ตอนที่ 141

“งั้นเราจะ….รอแบบนี้ไปอีกสองวันงั้นหรอ”

ลี่ลี่มองดูด้วยความรู้สึกร้อนรนอย่างมาก และสติแทบไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

แต่เธอก็รู้ตัวว่าตอนนี้เธอทำอะไรไม่ได้ และทางนี้คือทางที่เร็วที่สุดแล้ว ต้องรอเวลาอีกสองวันถึงจะไปช่วยชีวิตเพื่อนของเธอได้

“งั้นไปช่วยกันทำงานอื่นก่อนเถอะ”

มู่เหลียงโบกมือ ไล่ให้ทั้งสามกลับไปทำงานก่อน

เพราะหากมีอะไรทำจะทำให้ทั้งสามไม่คิดมาก

“แล้วจะให้ฉันทำอะไร”

ลี่ลี่ถามด้วยน้ำเสียงอ่อนใจ เธอไม่รู้ว่าจะทำอะไร

ก่อนที่จะมองไปยังต้นไม้ที่รูปร่างแปลกๆ รูปร่างมันเป็นแท่งกลมๆ สูงครึ่งเมตรมาจากดิน แต่เธอไม่รู้จักชื่อของมัน

“งั้นไปถอนต้นกกพวกนี้ก็๋ได้”

มู่เหลียงชี้ไปยังต้นกกตรงหน้าของเขา

ต้นกกเป็นชื่อที่มู่เหลียงตั้งให้กับต้นไม้ต้นนี้ เพราะมันมีลักษณะคล้ายคลึงกับต้นกกที่ใช้ทำกระดาษได้

มู่เหลียงเองก็ได้ทำการทดลองมาหลายวันแล้วเกี่ยวกับการหาอะไรสักอย่างมาทำกระดาษ และต้นกกนี้เหมาะที่สุด ท่ามกลางหมู่พืชที่เขาปลูก

เขาปล่อยให้ต้นชาเขียวประกายปล่อยอาณาเขตแสงดาวหลายครั้งทำให้ต้นกกพวกนี้ขยายพันธ์ได้อย่างรวดเร็ว และมันมากพอที่จะใช้สร้างกระดาษไว้สำหรับทำหนังสือการเรียนการสอนให้กับคนทั้งเมืองได้

หนังสัตว์นั้นสิ้นเปลืองเกินไปที่จะนำมาใช้เป็นที่จดบันทึก มันควรเอาไปทำอย่างอื่นที่มีประโยชน์กว่านี้

“แค่นี้เลยงั้นหรอ?”

ลี่ลี่ถลกแขนเสื้อขึ้นรพ้อมกับดึงต้นกกขึ้นมา

“มาให้ฉันช่วยด้วย”

ลี่เยว่รู้ว่ามู่เหลียงไม่ต้องการให้พวกเธอว่าง และคิดมากเรื่องหยางปิง

เพราะงั้นเธอจะต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อเลิกคิดเรื่องนี้

“งั้น…งั้นฉันกลับไปทำงานวิจัยต่อแล้วกัน”

โหย่วเฟ่ยหน้าแดงขึ้นมา ตอนที่มองมู่เหลียง และวิ่งหนีจากไปอย่างรวดเร็ว

“ทำไมโหย่วเฟ่ยถึงต้องหลบหน้ามู่เหลียงตลอดเลย? เธอกลัวเขางั้นหรอ? แต่ดูจากอาการแล้วไม่น่าใช่”

ลี่ลี่รู้สึกแปลกใจกับอาการของเพื่อนเธอ แต่ก็ไม่สนใจอะไรมากนัก

“ฉันจะไปรู้ได้ไง ทำไมไม่ไปถามเธอเอง”

ลี่เยว่ตอบ และไม่ได้สนใจเรื่องนี้เท่าไร

“เคยถามแล้ว แต่โหย่วเฟ่ยไม่พูดอะไรเลย”

ลี่ลี่พูดขึ้นพร้อมกับถอนหายใจ

มู่เหลียงชำเลืองมองทั้งสอง ที่ถอนต้นกกอย่างไร้ชีวิต ก่อนที่เขาจะกวักมือเรียกซูเอ๋อ

“เจ้าค่ะ ท่านเจ้าเมือง”

ซูเอ๋อรีบวิ่งมาใกล้ๆ ทันที

“เก็บมันเทศได้ขนาดไหนแล้ว”

มู่เหลียงถามด้วยความสงสัย

“ใกล้จะเต็มห้องเก็บของแล้วเจ้าค่ะ”

ซูเอ๋อตอบคำถามอย่างสุภาพ

“คืนนี้เราจะเก็บเกี่ยวเพิ่มอีกครั้งให้เต็มห้องเก็บของ”

ตอนนี้มีห้องเก็บของหลายห้องในสวน ซึ่งแบ่งเก็บพืชผลต่างๆ ตามจำพวก

“แล้วเอามันเทศบางส่วนไปนึ่งจนสุก ปลอกผิวของมันออก ก่อนจะเอาไปหั่นเป็นเส้นๆ และตากให้แห้ง”

มู่เหลียงอธิบายทุกอย่างเป็นขั้นตอนอย่างละเอียด

มันเทศพวกนี้เกิดขึ้นมาภายในอาณาเขตแสงดาว พวกมันนั้นสมบูรณ์มากๆ และใช้เวลาเพียงห้าวันก็เก็บเกี่ยวได้แล้ว

“เจ้าค่ะ จะจัดการให้ในทันที”

ซูเอ๋อตอบพร้อมกับจดจำทุกอย่างขึ้นใจ

เธอรู้สึกดีมากที่ได้ดูแลต้นไม้ในสวนเหล่านี้ ซึ่งดีกว่างานสาวใช้ที่เคยทำมาเสียอีก

มีใครจะไม่อิจฉาเธอบ้าง ได้ทำงานร่วมกับต้นไม้สีเขียวทั้งวัน และไม่มีใครนอกจากคนในตำหนักเจ้าเมือง

“หลังจากตากจนแห้งแล้ว ส่งชุดแรกไปยังถนนการค้า”

มู่เหลียงสั่งเพิ่มเติม

หลังจากทำงานมาหลายวัน ถนนการค้าเองก็ถูกปรับปรุงต่อเติมให้ดีขึ้นมาก จนสามารถที่จะเปิดให้บริการได้แล้ว

เขาวางแผนที่จะเริ่มทดลองเปิดใช้งานถนนนี้หนึ่งวัน เพราะใกล้จะถึงเมืองเซิงหยางแล้ว ต้องทดสอบใช้งานจริงก่อน เพื่อดูปัญหาที่จะเกิดขึ้นเวลาเปิดถนนเส้นนี้จริงๆ

เพียงเท่านี้ผู้คนที่มาเดินในถนนการค้าก็ยากที่จะรักษาผลึกสัตว์อสูรของพวกเขาเอาไว้แล้ว

“เจ้าค่ะ”

ซูเอ๋อตอบอย่างนอบน้อมอย่างมาก

“พวกกะหล่ำปลี มันเก็บไว้ไม่ได้นาน ให้คนมาขนไปเก็บไว้ที่ห้องเย็นทั้งหมด”

มู่เหลียงไม่อยากให้กะหล่ำปลีของเขาเสียก่อน การเก็บไว้ในห้องเย็นจะช่วยยืดอายุของมันออกไป

“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”

ซูเอ๋อพยักหน้าอย่างรวดเร็ว

“ไปได้แล้ว”

มู่เหลียงโบกมือไล่ให้เธอไปทำตามคำสั่ง

เขามองไปยังเถาของมันเทศที่เลื้อยขึ้นมาจากดิน เขาคิดจะใช้มันเทศเป็นสินค้าขายให้กับทุกคน และตั้งราคาให้มันต่ำกว่า เพื่อที่จะให้คนภายในเมืองเองเอาแต้มสะสมมาแลกได้

และในเวลาเดียวกันที่ถนนการค้าก็ยังขายให้กับลูกค้าที่กระเป๋าหนักได้อีกด้วย

“เถาของมันเทศกับกะหล่ำปลี น่าจะเอาไปทำผักดองได้”

มู่เหลียงเมื่อเห็นเถาของมันเทศก็นึกอะไรขึ้นมาได้

เขานึกถึงขั้นตอนการทำผักดอง แล้วก็ถอนหายใจ

“เราไม่มีเกลือ….”

“ลี่เยว่ ลี่ลี่ อย่าพึ่งดึงตรงนั้นออกมา”

มู่เหลียงมองไปยังสองสาวที่กำลังทำงานอย่างช้าๆ ก่อนที่เขาจะตะโกนเรียก

“มีเรื่องอยากจะถามพวกเธอสักหน่อย”

“เรื่องอะไรงั้นหรอ”

ลี่เยว่ตอบ

พร้อมกับมองต้นกกในมือที่ถอนออกมาแล้ว ด้วยความสงสัย

“ที่เมืองเซิงหยางมีเกลือไหม?”

มู่เหลียงถามทันที

เขารู้ว่ามีบางกลุ่มหรือเผ่าที่ใช้เลือดของสัตว์อสูรมาทำเป็นเกลือ

“มีแต่ไม่มาก”

ลี่เยว่ตอบเบาๆ

“แล้วพวกเขาเอาเกลือมาจากไหน”

มู่เหลียงต้องการรู้ที่มาของเกลือ

เพราะเมืองเต่าทมิฬต้องการเกลือจำนวนมาก เพื่อทำให้คุณภาพชีวิตของทุกคนดีขึ้น

นอกจากนี้อาหารที่ไม่เติมเกลือก็จืดเกินไป

“เมืองเซิงหยาง มีกองคาราวานขนส่ง และพวกเขาจะไปนำเกลือมาจากที่ห่างไกล”

ลี่ลี่ตอบอย่างอ่อนแรง

“เกลือจะถูกส่งกลับมาทุกๆ 30 วัน”

“สถานที่ห่างไกลนั้น รู้ไหมว่าอยู่ที่ไหน”

มู่เหลียงสงสัยว่าอาจจะมีเหมืองเกลืออยู่สักแห่งก็เป็นไปได้

ถ้าเป็นแบบนั้นเขาจะให้เต่าทมิฬน้อยขุดเหมืองเกลือนั้น และเก็บเกลือทั้งหมดขึ้นมาให้เพียงพอกับความต้องการของเมืองไปอีกร้อยปี

“ไม่รู้สิ มันเป็นความลับของเมืองเซิงหยาง”

ลี่ลี่หรี่ตาลงเล็กน้อยและพูดด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำ

“มีบางคนเคยพยายามติดตามกองคาราวานนี้ไป แต่พวกเขาไม่เคยได้กลับมาอีกเลย”

“เป็นไปได้ว่าเมืองเซิงหยางอาจจะมีเหมืองเกลือเป็นของตัวเอง”

มู่เหลียงบ่นกับตัวเองเบาๆ

หากเป็นแบบนี้ไม่แปลกที่จะฆ่าคนที่แอบติดตามไป

มู่เหลียงกำลังคิดว่าเขาจะต้องขุดเหมืองเกลือ เพราะตอนนี้เมืองเต่าทมิฬขาดแคลนเกลืออย่างมาก

“มู่เหลียง แล้วจะเอาไงกับพวกต้นกก พวกนี้? มันกินได้งั้นหรอ?”

ลี่เยว่ถามต่อด้วยความสงสัย

เธอและลี่ลี่ช่วยทำงานทุกวัน แม้แต่หยู่ฉินหลานก็ยังลากพวกเธอไปทำงานที่ถนนการค้าก็เคยมาแล้ว

ถนนการค้านั้นเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำในตอนนี้ การปรับปรุงพื้นที่บางจุดก็ยังต้องปิดบังเอาไว้ และเร่งงานในช่วงกลางคืน

ดังนั้น เธอไม่รู้เลยว่ามู่เหลียงช่วงนี้ยุ่งกับอะไรอยู่ เขาอาจจะยุ่งจนไม่ได้ทำเครื่องแบบทหารเลยก็ได้

“อย่าคิดแต่เรื่องกินสิ!”

มู่เหลียงพูดด้วยน้ำเสียงขบขัน

ก่อนที่เขาจะพ่นใยแมงมุมออกมา และดึงต้นกก ทั้งหมดออกมาจากดินพร้อมกัน และไปกองไว้ด้านข้างอย่างเรียบร้อย

“ไปเถอะ เดี๋ยวฉันจะพาไปดูหนึ่งในสิบสุดยอดสิ่งประดิษฐ์ของเมืองเต่าทมิฬในอนาคต”

มู่เหลียงใช้พลังพาทั้งตัวของเขาและต้นกกทั้งหมดเคลื่อนที่ไปพร้อมกัน

“หนึ่งในสิบสุดยอดสิ่งประดิษฐ์?”

ลี่ลี่ถึงกับตื่นตกใจกับคำพูดนี้

เธอห่างจากมู่เหลียงไม่กี่วัน ไหนเขากลับคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ได้เป็นสิบอย่างแบบนี้

ลี่ลี่ดึงม้วนหนังสัตว์ออกมาแล้วเริ่มจดอะไรลงไปทันที และรีบวิ่งเหยาะๆ ตามหลังมู่เหลียงไป

ด้วยความสงสัยเธอจึงถามทันที

“นายท่าน ขอถามอะไรได้ไหมสิ่งประดิษฐ์ทั้งสิบอย่างที่ว่ามีอะไรบ้าง”

ลี่ลี่คิดว่าหากสิ่งประดิษฐ์ทั้งสิบของเมืองเต่าทมิฬนั้นไปอยู่ในเรื่องเล่าของเธอ มันจะเป็นที่น่าสนใจอย่างมาก

“.....”

ลี่เยว่เอามือขึ้นมาบังใบหน้าด้วยความอับอาย และสัมผัสเข้ากับหน้ากากของเธอ

ตอนนี้เธอไม่เข้าใจจริงๆ ทำไมลี่ลี่ถึงทำตัวแบบนี้ เมื่อกี้เธอยังดูซึมเศร้าอยู่เลย

“สิ่งประดิษฐ์แรกนั้นยังอยู่ในขั้นทดลอง แต่อีกสองชิ้นตอนนี้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแล้ว”

มู่เหลียงชำเลืองมองใบหน้าอันขี้สงสัยของลี่ลี่ ความกังวลได้หายออกไปจากใบหน้าของเธอ

เขายิ้มออกมาเล็กน้อย เพื่อที่จะเบี่ยงประเด็นความสนใจ

“แล้วบอกได้ไหมว่าสิ่งประดิษฐแรกคืออะไร”

ลี่ลี่หลบสายตาของมู่เหลียงเล็กน้อย ด้วยความรู้สึกแปลกๆ และถามต่อ

“แน่นอน”

มุมปากของมู่เหลียงยกสูงขึ้นเล็กน้อย และพูดพร้อมกับรอยยิ้มจางๆ

“ว่าไม่…”

“เอ้า!”

ลี่ลี่ถึงกับสะดุดเสียหลักเล็กน้อย และเบ้ปากของเธอ

“ถึงสถานที่ทดลองของฉันแล้ว”

มู่เหลียงมองไปยังลานกว้างที่อยู่ไม่ไกล พร้อมกับพูดขึ้น

“ต่อจากนี้จะได้เห็นสุดยอดสิ่งประดิษฐ์ในไม่ช้า!”