ตอนที่ 195

“นั้นใคร!”

เสียงของเฟ่ยฉี๋ดังสนั่นขึ้นด้วยความตกใจ เขาไม่สามารถสัมผัสได้ด้วยซ้ำว่ามีคนเข้ามาใกล้ นั้นแสดงว่าอีกฝ่ายแข็งแกร่งอย่างมาก

“เสียงนี้….”

แววตาที่ดูสิ้นหวังของหนี่จี๋ชาดูมีชีวิตชีวาขึ้น

“ขอโทษด้วย ฉันมาสายไปหน่อย”

เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง เจ้าของเสียงนี้คือมู่เหลียง เขาปรากฏตัวต่อหน้าหนี่จี๋ชาในชุดเสื้อคลุมยาว

“ท่านเจ้าเมือง!”

หนี่จี๋ชาร้องออกมาด้วยความตกใจ

“เจ้าเมืองเต่าทมิฬ….”

เฟ่ยฉี๋ดูเคร่งขรึมขึ้นมาทันที

และใช้น้ำเสียงที่แหบแห้งพูดขึ้น

“ท่านเจ้าเมืองนี้เป็นเรื่องภายในเมืองเซิงหยาง…….หรือว่าท่านต้องการจะแย่งชิงพวกนี้ไปงั้นรึ?”

เมื่อพูดจบเฟ่ยฉี๋ก็เปล่งรัศมีพลังออกมาทันที

“ใช่แล้ว”

มู่เหลียงตอบด้วยท่าทางที่ไม่รู้สึกสะทกสะท้านอะไร

ทำให้เฟ่ยฉี๋นั้นระวังตัวมากขึ้น เศษผ้าทั่วทั้งร่างเริ่มลอยและพริ้วไสวไปตามคลื่นพลังที่ปล่อยออกมา ทำให้อากาศสัมผัสกับผิวหนังที่เน่าเปื่อยของเฟ่ยฉี๋

ทำให้พิษได้ผสมปนเข้าไปในอากาศ ปกคลุมไปทั่วร่างของมู่เหลียงโดยที่ไม่รู้ตัว

“ในเมื่อท่านเจ้าเมืองยืนกรานเช่นนี้ ก็อย่าได้หาว่าค่าไร้มารยาท!”

เฟ่ยฉี๋พูดด้วยน้ำเสียงที่เศร้าสร้อย

“น่าขยะแขยงจริงๆ”

มู่เหลียงหรี่ตามองดูด้วยความรังเกียจ ก่อนที่จะพูดในสิ่งที่ทุกคนไม่เข้าใจออกมา

“ถึงจะเป็นนักเวทย์ก็จริง แต่ก็ขอเดินในเส้นทางของนักเวทย์ต่อสู้”

มู่เหลียงยกมือขึ้นพร้อมกับปล่อยใยแมงมุมไปล้อมตัวของเฟ่ยฉี๋เอาไว้ โดยที่ใยแมงมุมพวกนี้พุ่งไปมาราวกับมีชีวิต

ในเวลาเดียวกันลวดลายเกล็ดสามสีก็ได้ปรากฏขึ้นตามผิวหนังของมู่เหลียง และป้องกันพิษของเฟ่ยฉี๋ที่ลอยอยู่ในอากาศ

ทำให้เฟ่ยฉี๋เมื่อถูกใยแมงมุมล้อมไว้ก็เริ่มเคลื่อนไหว และโดดหลบหนี

“หนีไม่พ้นหรอก”

มู่เหลียงขยับนิ้วไปมาเหมือนกับเล่นเปียโน

ใยแมงมุมก็เคลื่อนไหวแล้วขยับไปมาราวกับมันมีความคิดเป็นของตัวเอง และเข้าไปพันร่างของเฟ่ยฉี๋เอาไว้

“บัดซบ!”

นัยน์ตาของเฟ่ยฉี๋เบิกกว้าง เมื่อเห็นใยแมงมุมพุ่งเข้ามารัดร่างของเขาเอาไว้ และหมดโอกาศที่จะหนี

“ควบแน่นวารี!”

มู่เหลียงพูดขึ้นอย่างเย็นชา

อยู่ๆ มวลน้ำมากมายก็ก่อตัวขึ้นในอากาศและเข้าไปห่อหุ้มร่างของเฟ่ยฉี๋เอาไว้

บุ๋งๆๆๆ

เฟ่ยฉี๋พ่นฟองอากาศออกมาจากปาก ทำให้ลมหายใจของเฟ่ยฉี๋น้อยลง ตอนนี้ความตายได้จ่อที่คอหอยเขาแล้ว

“ขอลาเลยแล้วกัน”

มู่เหลียงเอื้อมมือออกไปแตะบอลน้ำ ก่อนที่ไอเย็นสุดขั้วจะแผ่กระจายออกจากมือของมู่เหลียงเปลี่ยนบอลน้ำให้กลายเป็นก้อนน้ำแข็งในพริบตา

ใยแมงมุมสลายออก และทำให้บอลน้ำแข็งตกลงพื้นแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ

ร่างของเฟ่ยฉี๋เองก็แตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย และไม่มีทางที่จะมีชีวิตรอด

“จบแล้ว”

มู่เหลียงปัดมือเล็กน้อย ทุกอย่างที่เกิดขึ้นทำให้กลุ่มของหนี่จี๋ชาถึงกับตกตะลึง

สีหน้าที่ยากจะยอมรับปรากฏอยู่บนใบหน้าของทุกคน ก่อนที่จะเปลี่ยนไปเป็นความยินดี

“หัวหน้าตายแล้ว!! พวกเรารอดแล้ว!”

“มันสุดยอดมาก เจ้าเมืองเต่าทมิฬสามารถฆ่าหัวหน้าได้ในสองสามกระบวนท่าเท่านั้น”

“แข็งแกร่ง แข็งแกร่งสุดๆ ไปเลย”

ทุกคนในกลุ่มร้องตะโกนออกมาด้วยความดีใจ

ร่างของหนี่จี๋ชานั้นสั่นสะท้านไม่รู้ว่าเกิดจากอาการบาดเจ็บหรือตื่นเต้นกันแน่

“เธอไม่เป็นไรนะ”

มู่เหลียงหั่นมาทางหนี่จี๋ชาที่นั่งขาพับอยู่บนพื้น

“ไม่…ไม่..เป็นไรค่ะ”

หนี่จี๋ชาพูดอย่างติดขัดเล็กน้อย

เจ้าเมืองเต่าทมิฬนั้นทรงพลังกว่าที่เธอคิดไว้เสียอีก

ความแข็งแกร่งขนาดที่สามารถฆ่าผู้ตื่นขั้น 7 ได้ในพริบตาแบบนี้เทียบเคียงได้กับเจ้าเมืองเซิงหยางแล้ว

“ทุกคน ลุกขึ้นเถอะกลับไปเมืองเต่าทมิฬกัน”

มู่เหลียงพูดด้วยน้ำเสียงที่นิ่งสงบ

เกินครึ่งที่มู่เหลียงเห็นมีรอยแดงขึ้นตามใบหน้าทั้งหมด แสดงให้เห็นว่ากลุ่มคนเหล่านี้พิเศษ และใช้พลังไปทำให้เชื้อผีมายาลุกลาม

“พวกเธอต้องได้รับน้ำตานางฟ้าจำนวนมาก”

มู่เหลียงบ่นออกมาเบาๆ และคิดจะเพิ่มระดับให้กับดอกปีกนางฟ้า

“ค่ะ”

หนี่จี๋ชาขารรับอย่างดีใจ

เธออดทนต่อความเจ็บปวดที่มีและลุกขึ้นยืนในสภาพที่ไม่มั่นคง แต่อามันเด็กน้อยก็เข้ามาพยุงเธอเอาไว้

“พี่หนี่จี๋ชา ยังไหวนะ”

อามันถามด้วยความเป็นห่วง

“อื้ม ยังไปต่อได้”

หนี่จี๋ชายิ้มออกมาทำให้เธอดูงดงามขึ้น

การแก้แค้นของเธอจบลงแล้ว ทำให้ภาระทุกอย่างภายในใจของเธอสลายหายไป

……

ในเมืองเซิงหยาง ในอาณาเขตสิ่งปลูกสร้างที่หรูหราในเมือง

“เฟ่ยฉี๋ตายแล้ว ……ใครกันที่ฆ่าเขาได้?”

จู่ๆ เจ้าเมืองเซิงหยางก็ลืมตาขึ้น เขาไม่สามารถสัมผัสได้ถึงเฟ่ยฉี๋อีก

นั้นหมายความว่าเฟ่ยฉี๋ตายแล้ว

แล้วร่างของเจ้าเมืองเซิงหยางก็เลือนหายไปในพริบตา

ที่นอกเมืองเซิงหยาง

มู่เหลียงหยุดชะงัก

เขาหันกลับไปมองยังเมืองเซิงหยาง และพูดอย่างสุขุม

“พวกเธอกลับไปก่อนลี่เยว่ และคนอื่นๆ จะรอรับพวกเธอเอง”

“ท่านเจ้าเมือง…เกิดอะไรขึ้นหรอคะ”

หนี่จี๋ชาถามด้วยความเป็นกังวล

“มีใครกำลังมาทางนี้”

มู่เหลียงพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา

“.....”

หนี่จี๋ชาถึงกับหน้าถอดสี และพอจะรู้ว่าคนคนนั้นคือใคร

“พี่…”

อามันกุมมือของหนี่จี๋ชาอย่างหวาดกลัว

“ทำตามที่เจ้าเมืองบอก!”

แล้วก็มีเสียงของหญิงสาวที่เย็นชาดังขึ้น

มันคือลี่เยว่ที่อยู่ในชุดเกราะภูติผีปรากฏตัวออกมา

เธอมองไปยังหนี่จี๋ชา ก่อนที่จะพยักหน้าให้ และเดินนำทุกคนไป

“ตามมา”

หนี่จี๋ชาตบไปบนหลังมือของอามันเบาๆ และโบกมือให้ทุกคนตามเธอมา

แต่ก็อดไม่ได้ที่จะถามขึ้น

“ท่านเจ้าเมืองจะไม่เป็นไรใช่ไหม”

ใครที่กำลังมานั้น น่าจะเป็นเจ้าเมืองเซิงหยาง

และเธอเองก็เคยได้ยินเรื่องเล่าว่าการต่อสู้ของผู้มีพลังขั้น 8 นั้นรุนแรงมาก เพียงลูกหลงก็ทำให้พวกเธอตายได้แล้ว

“เชื่อมั่นในตัวเขาเถอะ”

ลี่เยว่หยุดไปครู่หนึ่งก่อนที่จะหันกลับมาตอบ และเดินต่อไป

“.....”

หนี่จี๋ชาเหมือนจะเปิดปากพูดอะไรสักอย่างแต่ก็ไม่พูดออกมา

ไม่นานหลังจากนั้น

แววตาของมู่เหลียงก็มองไปด้านหน้าอย่างเงียบๆ และเห็นร่างของชายชราอายุราวๆ 70 ปีวิ่งเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว

“เจ้าเมืองเซิงหยาง?”

มู่เหลียงถึงกับเลิกคิ้ว

“แกฆ่าเฟ่ยฉี๋ไปงั้นหรอ?”

ชายชราหรี่ตาลง และไม่ปฏิเสธตัวตนที่มู่เหลียงกล่าว

เฟ่ยฉี๋เป็นผู้ตื่นขั้น 7 พิษของเขานั้นพิเศษมากการจะต่อสู้กับเฟ่ยฉี๋นั้นเป็นเรื่องที่ยากลำบาก เพราะไม่รู้ว่าจะโดนพิษเมื่อไหร่

แล้วการที่หนึ่งในแม่ทัพของเมืองเซิงหยางตายง่ายดายแบบนี้ มันไม่ต่างจากการตบหน้าเจ้าเมืองเซิงหยางด้วย

มู่เหลียงพยักหน้าอย่างไม่สนใจ และตอบอย่างใจเย็น

“ใช่ ฉันเอง”

ทันใดนั้นดวงตาที่หรี่เล็กของเจ้าเมืองเซิงหยางก็เบิกกว้างขึ้น ก่อนที่วินาทีต่อมาเขาจะพุ่งเข้ามาจับหน้าของมู่เหลียงเอาไว้

ฟิ้ว!

ผิวหนังของมู่เหลียงเข้มขึ้นก่อนที่จะเม้มปากและพูดออกมา

“มีรูปแบบต่อสู้แบบเดียวกับเราสินะ!”

มู่เหลียงใช้งานเกล็ดแข็งพรางตาเคลือบมือทั้งสองข้างจนเกิดเป็นเกล็ดสามสีที่แขนของเขา

ตูม!!

มู่เหลียงชกหมัดออกไป

ประกายแสงเกิดขึ้น ทำให้ทุกอย่างที่อยู่รอบๆ กระจัดกระจายไปหมด

“นี้คือหมัดเด็ดของแกแล้วหรอ”

มู่เหลียงพูดขึ้นด้วยสีหน้าที่ไม่เปลี่ยนแปลง

“งั้นลองดูสิ่งนี้”

เจ้าเมืองเซิงหยางร่างกายสั่นเทา ก่อนที่พุ่งตัวออกไปด้านหน้า และมีรอยสีแดงปรากฏขึ้นบนมือของเขาพร้อมกับความร้อนที่ระอุขึ้น

อากาศรอบๆ หนึ่งร้อยเมตรเหมือนกับอยู่ในเตาเผา

มือของเจ้าเมืองเซิงหยางได้ยิงลาวาออกมาราวกับกระสุนปืนใหญ่ เข้าไปคลุมร่างของมู่เหลียงเอาไว้

“พลังลาวา? แบบนี้ก็น่าสนใจขึ้นมาหน่อย”

แววตาของมู่เหลียงเป็นประกายขึ้น เขาพ่นลมหายใจเยือกแข็งออกมารอบตัว ทำให้อากาศรอบๆ เย็นลงและเกิดผลึกน้ำแข็งขึ้นในอากาศ

มู่เหลียงชี้นิ้วออกไปก่อนที่ผลึกน้ำแข็งจะพุ่งตรงใส่ลาวา

ตูม!

ลาวาที่โดนน้ำแข็งก็เย็นตัวลงในทันที และกลายเป็นหินแก้วลาวาสีดำ

“นั้นมันอะไร..”

นัยน์ตาของเจ้าเมืองเซิงหยางหดลง พลังของเขาถูกสะกัดได้อย่างสมบูรณ์

“มีอะไรก็ใส่มาอีก!”

มู่เหลียงเริ่มเคลื่อนไหว เขาตื่นเต้นกับการต่อสู้มาก เพราะจะได้ทดสอบพลังของตัวเอง

“เกรงว่าแกจะไม่สมหวัง”

เจ้าเมืองเซิงหยางพูดขึ้นด้วยสีหน้าที่มืดมน

ร่างกายของชายชราขยายใหญ่ขึ้น และลาวาก็หยดไหลออกมาจากร่างของเขา คลื่นความร้อนได้แผ่กระจายออกมาจากร่างของเขาทุกอณู

มู่เหลียงหยุดและกระทืบพื้นดิน ทำให้แผ่นพื้นใต้เท้ายกสูงขึ้น ก่อนที่พื้นดินที่ลอยขึ้นมาก่อร่างเป็นมือยักษ์ และตบเข้าไปที่เจ้าเมืองเซิงหยาง

“นี้แกมีพลังมากกว่าหนึ่งอย่างงั้นหรอ!”

เจ้าเมืองเซิงหยางถึงกับตกตะลึง

ตูม!!

เจ้าเมืองเซิงหยางถอยออกมาอย่างรวดเร็ว เขาแทบจะหลบฝ่ามือยักษ์เมื่อครู่ไม่ทัน

แต่ก่อนที่เจ้าเมืองเซิงหยางจะตั้งตัวได้ เขาก็ต้องเจอกับแรงกดทับที่เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ

ใช่แล้วเขาถูกมู่เหลียงใช้พลังควบคุมแรงโน้มถ่วงเพิ่มน้ำหนักขึ้นอีก 20 เท่า

“ศิลาโลก:หนักเบา 20 ขั้น”

มู่เหลียงพูดออกมาเบาๆ

บริเวณที่เจ้าเมืองเซิงหยางยืนอยู่ถูกกดลงไปเป็นบ่อหลุมกว้างหลายเมตร เนื่องจากแรงโน้มถ่วง 20 เท่า ทำให้ร่างของเจ้าเมืองเซิงหยางที่เหมือนภูเขาไฟไม่สามารถขยายใหญ่ขึ้นได้อีก

และคลื่นความร้อนพร้อมกับลาวาก็ไหลกลับเข้าไปหาร่างของเจ้าเมืองเซิงหยาง

“เป็นไปไม่ได้!”

เจ้าเมืองเซิงหยางเวลานี้หวาดกลัวอย่างมาก เขาไม่รู้เลยว่าตอนนี้คู่ต่อสู้ของเขามีพลังแบบไหนกันแน่

“ย้าก!!!!!”

ก่อนที่เจ้าเมืองเซิงหยางจะคำรามด้วยความเกรี้ยวกราด และพยายามต้านแรงโน้มถ่วง เขาต่อยหมัดลงไปที่พื้นจนสร้างคลื่นดินขึ้นมา

“นี้มันสุดยอดมาก”

มู่เหลียงถึงกับยิ้มมุมปากด้วยความสนใจ

ก่อนที่มู่เหลียงจะยกมือขึ้นและสร้างมวลน้ำขึ้นมาอย่างรวดเร็ว และเปลี่ยนให้มันกลายเป็นก้อนน้ำแข็งยักษ์

“นี้คือจุดจบของฉันงั้นหรอ?”

เจ้าเมืองเซิงหยางมองอย่างสิ้นหวัง

คู่ต่อสู้ของเขามีพลังหลายรูปแบบเกินไป อีกทั้งยังมีพลังที่ชนะทางเขาอีกด้วย แล้วแบบนี้เขาจะไปสู้ได้ยังไง

“ช้าก่อนท่าน”

อยู่ๆ เจ้าเมืองเซิงหยางก็ยกมือขึ้นและตะโกนอย่างรีบร้อน

“พวกเราไม่จำเป็นต้องถึงขั้นฆ่าแกงกัน เราน่าจะพอที่จะนั่งโต๊ะพูดคุยกันได้”

มู่เหลียงหยุดชะงักไปและพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“งั้นเชิญพูดก่อนเลย”