ตอนที่ 190

ติดตามผู้แปลได้ที่ Lazy Meow นิยายแปล

เซียวอวี๋ไม่มีประสบการณ์เรื่องรักๆใคร่ๆมาก่อน ถึงกระนั้นเขาก็เคยได้ยินเกี่ยวกับความหึงหวงที่พวกนางมีต่อชายคนรัก เขามีความสุขเมื่อเห็นว่าหลินมู่เสวี่ยรู้สึกหึงหวง ตอนที่นางหึงหวงนั้นดูน่ารักอย่างมาก

หลินมู่เสวี่ยเป็นหญิงสาวที่ชาญฉลาด นางทราบว่าควรไล่ต้อนเซียวแค่ไหนจึงควรหยุดมือ นางเป็นภรรยาที่เฉลียวฉลาด

เซียวอวี๋พาทั้งหมดออกเดินทางอีกครั้ง เขาได้พบหมู่บ้านของพวกเอลฟ์อีก 5 แห่งและรวบรวมพวกเอลฟ์ได้อีกกว่า 4,000 ตน

พวกเอลฟ์ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ขณะที่เพศชายส่วนใหญ่ตกตายในสนามรบ เซียวอวี๋มีความสุขอย่างยิ่งที่จะได้เป็นผู้นำที่นำกลุ่มสาวงามจำนวนมากเข้าต่อสู้

พวกเอลฟ์ทุกตนเชื่อฟังทิรันด้าหลังจากนางได้แนะนำตัวไป พวกเขามีตำนานเล่าสืบต่อกันมาว่าเหล่าวีรบุรุษในตำนานจะหวนกลับคืนมาอีกครั้ง ดังนั้นพวกเขาจึงเชื่อฟังทิรันด้าอย่างง่ายดาย

อย่างไรก็ตามพวกเอลฟ์เหล่านี้ไม่เหมือนกับพวกออร์ค แม้ว่าพวกเขาจะเชื่อในตัวตนของทิรันด้า ทว่าพวกเขาส่วนใหญ่ไม่ต้องการออกจากเทือกเขาอัลคาเกนแห่งนี้ พวกเขาอาศัยอยู่ภายในเทือกเขาแห่งนี้มานานเกินไปและไม่ต้องการย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่อื่น แม้ว่าจะต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก ทว่าพวกเขาก็มีความหยิ่งทะนงอยู่ในสายเลือด พวกเขายินดีมีชีวิตที่ตกระกำลำบากดีกว่าอยู่ภายใต้ผู้อื่น

พวกเขากระทั่งพยายามโน้มน้าวให้ทิรันด้าอยู่ที่นี่กับพวกเขา เซียวอวี๋ได้บอกพวกเขาว่า นักผจญภัยจำนวนมากได้หลั่งไหลเข้ามาที่นี่และมีหมู่บ้านเอลฟ์แห่งหนึ่งถูกโจมตีไปแล้ว ทว่าพวกเขาก็ยังยืนกรานอย่างดื้อรั้น พวกเขากล่าวว่า พวกเขายินยอมตกตายอยู่ที่นี่เสียดีกว่าจะย้ายไปอยู่ที่อื่น

นอกจากนี้พวกเอลฟ์ยังไม่ชอบเซียวอวี๋ แม้ว่าทิรันด้าและทอร์ลจะเล่าว่าเซียวอวี๋ยอดเยี่ยมอย่างไร ทว่าพวกเขาก็ยังคลางแคลงในตัวเซียวอวี๋ พวกเอลฟ์เกิดมาพร้อมความหยิ่งทะนงและดื้อรั้น ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ลดทอนความโอหังลงแม้แต่น้อย ถึงแม้ว่าพวกเขากำลังเผชิญกับช่วงเวลาวิกฤติอยู่ก็ตาม เซียวอวี๋อยากจะบ้าตาย เขาแทบจะอดทนไม่ให้ตัวเองวิ่งไปเตะเอลฟ์พวกนั้นไม่ได้

เซียวอวี๋เห็นว่าใช้เวลามากไปแล้ว เขาจึงให้ทิรันด้าใช้ไม้แข็งกับพวกเอลฟ์ เขาบอกทิรันด้าให้กล่าวกับพวกเขาว่า นางจะนำพวกเขากลับคืนสู่ความรุ่งโรจน์อีกครั้ง พวกเอลฟ์ที่ไม่ยินยอมเชื่อฟังนางจะถือว่าขี้ขลาดและทรยศต่อเผ่าพันธุ์ตัวเอง

ทิรันด้าเปรียบดังเทพธิดาของพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจึงไม่อาจโต้เถียงได้ ได้แต่เก็บข้าวของอย่างไม่เต็มใจ

เซียวอวี๋ไม่มีความคิดที่จะออกตามหานครทมิฬอีกหลังกลุ่มของเขาคับคั่งไปด้วยเอลฟ์และออร์คจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม มีเอลฟ์บอกว่าทราบตำแหน่งที่ตั้งของนครทมิฬ พวกเขากล่าวว่าที่แห่งนั้นเป็นสถานที่ต้องสาปที่เต็มไปด้วยอาถรรพ์ชั่วร้าย เซียวอวี๋ไม่คาดคิดว่าเขาจะทราบตำแหน่งของนครทมิฬได้โดยบังเอิญ ในเมื่อทราบตำแหน่งที่ตั้งแล้ว หากเขาไม่เดินทางไปก็นับว่าน่าเสียดายไปแล้ว

"พวกเราลองไปที่นั่นกัน" เซียวอวี๋โบกมือให้ทั้งหมดมุ่งหน้าไปยังนครทมิฬ อย่างไรก็ตามพวกเอลฟ์กลับหวาดกลัว "ที่นั่นคือนครแห่งความตาย! พวกเราจะถูกคำสาปหากเดินทางไปที่นั่น! ว่ากันว่าไม่มีผู้ใดสามารถมีชีวิตกลับออกมาได้"

เซียวอวี๋ตอบกลับ "ยิ่งเจ้าบอกกล่าวเช่นนั้นข้ายิ่งต้องการไปชมดูด้วยตาตนเอง ข้าไม่เชื่อว่าพวกกูลหรือผีสางตนใดจะยิ่งใหญ่ไปกว่าข้า! ให้รู้กันไปเลยกว่าใครใหญ่กว่า!"

หลินมู่เสวี่ยงอมือหยิกหลังเซียวอวี๋ นางทราบว่าเซียวอวี๋นั้นชอบสบถและกล่าวเหลวไหล ดังนั้นนางจะหยิกเขาเมื่อใดก็ตามที่เขากล่าวเหลวไหลหรือสบถสาบาน

เซียวอวี๋พลันเปลี่ยนคำพูดเสียใหม่ "ในฐานะอัศวินชั้นสูงแล้ว ข้าไม่เกรงกลัวพวกผีดิบหรือสิ่งชั่วร้ายใดๆ! ข้าจะใช้แอชบิงเกอร์ในมือข้าทำลายความชั่วร้ายให้สิ้นซาก!"

หลินมู่เสวี่ยยิ้มออกมาอย่างมีความสุขเมื่อเซียวอวี๋เปลี่ยนคำพูดใหม่

คนอื่นๆไม่ได้คัดค้านใดๆเมื่อเซียวอวี๋กล่าวเช่นนั้น เหล่าศิษย์นั้นยังเยาว์วัยและเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น พวกเขาแน่นอนว่าย่อมต้องการไปที่นครทมิฬ นอกจากนี้พวกเขายังเคยติดตามเซียวอวี๋มาแล้ว ลอร์ดผู้นี้ไม่เคยทำให้พวกเขาต้องผิดหวัง พวกออร์คย่อมไม่มีความเห็นเป็นอื่น มีเพียงพวกเอลฟ์ที่โต้แย้งกับความคิดเช่นนั้น

เซียวอวี๋คิดขึ้นในใจ หากไม่เพราะเห็นแก่ทิรันด้า เขาจะส่งพวกเอลฟ์ติดตามสหายของพวกเขาไปทีละคนแล้ว

..........................................

..........................................

ไม่มีนักผจญภัยคนใดสามารถย่างกรายเข้าไปในนครทมิฬได้ ทว่ามีคนกลุ่มหนึ่งเข้าไปได้แล้ว พวกเขาแน่นอนว่าย่อมต้องแข็งแกร่อย่างที่สุด

เซียวอวี๋เชื่อว่าต้องมีผู้ฝึกยุทธ์ขั้นที่ห้าอยู่ภายในกลุ่มที่เข้าไปในนครทมิฬ กลุ่มยอดคนเหล่านี้ย่อมไม่เหมือนกับผู้ฝึกยุทธ์หรือผู้ใช้มนตราทั่วไปที่ชื่นชอบเปิดเผยตัวตน พวกเขาดำรงอยู่บนจุดสูงสุดของเหล่าสิ่งมีชีวิต เซียวอวี๋รู้สึกหวั่นใจกับคนเหล่านี้ เขาทราบดีว่า หากเขา กรอม ทิรันด้าและแอนโทนีดาสร่วมมือกันก็ยังสามารถจัดการกับผู้ฝึกยุทธ์ขั้นที่สี่หรือผู้ใช้มนตราขั้นที่สี่ได้

ทว่ามันยากที่จะคาดเดาผลลัพธ์ได้หากต้องปะทะกับจอมยุทธ์ขั้นที่ห้าหรือจอมมนตราขั้นที่ห้า อย่างไรก็ตามเขายังมีไพ่ตายอยู่ ดังนั้นเขาจึงมีความกล้าที่จะเข้านครทมิฬ เขายังมีคัมภีร์เวทที่ธีโอดอร์ให้ไว้ เมื่อก่อนเขาคิดว่าเพียงโยนคัมภีร์ออกไปก็สามารถสังหารอีกฝ่ายได้ราวสองสามคน มาตอนนี้เขาทราบแล้วว่ามันรุนแรงเพียงใดหลังใช้มันกับกลุ่มของแมตต์

เขาเองได้บอกเรื่องคัมภีร์กับอัลม่าเช่นกัน เขาลอบเลียบเคียงถามความรุนแรงของคัมภีร์ที่สร้างโดยธีโอดอร์ อาจารย์อัลม่ากล่าวว่าคัมภีร์เวทมนตรขั้นที่สี่ที่สร้างขึ้นโดยธีโอดอร์นั้นย่อมต้องแข็งแกร่งกว่าคัมภีร์ระดับเวทระดับเดียวกันที่สร้างโดยผู้ใช้มนตราขั้นที่สี่ กระทั่งคัมภีร์ขั้นทีห้าก็ยังไม่แน่จะเทียบได้กับคัมภีร์เวทขั้นที่สี่ของธีโอดอร์

อัลม่าทราบว่าเซียวอวี๋นั้นมีความสัมพันธ์ที่ดีกับธีโอดอร์ ดังนั้นเขาเชื่อว่าเซียวอวี๋ย่อมต้องครอบครองคัมภัร์เวทของธีโอดอร์ เขากระทั่งร้องขอเซียวอวี๋เพื่อศึกษามัน

ราวกับการคัดลอกภาพวาดหรือตัวอักษร อัลม่าสามารถยกระดับตนเองขึ้นได้โดยการวิเคราะห์การลงอักขระเวทของธีโอดอร์

โดยปกติแล้ว อัลม่าจะต้องใช้จ่ายเงินมหาศาลเพื่อซื้อหาคัมภีร์เช่นนี้ อย่างไรก็ตาม เขาติดหนี้บุญคุณเซียวอวี๋มากอยู่แล้ว ติดเพิ่มอีกสักอย่างสองอย่างจะเป็นไรไป เซียวอวี๋ได้มอบม้วนคัมภีร์ให้ตามที่อัลม่าร้องขอ เขานำกระเป๋าคัมภีร์ออกมาเปิดให้อัลม่าเลือก อัลม่าตาแทบถลนเมื่อได้เห็นจำนวนคัมภีร์เวทที่เซียวอวี๋ครอบครอง เซียวอวี๋มั่งคั่งถึงเพียงนี้เลยหรือ? จำนวนเท่านี้มันก็เพียงพอที่จะซื้อเมืองทั้งเมืองได้แล้ว!

อัลม่าเลือกคัมภีร์มาสองม้วน ประกายความตื่นเต้นฉายชัดอยู่ในดวงตาของเขาขณะที่มองไปยังม้วนคัมภีร์เวทในมือ ราวกับนักวาดรูปมือสมัครเล่นกำลังมองดูภาพวาดที่สร้างสรรโดยจิตกรชื่อก้องโลก

ขณะที่เดินทางอยู่นั้นพวกเขาก็รู้สึกถึงบรรยากาศอันเย็นยะเยือกและความมืดมิดที่ห้อมล้อมเส้นทางที่พวกเขากำลังมุ่งไป พวกเขามาถึงนครทมิฬแล้ว!