ตอนที่ 46

“ปลาอัญมณี?”

ลี่เยว่ที่กำลังหน้าแดงก็ถึงตกตะลึงและโผล่หัวออกมาจากผ้าห่มหนังสัตว์ เมื่อได้ยินคำพูดนี้ดังมาจากห้องโถง

เธอดูสับสนและถามตัวเองว่า อยากจะออกไปดูปลาอัญมณีหรือไม่

ลี่เยว่เคยได้ยินมาแบบปากต่อปาก ว่ารูปร่างของมันเป็นเช่นไร ผ่านการเล่าจากคนในกลุ่มทะเลสาบพระจันทร์ แต่ก็ยังไม่เคยเห็นตัวเป็นๆ สักครั้ง

“ออกไปดูก็ได้!”

ลี่เยว่กลั้นใจ และลุกขึ้นจากเตียง เธอไม่อาจจะทนความสงสัยของเธอได้ และแอบย่องออกมาจากห้องอย่างแผ่วเบา

ลี่เยว่โผล่หัวออกมาครึ่งหนึ่งและมองไปรอบๆ และเห็นว่าทั้งสองกำลังยืนกันอยู่หน้าอ่างน้ำ

สัมผัสของมู่เหลียงนั้นเฉียบคมมากเขารับรู้ได้ถึงสายตาที่มองมา จึงกวักมือเรียกลี่เยว่ทันที

“ลี่เยว่มานี้สิ มาทักทายสมาชิกใหม่ของบ้านเราหน่อย”

“อะอืม….รู้แล้ว…ฉันมาแล้ว”

ลี่เยว่แกล้งทำตัวปกติและปกปิดความอายที่มี เพราะความสงสัยที่มีต่อปลาตัวนี้ทำให้เธอยอมเจอหน้ามู่เหลียงอีกครั้ง

เมื่อลี่เยว่เดินเข้ามาใกล้ๆ มินโฮก็เว้นที่ให้ ลี่เยว่เดินเข้ามา

หลังจากที่เดินเข้ามาถึงแล้วลี่เยว่จึงกล่าวขอบคุณมินโฮ

“ไม่เป็นไรหรอก”

มินโฮโบกมือราวกับไม่กล้ารับคำขอบคุณนี้ด้วยท่าทางประหม่า

ลี่เยว่ยิ้มเล็กๆ ก่อนที่จะมองลงไปยังอ่างน้ำที่มีปลาอัญมณีว่ายอยู่ ตัวของมันใหญ่ถึงครึ่งเมตรสร้างความประหลาดใจให้กับเธออย่างมาก

ปลาอัญมณีตัวใหญ่ขนาดนี้เลยงั้นหรอ?

ทำไมมันถึงต่างจากภาพลักษณ์ที่เธอได้ยินมาจากกลุ่มทะเลสาบพระจันทร์มากนัก

ที่จริงตัวมันน่าจะขนาดเท่าฝ่ามือเท่านั้น

มู่เหลียงหันไปมองลี่เยว่ที่พยายามเก็บซ่อนสีหน้าของความตกใจเอาไว้ ก่อนที่จะถามขึ้นอย่างมีเลศนัย

“มันแตกต่างจากปลาอัญมณีที่ลี่เยว่เคยเห็นมาก่อนรึป่าว”

“ใช่ มันต่างกันมาก เจ้าตัวนี้มันตัวใหญ่ผิดปกติ”

ลี่เยว่ไม่เผยให้เห็นร้อยยิ้มของความยินดีหรือตื่นเต้น มันทำให้มู่เหลียงรู้ได้ทันทีว่าเธอต้องคิดอะไรอยู่

“ที่จริงฉันอยากรู้ว่ากลุ่มทะเลสาบพระจันทร์จะให้อะไรหากเอาปลาอัญมณีไปแลกเปลี่ยน”

มู่เหลียงถามด้วยความสงสัย

สุดท้ายแล้วปลาอัญมณีนั้นสามารถสร้างน้ำขึ้นมาควบแน่นได้ หรือง่ายๆ มันสร้างน้ำได้ ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่มันจะเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์

แล้วในโลกที่เป็นแบบนี้ น้ำเทียบได้กับสกุลเงินในการแลกเปลี่ยน และเป็นสกุลเงินที่ทุกคนยอมรับ

“ได้ตำแหน่งผู้อาวุโสของกลุ่ม น้ำหนึ่งในยี่สิบที่สร้างได้จากปลาอัญมณีตัวนี้ ได้บ้านหลังใหญ่ ข้ารับใช้ยี่สิบคน พร้อมกับเนื้อตากแห้งหมื่นชิ้น….”

ลี่เยว่พูดไปก็แสดงสีหน้าที่เคร่งเครียดออกมา น้ำเสียงที่เธอพูดออกมานั้นเย็นชาอย่างมาก

“เอาหล่ะ ถ้าไม่อยากพูดถึงมันก็ไม่ต้องพูด…”

มู่เหลียงใช่ช่วงที่ลี่เยว่หายใจ ขัดจังหวะการพูดของเธอทันที และรู้สึกได้เลยว่ากลุ่มทะเลสาบพระจันทร์ให้ค่ากับปลาอัญมณีอย่างมาก

รางวัลที่ได้นั้นเรียกได้ว่ามหาศาล แต่ลี่เยว่กลับจ้องมองปลาอัญมณีด้วยแววตาที่ว่างเปล่า

คำว่าเนื้อตากแห้งหมื่นชิ้นยังวนเวียนอยู่ในใจของเธอ

“ตอนนี้รู้แล้วใช่ไหมว่าทุกคนต่างสนใจ และให้ค่าปลาอัญมณีมากขนาดไหน”

สีหน้าที่ดูลำบากใจของมู่เหลียงทำให้ลี่เยว่ฉีกยิ้มออกมาเล็กน้อย

ก่อนที่เธอจะหุบยิ้ม และพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง และเตือนด้วยสีหน้าดุๆ ของเธอ

“โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำแหน่งผู้อาวุโสของกลุ่ม เป็นตำแหน่งที่อยู่เหนือคนนับหมื่น และมีหลายคนฝันใฝ่ที่จะได้ตำแหน่งนี้”

“ดูท่าแล้ว…ฉันคงต้องเตรียมการให้รัดกุมมากกว่านี้”

มู่เหลียงพูดขึ้นหลังจากที่คิดอะไรบางอย่างได้

“เดี๋ยว? นี้ตกลงว่ายังคิดจะไปยังกลุ่มทะเลสาบพระจันทร์อยู่อีกงั้นหรอ?”

ลี่เยว่นั้นเปลี่ยนสีหน้าเป็นมึนงงทันที เมื่อเห็นการตอบสนองของมู่เหลียง

ทั้งที่หญิงสาวพยายามที่จะเกลี้ยกล่อมให้ตายสุดท้ายเขาก็ไม่ฟัง

“นี้!!! การจะเอาปลาอัญมณีเข้าใกล้พวกเขาเป็นเรื่องอันตรายมาก ไม่จำเป็นอยากได้เฉียดเข้าไปไกลกลุ่มนี้เด็ดขาด! ยังมีอีกหลายกลุ่มที่ให้ไปได้อีก!”

“หือ…มีกลุ่มอื่นอีกงั้นหรอ แล้วใหญ่กว่ากลุ่มทะเลสาบพระจันทร์ไหม?”

มู่เหลียงสะดุดกับคำพูดของลี่เยว่จนเกิดความสงสัยขึ้นทันที

“ใช่มีอีก ไปทางตะวันออก หากเดินทางด้วยความเร็วประมาณนี้น่าจะใช้เวลา 20 วันก้น่าจะถึงกลุ่มสิงโตทอง”

ลี่เยว่ชี้ไปยังทิศตะวันออก

“ 20 วันงั้นหรอ ไม่ล่ะ มันนานเกินไป”

มู่เหลียงส่ายหัวทันทีเมื่อคิดถึงเรื่องนี้

เขาต้องการผลึกสัตว์อสูรจำนวนมากและเร็วที่สุด และเขาก็ไม่รู้สึกเลยว่ากลุ่มทะเลสาบพระจันทร์เป็นภัยกับเขา

“การอยู่ห่างๆ พวกเขาจะปลอดภัยที่สุด!”

ความตั้งใจเดิมของลี่เยว่คือเปลี่ยนใจไม่ให้มู่เหลียงสร้างเรื่องและกลายเป็นจุดศูนย์กลางของความวุ่นวาย เพราะอีกไม่ช้าข่าวเรื่องปลาอัญมณีหายไปจากกลุ่มเคราโลหิตคงกระจายไปทั่ว

และให้ทั้งหมดลืมเรื่องนี้ไปก่อน จากนั้นค่อยวนกลับมายังกลุ่มทะเลสาบพระจันทร์ก็ยังไม่สาย

“บางครั้งสถานที่อันตรายก็มักจะมอบโอกาสดีๆ ให้เสมอ”

มู่เหลียงตบเบาๆ ลงบนไหล่ของลี่เยว่ก่อนที่จะเดินกลับไปที่โต๊ะ

“ปั๊ดโถ่วว!!!”

ลี่เยว่ถอนหายใจอย่างแรง และรู้สึกอ่อนใจอย่างมาก เธอรู้สึกว่าคำพูดของเธอไม่เข้าหูของเขาเลย

ผู้ชายคนนี้ดื้อรั้นกว่าที่เธอคิด

“ไม่ต้องกังวลเรื่องพวกนั้นหรอก”

มินโฮพูดขึ้นเมื่อเห็นว่าลี่เยว่นั้นทำท่าห่อเหี่ยวอย่างมาก และพูดอย่างเขินๆ ว่า

“เชื่อใจมู่เหลียงเถอะ เขาแข็งแกร่ง”

“ก็ใช่ แต่นั้นก็เพราะว่าเขาไม่รู้ตัวว่ากำลังจะเล่นกับอะไร….”

ในขณะที่พูดลี่เยว่ก็เห็นว่าในแววตาของมินโฮเองก็เต็มไปด้วยความกังวลใจ ลี่เยว่จึงพูดไม่ออกอีกต่อไป

ก่อนที่เธอจะเม้นริมฝีปากและพูดต่อ

“อื้ม…ก็จริงมู่เหลียงแข็งแกร่ง บางทีถ้าเป็นเขาคงไม่เป็นไร”

“นั้นสิ…นั้นสิ….งั้นฉันไปทำข้าวเช้าก่อนนะ!”

มินโฮยิ้มอย่างมั่นใจขึ้นก่อนที่จะเดินไปทำอาหารเช้าอย่างสบายใจ

“นี้เราเอง…..เลิกไร้เดียงสาเช่นนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน”

ลี่เยว่มองไปยังอ่างที่มีปลาอัญมณีว่ายอยู่ และมองเงาตัวเองที่สะท้อนขึ้นมาจากผิวน้ำ มันได้แสดงออกถึงสีหน้าที่คลุมเครือของเธอ

เพียงสองวันที่ผ่านมาเธอไม่รู้สึกเป็นตัวเองเลย

ลี่เยว่เตรียมตัวพร้อมที่จะเจอกับทุกสถานการณ์ที่เลวร้ายเสมอ นั้นเป็นเหตุผลที่ทำให้เธอยังมีชีวิตอยู่จนถึงตอนนี้

“.....”

เมื่อได้เห็นแผ่นหลังของลี่เยว่ และสีหน้าที่กลุ้มใจ มู่เหลียงก็รู้ทันทีว่าเธอกำลังคิดมาก

เขาอดไม่ได้ที่จะบ่นอยู่ภายในใจ ช่างเป็นคนที่ขี้กังวลจริงๆ

สุดท้ายแล้วก็มีแค่ตัวเขาเท่านั้นที่รู้ตัวเองดีที่สุด แต่มู่เหลี่ยงไม่ได้เปิดเผยพลังกับใคร ทำให้ทุกคนนั้นเกิดความกังวลขึ้น

มู่เหลียงเองก็ไม่ต้องการที่จะโอ้อวด แต่เขาจำเป็นต้องปิดซ่อนเอาไว้เป็นไพ่ลับของเขา

ก่อนที่มู่เหลียงจะเปิดปากตะโกนหาลี่เยว่

“ลี่เยว่ มานี่หน่อย ฉันมีอะไรจะให้ดู”

“เกิดอะไรขึ้น”

ลี่เยว่เดินมาหาด้วยสีหน้าสงสัย และมองไปยังโต๊ะที่เต็มไปด้วยม้วนหนัง

มู่เหลียงเลยถือม้วนหนังขึ้นมาหนึ่งแผ่นและแสดงให้ลี่เยว่ดู

“พอจะรู้จักตัวอักษรเหล่านี้ไหม?”

ลี่เยว่โน้มตัวเข้าไปใกล้ๆ ก่อนที่จะมองสิ่งที่เขียนอยู่บนหนังอย่างละเอียด

ก่อนที่เธอจะเชิดคางขึ้นเล็กน้อย และพูดว่า

“แน่นอนฉันรู้จัก มันคือภาษาภาพไง”

“มันเป็นตัวรูปสัญลักษณ์จริงๆ ด้วย”

มู่เหลียงกล่าวด้วยความประหลาดใจ

เขาไม่คิดว่าสิ่งที่บันทึกเอาไว้ในม้วนหนังพวกนี้จะเป็นอักษรภาพเหมือนภาษาอียิปต์โบราณ

“มันคืออักษรภาพ หากว่าพอมีความรู้สักหน่อยก็พอที่จะรู้จักสิ่งนี้”

ลี่เยว่พูดขึ้นพร้อมกับกลอกตาบน

เธอไม่เข้าใจเลยว่าทำไมผู้ชายคนนี้ถึงถามแต่เรื่องโง่ๆ แบบนี้กับเธอด้วย

แต่มันมีบางคำที่มู่เหลียงหาความหมายไม่ได้

มู่เหลียงจึงเปลี่ยนคำถามทันที

“แล้วบนนี้มันเขียนว่าอะไร”

“อืม…ไหนฉันขอดูก่อน….”

ลี่เยว่หยิบแผ่นหนังไปและมองดูอย่างถี่ถ้วน คิ้วและสีหน้าที่งดงามของเธอดูตึงขึ้นเล็กน้อย แสดงให้เห็นถึงความหนักใจ

ก่อนที่เธอจะพูดขมุบขมิบอยู่คนเดียว

“งืมงั้มๆ เด็กสาว…อันนี้ดอกทานตะวัน”

“....”

เมื่อได้ยินสิ่งที่ลี่เยว่พูดเล็กน้อยมู่เหลียงก็เข้าใจได้ทันที

เขาเหล่ตามองดูลี่เย่วที่กำลังบ่นพึมพำอยู่

“ลี่เยว่…ที่จริงแล้วเธอก็อ่านไม่ออกใช่ไหม?”

“.....”

ลี่เยว่ตัวแข็งทื่อไปทันที พร้อมกับจิกม้วนหนังจนย่น

ก่อนที่เธอจะแสดงสีหน้าที่นิ่งสงบ และหันกลับมาตอบอย่างเย็นชา

“เอาอะไรมาคิดว่าฉันคนนี้จะอ่านไม่ออก!”

“จริงงั้นหรอ!”

มู่เหลียงเลิกคิ้วขึ้น

ก่อนที่เขาจะยิ้มออกมาและชี้ไปบนตัวภาพในม้วนหนังบันทึก

“งั้นลี่เยว่บอกที่ว่า 3 คำนี้หมายความว่าอะไร”

“ได้!! ฉันอ่านได้อยู่แล้ว”

ลี่เยว่มองดูม้วนหนังพร้อมกับมุมปากที่กระตุกเล็กน้อย ก่อนที่จะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ไม่มั่นใจ

“คำแรกคือ..คือ อ๋อสีขาว!”

“แต่อีกสองคำฉันต้องใช้ความคิด อย่าเร่ง…ฉันขอคิดก่อน”

“ฉันยังไม่ได้พูดอะไรเลยสักคำนะ ลี่เยว่…”