ตอนที่ 137

ติดตามผู้แปลได้ที่ Lazy Meow นิยายแปล

ผลลัพธ์ที่ออกมายังคงอยู่ในขอบเขตที่สุบารุได้คาดการณ์เอาไว้ว่าจะต้องสูญเสียกองโจรไปราว 7 ส่วนในการบุกเมืองครั้งนี้ ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ใส่ใจเท่าใดกับการที่ต้องเสียกองโจรไปเพียง 5 ส่วน อย่างไรก็ตาม สถานการณ์กลับไม่ได้ออกมาเป็นดังหวัง

ประการแรกเลย เขาต้องการที่จะกำจัดบรรดาเหล่าหัวหน้าโจรเพื่อลดแรงต่อต้าน แต่แผนการของเขาก็ไม่สามารถดำเนินไปอย่างราบรื่นได้หลังจากเซียวอวี๋ไปพูดคุยกับเหล่ยเป่า นั่นทำให้หัวหน้ากลุ่มโจรส่วนใหญ่ยังคงมีชีวิตอยู่ นี่หมายความว่าพวกเขายังคงสามารถกลับไปที่ค่ายและยังคงเป็นผู้นำเหล่าโจรกลุ่มตนได้อยู่ ประการที่สอง สุบารุต้องการจะสร้างความเสียหายให้กับเมืองไลอ้อนให้ได้มากที่สุดในสงครามครั้งนี้ มากจนถึงระดับที่เมืองไลอ้อนจ่ออยู่ที่ปากเหวแห่งการล่มสลาย ทว่าความแข็งแกร่งของเมืองไลอ้อนที่แสดงออกมาให้เป็นที่ประจักษ์ในครั้งนี้นั้นอยู่เหนือความคาดหมายไปมาก พวกออร์ค เอลฟ์ ผู้พิทักษ์แห่งพงไพรและอื่นๆนั้นแข็งแกร่งกว่าที่เขาคิด ตอนนี้ แม้ว่าเขาจะกลืนกลุ่มโจรทั้งหมดเข้ามาได้ มันก็ยังไม่อาจรับรองได้ว่าเขาจะสามารถพิชิตเมืองไลอ้อนลงได้

ดังนั้นสุบารุจึงไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรต่อไป เขาควรจะส่งพวกโจรออกไปตายต่อหรือว่าควรจะใช้ประโยชน์ด้านจำนวนและโจมตีเมืองไลอ้อน

เมืองไลอ้อนนั้นแข็งแกร่งยิ่งกว่าที่เขาเคยคิดเอาไว้ ดังนั้นเขาจึงจำต้องเปลี่ยนแปลงจากแผนเดิมในบางจุด

"ล้อมเมือง! ข้าจะต้องล้อมเมืองไลอ้อนและหยุดการโจมตีเป็นครั้งคราว ชาวบ้านและประชาชนของเมืองที่อยู่ใกล้เคียงได้อพยพเข้าไปอยู่ภายในเมืองหมดแล้ว ดังนั้นอาหารย่อมมีไม่เพียงพอสำหรับทำสงครามระยะยาว พวกมันจะต้องพ่ายแพ้หากว่าเราปิดล้อมเมืองอีกราว 6 เดือน" สุบารุตัดสินใจออกมา

อันที่จริงเขามีวิธีแก้ปัญหาที่ดี จำนวนทหารที่อยู่ภายในเมืองไลอ้อนนั้นมีไม่มากนัก ดังนั้นเขาทราบว่าเมืองไลอ้อนจะไม่ยอมออกมาปะทะกับพวกเขา ตอนนี้เมืองไลอ้อนกำลังพึ่งพิงกำแพงเพื่อป้องกัน ขณะที่กลุ่มโจรซึ่งพยายามบุกโจมตีก็เกิดการสูญเสียเป็นจำนวนมาก ประการที่สองนั้น เมืองไลอ้อนไม่ได้มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานนัก ถึงแม้ว่าพวกเขาจะรับผู้คนไว้เป็นจำนวนมาก แต่อาหารที่มีอยู่ในคลังจะต้องไม่เพียงพอที่จะใช้หล่อเลี้ยงผู้คนได้นานนัก

ปฏิเสธไม่ได้ว่าสุบารุนั้นมีสายตาทีดีทีเดียว เขาสามารถค้นหาจุดอ่อนของเมืองไลอ้อนจนพบและยังเลือกใช้กลยุทธ์ที่เหมาะสมที่สุดเพื่อบีบให้พวกเขาออกมาต่อสู้

นอกจากนี้แล้ว สุบารุยังสามารถระดมกำลังพลจากค่ายและตัดกำลังเมืองไลอ้อนต่อไปได้อีกสักพัก ในคราแรกนั้น เมืองไลอ้อนไม่เคยอยู่ในสายตาของเขามาก่อน แต่มาจนถึงตอนนี้แล้ว เขาทราบว่าเขาจะต้องเร่งกำจัดเมืองเจ้าปัญหานี้โดยเร็วที่สุด

ด้วยเหตุนี้เอง สุบารุจึงออกคำสั่งหยุดโจมตีและทำเพียงแค่ปิดล้อมเมืองไลอ้อนเอาไว้

สีหน้าของหัวหน้าทหารฮุ่ยและมู่หลี่แปรเปลี่ยนไปเมื่อพวกเขาได้เห็นกลยุทธ์ที่สุบารุกำลังใช้ออกมา เห็นได้ชัดว่าสุบารุนั้นมองออกว่าเมืองไลอ้อนของพวกเขาไม่อาจทนต่อการปิดล้อมเป็นเวลานานได้ ถึงแม้ว่าจะมีเส้นทางลับที่สามารถออกไปได้ ทว่าเส้นทางลับนั้นไม่อาจลำเลียงเสบียงได้มากพอ

ไม่มีพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการปลูกพืชผลอยู่ภายในเมือง เมืองไลอ้อนจะสามารถอาหารให้เพียงพอต่อผู้คนภายในเมืองได้อย่างไร? เมืองไลอ้อนได้ขยับขยายขึ้นอย่างรวดเร็วก่อนที่จะเผชิญการโจมตีจากพวกโจร แม้ว่าจะเป็นเรื่องดี แต่ตอนนี้ผลในตอนนั้นได้กลายมาเป็นปัญหาใหญ่เสียแล้ว ประเด็นที่น่าเป็นห่วงที่สุดก็คือ ผู้ที่อพยพมาใหม่และไม่ได้รู้สึกว่าตนนั้นเป็นประชาชนของเมืองไลอ้อน ย่อมเป็นที่แน่นอนว่าความโกลาหลจะเกิดขึ้นหากว่าผู้คนเหล่านี้ไม่มีอาหารให้รับประทาน

หัวหน้าทหารฮุ่ยและมู่หลี่อับจนหนทางที่จะแก้ปัญหานี้ พวกเขาเพียงมองดูเซียวอวี๋ที่ยังคงเยือกเย็นและฉีกยิ้มหยอกล้อกับเหล่าพี่สะใภ้

พวกเขาอดคิดไม่ได้ว่าเซียวอวี๋นั้นจะต้องมีไพ่ลับซ่อนอยู่

"ท่านลอร์ด พวกเราควรจะทำอย่างไรดี?" มู่หลี่ถามขึ้นอย่างเป็นกังวล

เซียวอวี๋เอ่ยตอบอย่างเกียจคร้าน "ไม่จำเป็นต้องกังวล พวกเราจะกำจัดพวกมันทั้งหมด"

มู่หลี่ขมวดคิ้ว "ท่านลอร์ด พวกเรามีกำลังไม่เพียงพอที่จะปะทะกับพวกมัน นักรบออร์คของท่านั้นแข็งแกร่งแต่พวกเราเพิ่งจะสูญเสียไพร่พลไปกว่าสี่พันนาย ในขณะที่พวกมันยังเหลืออยู่อีกราวหกถึงเจ็ดหมื่นคน พวกเราไม่อาจละทิ้งกำแพงเมืองเพื่อไปปะทะกับพวกมันได้"

เซียวอวี๋หรี่ตาลง "พวกเราจะกำจัดพวกมันให้สิ้นซาก ท่านต้องการที่จะเดิมพันหรือไม่? พวกเรามาเดิมพันด้วยเบี้ยเลี้ยงทหารของท่านกัน"

มู่หลี่ยิ้มออกมาอย่างช่วยไม่ได้ ผู้คนในตระกูลทั้งหมดของเขาจะต้องถูกฆ่า ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงเงินเดือนของเขาหากว่าเมืองไลอ้อนถูกตีแตก เขารับคำ "ข้ารับเดิมพันขอรับ"

เซียวอวี๋หัวเราะ "ท่านแพ้แน่ บอกไพร่พลให้พักผ่อนเป็นเวลาสองวัน พวกเราจะเปิดฉากโจมตีในคืนของวันที่สาม แล้วท่านจะได้เห็นสิ่งที่น่าตื่นตา"

เซียวอวี๋ทอดสายตามองคามิลล่าขณะที่เขากล่าวออกมา นางนั้นเปลี่ยนมาสวมใส่ชุดสำหรับฤดูร้อนแล้ว ดังนั้นเมื่อมองจากด้านหลังจึงให้ความรู้สึกที่เย้ายวนอย่างมาก ราวกับว่านางกำลังท้าทายเขา นี่ทำให้เซียวอวี๋เลือดลมพุ่งพล่าน

หัวหน้าทหารฮุ่ยและมู่หลี่ต่างรู้สึกสงสัยอยู่เต็มอกกับการแสดงออกของเซียวอวี๋ อย่างไรก็ตาม พวกเขาเลือกที่จะเชื่อว่าเซียวอวี๋นั้นจะต้องสามารถสร้างปาฏิหาริย์ขึ้นมาได้ในอีกสามวันถัดจากนี้

มู่หลี่ได้เห็นแล้วว่าเกิดการสูญเสียขึ้นน้อยมากกับพวกออร์คในสงคราม เขาเชื่อว่าเมื่อมีกองทัพเช่นนี้อยู่ การจะกวาดพิชิตโลกใบนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน

..................................

.................................

เวลาสองวันนั้นผ่านไปอย่างรวดเร็ว สุบารุนั้นสั่งให้พวกโจรเข้าไปใกล้เมืองไลอ้อนและตะโกนท้าทายพวกเขาเพื่อกระตุ้นให้เหล่าทหารออกมาต่อสู้ซึ่งหน้า เซียวอวี๋จึงได้ออกคำสั่งให้เหล่าทหารยามเพิกเฉยต่อถ้อยคำเหล่านั้น

ผู้พิทักษ์แห่งพงไพรค่อยๆเคลื่อนตัวออกจากประตูเมืองในกลางดึกของวันที่สาม เหล่าไพร่พลได้ตั้งแถวอยู่เป็นระเบียบเรียบร้อยพร้อมที่จะโจมตี เซียวอวี๋ได้บอกกับพวกเขาล่วงหน้าว่าจะมีทัพเสริมที่แข็งแกร่งมาช่วยเหลือ อีกทั้งจำนวนยังจะเหนือกว่าพวกโจรเสียอีก พวกเขาจะสามารถกวาดล้างพวกโจรทั้งหมดออกไปได้ในการลงมือครั้งเดียว

เหล่าไพร่พลต่างรู้สึกเชื่อมั่นอย่างมากเนื่องจากชัยชนะอันต่อเนื่องของเซียวอวี๋ "นี่ไม่แปลกใจแล้วที่ท่านลอร์ดดูเยือกเย็นอย่างมาก พวกเรามีกองหนุนขนาดใหญ่นี่เอง...."

ทหารเผ่ามนุษย์ทั้งหมดต่างได้รับคำอวยพรจากอูเธอร์ ในขณะที่ทอร์ลนั้นอวยพรให้กับพวกออร์คเช่นกัน เหล่าอสูรโคโดนั้นตั้งแถวอยู่รวมกับพวกออร์ค คาร์นและกรอมต่างยืนอยู่ด้านหน้าในฐานะผู้เปิดฉากนำการโจมตี

ทัพกองทัพค่อยๆเคลื่อนตัวออกจากเมืองอย่างเงียบเชียบ เหล่านักล่าต่างล่วงหน้ามาก่อนเพื่อที่จะกำจัดหน่วยลาดตระเวนของพวกโจร นี่จะทำให้พวกโจรไม่ทันตระหนักถึงการเคลื่อนทัพของพวกเขาจนสายเกินการณ์

เหล่านักล่ากำลังอยู่บนหลังเสือดาวทว่าพวกเขากลับเคลื่อนไหวได้อย่างเงียบเชียบในขณะยังสามารถพรางตัวตอนที่อยู่นิ่งกับที่ได้ แล้วนี่หน่วยลาดตระเวนของพวกโจรจะรับมือกับพวกเขาได้อย่างไร? นอกจากนี้ยังไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าเซียวอวี๋จะกล้าเป็นฝ่าย้ปิดฉากการโจมตีเสียเอง เนื่องเพราะกำลังของทั้งสองฝ่ายนั้นแตกต่างกันจนเกินไป

สุบารุคิดว่าเมืองไลอ้อนจะต้องเปิดฉากขึ้นเมื่อเสบียงของพวกเขาหมดลง ทว่าเขาได้คาดคิดว่าเซียวอวี๋จะโจมตีหลังการล้อมเมืองเพียงสามวัน

ทั้งกองทัพหยุดเท้าห่างจากค่ายของพวกโจรราวสองไมล์ นักรบออร์ค 1,100 ตนได้รับหน้าที่เป็นทัพหน้า แถวของพวกออร์คได้ถูกสอดแทรกเอาไว้อสูรโคโด ในขณะที่พลเดินเท้าและไพร่พลของเมืองไลอ้อนอีกหกพันนายจะเป็นทัพหลัง

พลธนูเอลฟ์ พลปืนคนแคระและชาแมนนั้นคั่นอยู่ตรงกลางทัพทั้งสอง ขณะที่พวกนักล่านั้นขนาบอยู่ด้านข้างและรับหน้าที่ในการปกป้องทัพกลาง หน่วยไลเดอร์นั้นอยู่ด้านหลังพวกเขาอีกทอดเพื่อรอคอยจังหวะโจมตีต่อจากพวกออร์ค

ทุกคนต่างเตรียมพร้อมขณะที่พวกเขามองไปที่เซียวอวี๋ ทั้งหมดกำลังรอคอยคำสั่งจากเขา มีรอยยิ้มอันเร้นลับปรากฏอยู่บนใบหน้าของเขาขณะที่สั่งให้ทุกคนเตรียมลงมือ

ไม่นานนัก ทัพกองทัพก็ได้ยินเสียงฝ่าสายลมดังมาจากบนท้องฟ้าที่ห่างไกล พวกมันราวกับฝูงผึ้งที่กำลังขยับปีกขึ้นลง

ไม่ช้าพวกเขาก็ได้เห็นนกยักษ์บินผ่านศีรษะพวกเขาไป เหล่าทหารต่างรู้สึกตกตะลึงเมื่อได้เห็นนกยักษ์เหล่านั้น

"นั่นมันอะไรกัน?"

ความหวาดกลัวจะปะทุออกมาเมื่อมนุษย์ได้เผชิญสิ่งที่พวกเขาไม่รู้จัก

เซียวอวี๋สามารถจินตนาการถึงความตกตะลึงของพวกโจรได้เมื่อพวกมันได้พบกับบาทิเดอร์ขณะที่เขาได้เห็นความรู้สึกตกใจจากทหารฝ่ายตนเอง

เซียวอวี๋ได้จัดทัพบาทิเดอร์ทั้งหนึ่งพันเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว ดังนั้นการทิ้งระเบิดจะสามารถสร้างจุดพลิกผันในสงครามได้

หน่วยลาดตระเวนของพวกโจรเริ่มสังเกตเห็นบาทิเดอร์เมื่อพวกมันได้บินมุ่งหน้าเข้าไปใกล้ พวกมันหันไปร้องตะโกนเพื่อปลุกพวกโจรที่ยังคงพักผ่อน หากแต่นั่นก็สายไปเสียแล้ว.....