหยู่เป็นเสี่ยวหยูแทนนะครับ)

หยู่ฉินหลานถามเบาๆ

“คิดได้เพียงเท่านี้เองงั้นหรอ?”

มู่เหลียงพูดขึ้นและยิ้มมุมปาก

“แล้วจะทำอะไรได้อีก?”

หยู่ฉินหลานถามด้วยความสงสัย

“รอดู เดี๋ยวก็รู้”

นัยน์ตาของมู่เหลียงจ้องมองไปที่อินทรีอัคคี

กรูล!

เสี่ยวหยูจึงก้มหัวให้ และเข้ามาคอเคลียด้วยความออดอ้อน

“ฮะๆ เด็กดีๆ”

มู่เหลียงยิ้มอย่างชอบใจ และลูบไปที่หัวของเสี่ยวหยู

ก่อนที่จะพูดเบาๆ

“เสี่ยวหยู ก้มลงไปหน่อย”

กรูล!!

เสี่ยวหยูทำตามคำสั่งทันที มันได้สยายปีกออกและย่อตัวลง

ก่อนที่มู่เหลียงจะสร้างแก้วมาคลุมด้านหลังของเสี่ยวหยูเอาไว้

มันเหมือนกับเสื้อกั๊กสำหรับนก

ก่อนที่มู่เหลียงจะสร้างเหมือนห้องเล็กๆ ลูกทรงกลมรีไว้ที่หลังของอินทรีอัคคี มีขนาดความยาว 6 เมตร และกว้างประมาณ 3 เมตรได้

ในแก้วทรงกลมรีเหมือนกับแคปซูน ภายในถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน มีพื้นที่เอาไว้เก็บของและพื้นที่นั่งโดยสาร

ตรงพื้นที่นั่งโดยสารนั้น เรียงติดกันสามที่นั่ง และลึกยาวลงไปสามารถนั่งได้ 12 ที่นั่ง

มู่เหลียงปัดมือเล็กน้อยและพูดขึ้น

“เราต้องทำที่กั้นระหว่างห้องโดยสารกับพื้นที่เก็บของด้วย”

ก่อนที่มู่เหลียงจะสบัดมืออีกครั้ง และสร้างแผงกั้นระหว่างที่นั่งกับพื้นที่ว่างไว้เก็บของ

พร้อมกับสร้างประตูทางเข้าที่ด้านข้างห้องโดยสารเอาไว้

“เสร็จแล้ว”

มู่เหลียงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

เขายิ้มและมองไปทางหยู่ฉินหลาน

“อยากลองนั่งทดสอบกับฉันไหม?”

“เอาสิ”

หยู่ฉินหลานเองก็ไม่เคยขี่นกมาก่อนเหมือนกัน

“งั้นไปกันเลย”

มู่เหลียงเดินขึ้นไปบนห้องโดยสารก่อนที่จะยื่นมือมารับหยู่ฉินหลาน

ทั้งคู่นั่งลงที่แถวแรกของห้องโดยสาร

“ในนี้มันดูกว้างกว่าที่คิด”

หยู่ฉินหลานมองดูรอบๆ อย่างสนใจ

“เสี่ยวหยู บินขึ้นได้”

มู่เหลียงออกคำสั่ง

กรูล!!

หลังจากได้ยินคำสั่งแล้ว เสี่ยวหยูก็กระพือปีกอย่างแรงและทะยานสู่ท้องฟ้า

ที่เหนือสุดของโดมแก้วมีช่องว่างพอให้เสี่ยวหยูบินผ่านออกไปได้

ภายในห้องโดยสาร มู่เหลียงกับหยู่ฉินหลานรู้สึกว่าตัวของพวกเขาแกว่งไปมา เมื่อสูงพอทุกอย่างก็แกว่งน้อยลงและนิ่งมากขึ้น

“แรงสั่นสะเทือนประมาณนี้น่าจะเป็นอะไรที่คนทั่วไปพอรับไหวใช่ไหม?”

มู่เหลียงถามพร้อมกับรอยยิ้ม

“พอได้อยู่”

หยู่ฉินหลานพยักหน้าตอบ

แม้ว่าตอนแรกที่ออกตัวนั้นจะแกว่งไปมาจนน่ากลัว แต่เมื่อขึ้นมาสุดแล้วทุกอย่างก็นิ่งขึ้นจนไม่รู้สึกน่ากลัวอีกต่อไป

มู่เหลียงได้ฟังจึงส่งกระแสจิตไปหาเสี่ยวหยู และบอกให้มันระวังเรื่องการออกตัวและลงจอดในอนาคต

เวลานี้มีอินทรีอัคคีบินวนอยู่รอบเมืองเต่าทมิฬ ขนสีแดงของมันเป็นอะไรที่สะดุดตาอย่างมาก

มู่เหลียงออกคำสั่งเพิ่มทันที

“ลงได้แล้ว มาดูว่าแกจะลงจอดได้ดีแค่ไหน”

กรูล!

เสี่ยวหยูกระพือปีกเล็กน้อย ก่อนที่ตัวของมันจะร่อนลงสู่เมืองเต่าทมิฬ และลดความเร็วลงเรื่อยๆ

พรึ้บ!

มันสยายปีกออกก่อนถึงพื้นและร่อนลงจอดได้สำเร็จ

ในห้องโดยสารนั้น มู่เหลียงรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือน และแรงกระแทกตอนที่ถึงพื้น

“ไม่เป็นไร แรงเพียงแค่นี้คนทั่วไปรับไหวอยู่แล้ว”

หยู่ฉินหลานตบไปที่วางแขนบนเก้าอี้นั่งและแสดงความคิดเห็น

“มีคนธรรมดาเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จะได้นั่งในนี้”

“เอาเถอะ ปล่อยให้มันเป็นไปตามนี้ก่อน”

มู่เหลียงลุกขึ้นก่อนที่จะเดินออกไปจากห้องโดยสาร

ก่อนที่เขาจะหันกลับมาและพูดกับหยู่ฉินหลาน

“ฉินหลานคิดยังไงหากตั้งชื่อสิ่งนี้ว่า สายการบินเต่าทมิฬ?”

“ดีเลย”

หยู่ฉินหลานยิ้มร่าและถูกใจเหมือนกัน

ก่อนที่เธอจะถามอย่างสงสัย

“มู่เหลียง แล้วคิดจะให้เสี่ยวหยูบินไปที่ไหนบ้าง?”

“เส้นทางแรกๆ ก็คงเป็นเมืองที่เราเคยผ่านมาทั้งหมด เพื่อทำการค้าขายด้วย เพราะแบบนั้นจะปลอดภัยกว่า”

มู่เหลียงเองก็เตรียมแผนการไว้แล้ว

“ใช่ นั้นก็สมเหตุสมผล”

หยู่ฉินหลานเห็นด้วย

เธอกระพริบตาและถามต่อ

“แล้วคิดจะเปิดเส้นทางการค้าเมื่อไร”

มู่เหลียงเพียงส่ายหัวและพูดอย่างสุขุม

“เรายังต้องฝึกหน่วยคุ้มกันกับพนักงานต้อนรับ ไปกับสายการบินด้วย เพราะงั้นคงยังไม่ใช่เร็วๆ นี้แน่”

หน่วยคุ้มกันจะมีหน้าที่รับผิดชอบดูแลความปลอดภัยให้กับสายการบินเต่าทมิฬโดยเฉพาะ และต้องสามารถรับมือกับการโจมตีของเมืองอื่นได้ เป็นผู้ที่ดูแลความปลอดภัยตั้งแต่ขึ้นบนจนลงจอด

และบนสายการบินจะต้องมีพนักงานต้อนรับที่เทียบได้กับแอร์โฮสเตสบนเครื่องบินด้วย เพื่อช่วยเหลืองานง่ายๆ

“หน่วยคุ้มกัน เราจะคัดเลือกจากกองทัพงั้นหรอ?”

แววตาของหยู่ฉินหลานมองไปที่มู่เหลียงอย่างสนใจ

เธออยากรู้เหมือนกันว่ามู่เหลียงไปเอาความคิดแปลกๆ และสร้างสรรค์แบบนี้มาจากไหน

“ไม่ต้องคิดมาก ก็เลือกจากกองทัพนั้นแหละ ส่วนเรื่องพนักงานต้อนรับฉินหลานเธอจัดการเรื่องนี้ด้วย”

มู่เหลียงตอบเบาๆ

“เข้าใจแล้ว”

หยู่ฉินหลานพยักหน้าตอบ

ที่จริงเธอมีหลายคนที่อยู่ภายในใจแล้วที่จะเลือกมาเป็นพนักงานต้อนรับ เธอแค่ต้องไปที่ทำงานของพวกเขาและสอบถามอีกที

“ยังไงก็เถอะ ฉันคิดว่าจะให้เฟ่ยหยานเป็นคนนำหน่วยคุ้มกัน คิดว่าไง”

มู่เหลียงหยุดและมองหยู่ฉินหลานที่อยู่ข้างๆ

หยู่เฟ่ยหยานนั้นตอนนี้เป็นแม่ทัพของกองทัพอากาศแล้ว เพราะงั้นเธอเองก็เหมาะสมที่จะเป็นหัวหน้าหน่วยคุ้มกันมากที่สุด

แต่หากว่าหยู่เฟ่ยหยานอยากจะเลิกทำเธอก็ทำได้ตามที่ต้องการ

“ก็ดี ฉันว่าถึงเวลาที่ลูกสาวของฉันจะต้องออกกำลังบ้างแล้ว”

หยู่ฉินหลานพยักหน้าเห็นด้วยหลังจากที่คิดอยู่พักหนึ่ง

หยู่เฟ่ยหยานมีเกราะหงส์เพลิงและพัดหงส์เพลิง และด้วยพลังขั้น 4 ของเธอ เสริมด้วยยุทธภัณฑ์วิญญาณสองชิ้น ทำให้แม้แต่ผู้มีพลังขั้น 5 ก็ไม่สามารถเอาชนะเธอได้

นอกจากนี้ยังมีอินทรีอัคคีระดับ 7 อยู่ข้างๆ มั่นใจได้ว่าเธอจะปลอดภัย

“ดี ตอนแรกคิดว่าฉินหลานจะไม่ยอมเสียอีก”

มู่เหลียงพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเล็กน้อย

-“ทำไมจะเป็นเช่นนั้น ฉันควรจะยินดีด้วยมากกว่า”

หยู่ฉินหลานนั้นเข้าใจว่าลูกสาวของเธอนั้นชอบทำอะไรนอกกรอบและรักอิสระ

“งั้นเอาไว้ฉันจะไปคุยกับเธอเอง”

มู่เหลียงยิ้มอย่างอ่อนโยนและพยักหน้า

หยู่ฉินหลานยิ้มมุมปาก และพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดูมั่นใจ

“เธอคงจะชอบมันแน่ๆ”

“ฉันก็คิดแบบนั้น”

มู่เหลียงยิ้มและเห็นด้วย

เขามีแผนการอีกหลานอย่างที่จะต้องทำ เช่นการสร้างลานจอดขึ้นลง และสิ่งที่จะขายในสายการบินเต่าทมิฬ

ทุกอย่างจะค่อยๆ พัฒนาขึ้นในอนาคตต่อจากนี้