ตอนที่ 302

ติดตามผู้แปลได้ที่ Lazy Meow นิยายแปล

นักรบกริฟฟ่อนและนักรบฮิฟโปกริฟยังคงไล่โจมตีผู้ใช้มนตราที่ด้านบนกำแพง แม้ว่าพวกเขาจะไม่สามารถสังหารพวกมันทั้งหมด แต่ทัพอากาศของเซียวอวี๋ก็สามารถสร้างรอยโหว่ให้กับแนวป้องกันของพวกมันได้ พวกแบทไรเดอร์บินออกไปคำรบสองและทิ้งระเบิดอีกครั้ง

เครื่องยิงทำลายและเครื่องจู่โจมเริ่มยิงขึ้นไปบนกำแพงหลังจากที่พวกยักษ์ศิลากรุยเปิดทางให้แล้ว ตอนนี้อาวุธหนักของศัตรูถูกสะกดเอาไว้แล้ว ดังนั้นเซียวอวี๋จึงสั่งให้พวกยักษ์ศิลาทลายประตูเมืองเข้าไป

ตึง ตึง!

พวกยักษ์ศิลาเริ่มฟาดหวดไปยังประตูเมือง ขณะที่แบทไรเดอร์เริ่มทิ้งระเบิดปูพรมอีกครั้ง พวกออร์คที่จัดทัพคอยอยู่แล้วจึงมุ่งหน้าไปยังประตูเมืองที่กำลังถูกทำลาย ทว่าตอนนั้นเอง พวกผู้ใช้มนตราของศัตรูก็หันมาโจมตีพวกออร์ค แต่เมื่อพวกออร์คได้บุกแล้วก็จะไม่มีการถอยหนีอีก

เซียวอวี๋มีนักรบอยู่ใต้บัญชาหลายประเภท หากแต่เขาก็ไม่อาจสะกดผู้ใช้มนตราของอีกฝ่ายได้อย่างสมบูรณ์

สนามรบปลิวว่อนไปด้วยน้ำแข็ง เปลวเพลิงและห่าฝน แม้ว่านี้จะเป็นสงครามยุคอาวุธเย็น แต่มันก็แทบจะไม่แตกต่างไปจากสงครามยุคอาวุธร้อนแต่อย่างใด

เซียวอวี๋เคยแต่รบชนะอย่างราบรื่นมาตลอดเพราะไม่เคยได้พบกับศัตรูที่เข้มแข็ง อย่างไรก็ตาม คู่ต่อสู้ของเขาตอนนี้ก็คือตระกูลโบราณเช่นตระกูลเคเนดี้ อาจกล่าวได้ว่านี่เป็นสงครามที่ฝั่งเขาต้องสูญเสียมากที่สุดเท่าที่เคยทำสงครามมา

ฮ๊ากกกกกก~~

พวกออร์คร้องคำรามขณะที่ยังคงพุ่งไปยังประตูเมือง

โครม!

พวกยักษ์ศิลาสามารถทำลายประตูเมืองได้แล้ว พวกออร์คที่มาถึงจึงหลั่งไหลเข้าไปภายในเมือง นอกจากนี้เซียวอวี๋ยังได้จัดสร้างตะกร้าขนาดใหญ่เอาไว้ก่อนแล้ว พวกออร์คสิบตนจะเข้าไปในตะกร้าและให้ยักษ์ศิลาโยนพวกมันขึ้นไปบนกำแพงเมือง ด้วยวิธีนี้พวกออร์คจะสามารถโจมตีทหารยาม กองทหารหรือผู้ใช้มนตรา มันไม่ใช่เรื่องยากสำหรับยักษ์ศิลาที่มีระดับถึงสิบที่จะโยนพวกออร์คพร้อมกันสิบตนขึ้นไปบนกำแพง ยิ่งกว่านั้นวิธีนี้ยังสะดวกและรวดเร็วมากกว่าต้องปีนกำแพงด้วยบันไดพาดเสียอีก

เวทบทแล้วบทเล่าปลิวว่อนอยู่ที่ด้านบนกำแพง ระยะการโจมตีของผู้ใช้มนตราขั้นที่สี่หรือห้านั้นกว้างไกลยิ่ง ซึ่งบนกำแพงเองก็มีพวกมันอยู่นับสิบ โชคดีที่เซียวอวี๋มีนักรบกริฟฟ่อนและยักษ์ศิลาอยู่จึงพอจะสะกดข่มผู้ใช้มนตราฝ่ายศัตรูเอาไว้ได้ มิเช่นนั้นต่อให้มีกองทัพอีกนับแสนพวกเขาก็ยังไม่สามารถจะฝ่าแนวป้องกันของเมืองเข้าไป

เซียวอวี๋หยิบเอาพรากวิญญาณออกมาเมื่อเห็นว่ากองทัพส่วนใหญ่ของเขาสามารถฝ่าเข้าไปในเมืองได้แล้ว ดังนั้นจึงไม่จำเป็นที่เขาจะต้องคอยบัญชาการอยู่ด้านนอก เขาทราบดีว่าภายในเมืองคงมีผู้ฝึกยุทธ์ระดับสุงอยู่ไม่น้อย ดังนั้นเขาจะต้องรีบเข้าไปช่วยรบที่ด้านในเมืองโดยเร็ว

ทอร์ลได้เรียกเอาเสาสลักทั้งหมดออกมาปักไว้โดยรอบและใช้ทักษสอดแนมค้นหาศัตรู เขาจะคอยสั่งการพวกออร์คให้เข้าโจมตีศัตรูระดับสูงทันทีเมื่อตรวจพบ

ตอนนี้ความสามารถในการบัญชาการของทอร์ลยอดเยี่ยมยิ่ง เขาได้แบ่งกำลังออกเป็นกลุ่มย่อยเพื่อแยกไปโจมตีไพร่พลทั่วไป กรอมและคาร์นยกตำแหน่งแม่ทัพให้กับทอร์ล ขณะที่พวกเขาทั้งสองจะออกอาละวาดเข้าไปกวาดล้างศัตรูในสนามรบ

"ทัพนักรบกริฟฟ่อนเคลื่อนพลได้!" ทอร์ลตะโกนสั่งการเมื่อได้เห็นผู้ใช้มนตราระดับสูงของศัตรูกำลังถูกคุ้มครองล่าถอยไป

เขาทราบดีว่าพวกออร์คไม่อาจรับมือกับศัตรูเช่นนี้ได้ ดังนั้นหน้าที่ส่วนนี้จึงยกให้นักรบกริฟฟ่อน เขาจะสะกดผู้ใช้มนตราของอีกฝ่ายเอาไว้ ก่อนที่จะส่งนักรบกริฟฟ่อนไปจัดการ

อย่างไรก็ตาม เป็นไปไม่ได้ที่นักรบกริฟฟ่อนจะสามารถสะกดศัตรูทั้งหมดเอาไว้ได้ในเวลาอันสั้น โดยเฉพาะกับศัตรูที่เคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา ศัตรูจะต้านทานการโจมตีเอาไว้และเคลื่อนย้ายไปที่อื่นอย่างรวดเร็ว

เซียวอวี๋โบกมือส่งสัญญาณเมื่อเห็นสถานการณ์ดังกล่าว

"ปล่อยพวกมันไป"

เขารู้ดีว่าคงหลีกเลี่ยงการสูญเสียอย่างหนักไม่ได้หากคิดจะสังหารผู้ใช้มนตราและผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงทั้งหมดของศัตรู ซึ่งในตอนนี้ทางฝั่งเขาเองก็สูญเสียไปไม่น้อยแล้ว เขาไม่ต้องการจะเสียกำลังพลไปมากกว่านี้

ผู้ใช้มนตราและผู้ฝึกยุทธ์ของอีกฝ่ายก็ไม่ได้รั้งอยู่สู้อีก พวกมันเลือกที่จะหลบหนี แม้ว่าพวกมันจะทรงพลัง แต่เซียวอวี๋ก็ได้เปรียบเรื่องจำนวนคน ดังนั้นพวกมันจึงเลือกถอนตัวจากสนามรบที่ไม่มีทางชนะ

หลังจากโหมโจมตีอยู่พักหนึ่ง เมืองเลกเซก็ตกเป็นของเซียวอวี๋ แม้ว่าไพร่พลส่วนใหญ่ของอีกฝ่ายจะเลือกสู้จนตัวตาย หากแต่มันก็ยังใช้เวลาไม่มากนัก

หนึ่งชั่วโมงผ่านไปการต่อสู้ก็ยุติลง เหล่ากองทัพของเมืองเลกเซไม่ถูกสังหารก็เลือกที่จะยอมจำนน เซียวอวี๋สั่งให้โฟเรอร์ค้นโกดังเก็บของทุกหลังขณะที่เขาเดินทางไปยังที่ทำการเมือง ลอร์ดชาไท่แห่งดินแดนตุ้ยถูกพบตัวที่ลานกว้างของจวนเจ้าเมือง ทั่วร่างของมันเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ เขาเบิกตากลมกว้างเมื่อเห็นเซียวอวี๋เดินเข้ามา "เจ้า...เจ้าคือลอร์ดแห่งดินแดนไลอ้อน?"

ชาไท่เคยพบกับเซียวอวี๋ที่รัฐเว่ยเมื่อนานมาแล้ว

เซียวอวี๋ยิ้มและกกล่าวว่า "เจ้ายังจำข้าได้สินะ...ดี...เกิดอะไรขึ้นกับเจ้า?"

ชาไท่ถอนหายใจ "ตระกูลเคเนดี้ต้องการจะให้ข้ายอมจำนนและยกดินแดนให้กับพวกมัน แต่ข้าได้ปฏิเสธไป...และสุดท้ายก็เป็นเช่นนี้...พวกตระกูลโบราณมันโหดเหี้ยมและชื่นชอบการใช้กำลัง...ข้าจะขอต่อสู้กับพวกมันจนเลือดหยดสุดท้าย!"

เซียวอวี๋อมยิ้มเมื่อได้ฟังคำตอบของชาไท่ "ข้าจะให้โอกาสเจ้าได้ต่อสู้ตราบที่เจ้าพอใจ...ตอนนี้ข้ามีสองตัวเลือกให้เจ้า...ทางเลือกแรก คือยังคงดำรงตำแหน่งลอร์ดแห่งดินแดนต่อไปและรอคอยให้พวกเคเนดี้กลับมาเชือดเจ้า...ทางเลือกที่สองคือกลับไปกับข้าและต่อสู้กับตระกูลเคเนดี้ไปพร้อมกับข้าในฐานะสหาย...เจ้าจะเลือกทางใด?"

ชาไท่ยิ้มเจื่อน "ข้ายังมีทางเลือกอีกหรือ?"

ชาไท่ช่วยเซียวอวี๋รวบรวมสมบัติทั้งหมดจากคลังเก็บของและลำเลียงมันไปยังดินแดนไลอ้อน หลังจากนั้นเขาก็นำทหารที่ยอมจำนนกลับไปพร้อมกัน ชาไท่รู้ดีว่าตอนนี้มันไม่มีตัวเลือกอื่นใด มันไม่อาจรับการกดขี่จากตระกูลเคเนดี้ ดังนั้นมันจึงเลือกเข้าร่วมกับเซียวอวี๋ เขาไม่ใช่คนที่มีนิสัยดื้อรั้นยืนกราน หากแต่เป็นชายที่มีไหวพริบ มันเคยผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก และรู้ดีว่าดินแดนทางตอนเหนือของอาณาจักรพยัคฆ์คำรนกำลังเกิดความวุ่ยวาย

ดินแดนของมันเป็นเพียงดินแดนขนาดเล็กและจะต้องเผชิญกับภัยสงครามในไม่ช้า เขาเคยได้ยินว่าเซียวอวี๋มีนักรบแปลกประหลาดอยู่ในสังกัด และตัวชาไท่เองก็รู้เรื่องเกี่ยวกับคำทำนายที่สืบทอดกันมาของทวีปเรื่องราชาแห่งราชันย์

มันไม่อาจทราบได้ว่าเซียวอวี๋จะใช่คนผู้นั้นหรือไม่ หากแต่ตอนนี้มันกำลังเลือกเดิมพัน มันจะได้รับสิ่งที่มากกว่าดินแดนผืนเล็กๆนี้มากหากเซียวอวี๋สามารถขึ้นเป็นราชาในคำทำนายได้จริงๆ

ชาไท่ถูกสมาชิกของตระกูลเคเนดี้ทุบตีอย่างหนัก ดังนั้นเซียวอวี๋จึงมอบน้ำยาฟื้นฟูให้เขาใช้ ร่างกายของชาไท่ค่อยๆฟื้นฟูอย่างรวดเร็วทันตา ชาไท่ที่พบว่าเซียวอวี๋มีสิ่งของเวทมนตร์เช่นนี้ก็ยิ่งเชื่อมั่นมากขึ้นกว่าเดิม