ติดตามผู้แปลได้ที่ Lazy Meow นิยายแปล
ขอบฟ้าเริ่มส่องแสงแดงฉานราวกับโลหิต ดวงตะวันเริ่มโผล่ขึ้นมา ผิวกายสีเขียวอาบย้อมไปด้วยโลหิตจากการเข่นฆ่าในช่วงก่อนรุ่งสาง พวกออร์คกำลังเก็บกวาดสนามรบที่เต็มไปด้วยซากศพของทหารฝ่ายศัตรูที่บุกโจมตีเข้ามา
ทหารฝ่ายศัตรูบุกเข้ามาด้วยความสิ้นหวังและทุ่มเทสุดความสามารถ แต่โชคร้ายที่พวกเขาต้องมาเจอกับเซียวอวี๋ ประการแรกพวกเขาไม่ได้ตระหนักทราบถึงทักษะตาเหยี่ยวของทิรันด้าซึ่งสามารถมองเห็นการเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยได้อย่างหมดจด พวกเขาทราบดีว่าเอลฟ์มีสายตาที่สามารถมองเห็นในยามค่ำคืน แต่พวกเขาประเมินการมองเห็นของทิรันด้าต่ำไป
นอกจากนี้พวกเขายังพยายามจะใช้สิ่งกีดขวางต่างๆในการป้องกันขวานบินและหอกจากบาริสต้าเมื่อพวกเขาวิ่งบุกเข้ามา แต่พวกเขาก็ต้องตกตะลึงเมื่อพบว่าพวกออร์คได้ขนย้ายพวกมันออกไปจนสิ้นในค่ำคืนที่ผ่านมา อันที่จริงเซียวอวี๋ได้สั่งให้พวกออร์คขนย้ายสิ่งกีดขวางออกไปโดยใช้ความมืดในยามกลางคืนปกปิดร่องรอย มิเช่นนั้นศัตรูอาจไม่เลือกบุกเข้ามาเพราะพื้นทีี่เปิดโล่งเช่นนี้จะเป็นที่สำแดงอานุภาพของบาริสต้าออกมาได้ดีที่สุด
ด้วยเหตุนี้ขวานบินนับพันเล่มจึงถูกขว้างออกมาราวกับห่าฝนในขณะที่ศัตรูบุกเข้ามา เหล่าทหารที่วิ่งเข้ามาต่างถูกเปลี่ยนเป็นชิ้นเนื้อ พวกเขายังมีโอกาศที่จะล่าถอยถ้าเป็นการบุกก่อนหน้า หากแต่ในคราวนี้ นี่คือการโจมตีครั้งสุดท้ายของพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจึงทำได้เพียงบุกเข้าไป และด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงต้องเผชิญกับบาริสต้าทั้งห้าสิบเครื่องที่ถูกเตรียมเอาไว้คอยท่าอยู่แล้ว
ในครั้งนี้เซียวอวี๋ได้สั่งให้พวกออร์คยิงออกไปทั้งหมดโดยไม่ต้องไปเก็บกลับมา เพราะในเวลาค่ำคืน มันไม่มีประโยชน์แม้ว่าพวกเขาจะบรรจุกระสุนได้รวดเร็วก็ตาม อีกฝ่ายวิ่งขึ้นมาได้หยุดหย่อน นอกจากนี้ฝ่ายศัตรูยังไม่มีทีท่าว่าจะถอยหนี ดังนั้นกลยุทธ์ที่พวกเขานำมาใช้ก่อนหน้าจึงนำมาใช้ไม่ได้ในคราวนี้
กลยุทธ์และยุทธวิธีจำต้องใช้ในเวลาและสถานที่ที่เหมาะสม พวกเขาไม่สามารถใช้กลยุทธ์เดียวกันในทุกภูมิประเทศและทุกเวลาได้
จากขวานบินที่ถูกขว้างออกไป ทหารฝ่ายศัตรูมากกว่าพันชีวิตจึงมอดดับลง พวกเขาเหลือกันไม่ถึง 100 คนแต่ยังคงพุ่งขึ้นเนินมาโดยปราศจากความเกรงกลัว แต่พวกออร์คก็ได้เคลื่อนไหวอย่างคาดไม่ถึง พวกมันไม่ได้เข้าปะทะซึ่งหน้า หากแต่ทิ้งบาริสต้าและล่าถอย
ฝ่ายศัตรูยังไม่ทันจะได้ขบคิดหาสาเหตุใดๆ พวกเขายังคงบุกต่อไปข้างหน้า นี่คือโอกาศครั้งสุดท้ายของพวกเขาแล้ว อย่างไรก็ตาม เมื่อพวกเขาวิ่งขึ้นเนินมาได้สำเร็จก็พบว่ามีสิ่งกีดขวางจำนวนมากถูกจัดวางเอาไว้โดยมีพวกออร์คคอยอยู่ด้านหลังสิ่งเหล่านั้นอีกที ฝ่ายศัตรูคิดจะใช้รูปขบวนสิบคน แต่พวกเขาก็ถูกบีบให้กระจัดกระจายกันไปจากสิ่งกีดขวางที่ถูกจัดเรียงเอาไว้
.....................................
.....................................
มันมืดมิดอย่างมาก ทั้งฝ่ายศัตรูและพวกออร์คเองต่างก็เห็นกันไม่ค่อยถนัด ต่างฝ่ายต่างต้องคาดคะเนตำแหน่งของศัตรูโดยอิงจากเงาตะคุ่ม พวกออร์คนั้นมีรูปร่างสูงใหญ่กว่ามนุษย์ ดังนั้นพวกมันจึงไม่กลัวว่าจะเป็นการโจมตีพวกเดียวกันเอง พวกออร์คจะกลายเป็นบ้าคลั่งตราบใดที่มันพบเห็นเงาขยับเคลื่อนไหวที่เบื้องหน้าของพวกมัน ื้ายที่สุดศัตรูทั้งหมดก็ถูกสังหารและหลงเหลือเพียงแต่พวกออร์ค มีออร์คบางตนที่บาดเจ็บแต่ก็ไม่มีผู้เสียชีวิต
พวกออร์คเริ่มให้การเคารพยกย่องเซียวอวี๋มากยิ่งขึ้นหลังจากที่พวกมันได้รับชัยชนะในศึกครั้งนี้
นี่เป็นชัยชนะในรอบนับพันปีหลังจากที่พวกมันพบแต่ความเพลี่ยงล้ำให้กับมนุษย์ ความไว้วางใจของพวกมันต่อเซียวอวี๋ได้เพิ่มพูนขึ้นอย่างมาก อันที่จริงเซียวอวี๋มีภาพลักษณ์เป็นเทพสงครามในจิตใจของพวกออร์คแล้ว
นอกจากนี้ความสัมพันธ์ระหว่างกรอมกับเซียวอวี๋ยังส่งผลต่อพวกมันอย่างมากเช่นกัน
เซียวอวี๋ถอนหายใจขณะที่ทอดตามองม้าทั้งสามพันตัวที่เดินวนเวียนอยู่ในทุ่งราบเบื้องล่าง นี่คือสงคราม สงครามที่ไม่มีถูกผิด
จะมีสงครามเกิดขึ้นมากมายกว่านี้ในอนาคต ในตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าเหตุใดจักรพรรดิฉินซีจึงพยายามรวบรวมประเทศจีนให้เป็นหนึ่งเดียวด้วยสงคราม นั่นเพราะว่ามันจะนำมาซึ่งความสงบสุข เขาสามารถทำให้ทวีปแห่งนี้เกิดสันติสุขได้ด้วยการรวบรวมมันเข้าเป็นหนึ่งเดียวเท่านั้น แต่เส้นทางที่เขากำลังจะก้าวไปนี้จะต้องผ่านการนองเลือดอีกมาก
...................................
...................................
เซียวอวี๋สั่งให้คนของเขาเร่งรีบเดินทางกลับเมืองไลอ้อนโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ลีอาที่อดสงสัยไม่อยู่จึงเปิดปากถามขึ้น "เหตุใดเจ้าจึงเดินทางอย่างเอื่อยเฉื่อยเมื่อก่อนหน้า? แล้วเหตุใดจึงเร่งรีบขึ้นอย่างฉับพลัน? จะต้องมีศัตรูคอยดักรออยู่เบื้องหน้าอยู่อีกแน่"
เซียวอวี๋ตอบกลับ "ย่อมแน่นอน ข้าทางว่าจะต้องมีศัตรูในระหว่างทางอีก ไม่ใช่แค่เพียงดยุคซิม แต่ฝ่ายอื่นๆเองก็หวังที่จะได้ครอบครองพวกออร์ค เอลฟ์ มังกรและอื่นๆ อย่างไรก็ตาม จากการที่พวกเรารั้งอยู่ที่นี่เป็นเวลาหลายวันก็ได้ทำให้แผนการของพวกมันต้องหยุดชะงักลง ในตอนนี้พวกเราต้องเร่งรีบเดินทางโดยเร็วที่สุด เพื่อใช้ช่วงเวลาที่พวกมันไม่ทันคาดคิดและลดการระวังในการเดินทาง"
ลีอานิ่งเงียบอยู่ครึ่งค่อนวันหลังจากที่ได้รับฟังถ้อยคำของเซียวอวี๋ นางพบว่าช่องว่างระหว่างนางกับเซียวอวี๋ทางด้านกลยุทธ์ทางทหารนั้นต่างกันราวฟ้ากับเหว
"อันธพาลผู้นี้กลับมากความสามารถนัก" ลีอายอมรับนับถืออยู่ในใจ
พวกเขาเร่งรีบเดินทางอย่างเต็มกำลัง ถึงกระนั้นเซียวอวี๋ก็ไม่ได้เร่งรีบจนละเลยการระวัง เขาให้ลีอาและทิรันด้าคอยเฝ้าระวังอยู่ด้านหน้าเพื่อคอยสอดส่องป้องกันการซุ่มโจมตีโดยไม่ทันตั้งตัว
หลายวันมานี้สร้างความเหนื่อยล้าแก่ทิรันด้าและลีอาอย่างมาก แต่พวกนางนั้นเป็นส่วนสำคัญของหน่วยเฝ้าระวัง ดังนั้นพวกนางจึงพยายามอย่างเต็มที่ มิเช่นนั้นจะเป็นการชักนำทั้งขบวนเดินทางเข้าสู่จุดอับหากพวกเขาต้องเผชิญกับการซุ่มโจมตี
เป็นความจริงที่มีผู้คนมากมายตั้งใจจะซุ่มโจมตีพวกเขาในเส้นทางระหว่างกลับเมืองไลอ้อน อย่างไรก็ตาม เป็นดังที่เซียวอวี๋คาดการณ์เอาไว้ ผู้คนเหล่านั้นถูกบังคับให้ต้องถอนตัวเมื่อรออยู่เนิ่นนานก็ยังไม่พบเห็นเซียวอวี๋แม้แต่เงา แม้แต่ผู้ที่กัดฟันรอต่อไปก็ยังต้องถอนตัวอย่างช่วยไม่ได้หลังจากผ่านไปสองสัปดาห์ ศัตรูเหล่านี้ได้ส่งหน่วยสอดแนมออกมาสืบเสาะเช่นกัน แต่ก็ถูกทิรันด้ายิงสังหารจนไม่เหลือรอด
นอกจากนี้ระยะการสอดแนมยังมีจำกัด เซียวอวี๋ได้หยุดพักในที่ที่ยากต่อการค้นหาอย่างเงียบเชียบเป็นเวลาหลายวัน หากพวกเขาเข้าพักแรมในเมืองหรือหมู่บ้าน เช่นนั้นพวกออร์คก็จะเป็นจุดสนใจของชาวบ้าน ซึ่งเซียวอวี๋ก็ย่อมไม่ก่อความผิดพลาดเช่นนั้น
นอกจากนี้ เมื่ออีกฝ่ายอื่นๆต้องการจะเคลื่อนกำลังอีกครั้งก็พบว่าเซียวอวี๋ได้จากไปแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ข่าวเรื่องที่กองทหารม้าสามพันนายถูกกวาดล้างจนสิ้นยังได้แพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว เป็นความจริงที่ทหารม้าเหล่านั้นไม่ได้พกพาสัญลักษณ์หรือธงใดๆและกระทำตัวเยี่ยงกลุ่มโจร แต่กระทั่งคนโง่ก็ยังพอจะคาดเดาที่มาของพวกเขาออก
................................
...............................
มีหน่วยสอดแนมถูกส่งมาตรวจดูเนินที่เกิดการสู้รบระหว่างกองทหารม้าและพวกออร์คของเซียวอวี๋
จะเป็นไปได้อย่างไรที่ออร์คเพียง 500 ตัวจะสามารถเข่นฆ่าทัพม้า 3,000 คนได้โดยปราศจากการสูญเสีย? นอกจากนี้แผนการของเซียวอวี๋ที่เลือกรั้งอยู่ที่นี่ยังทำให้หลายฝ่ายคาดไม่ถึง
หน่วยสอดแนมที่สวมผ้าคลุมสีดำพึมพำออกมา "เขาช่างเป็นศัตรูที่น่ากลัวนัก"
....................................
....................................
แม้ว่าพวกออร์คจะรู้สึกเหนื่อยล้าจากการเดินทางติดต่อกันไม่หยุด แต่ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ศัตรูไม่อาจติดตามเซียวอวี๋ได้ทัน
ตอนนี้เหล่าศัตรูของเขาหมดโอกาศที่ซุ่มโจมตีและไล่ติดตามมาแล้ว
..................................
..................................
พวกเขาอยู่ห่างจากเมืองไลอ้อนราวสองถึงสามวันเมื่อเซียวอวี๋ปล่อยให้ทุกคนได้พักผ่อน จากนั้นพวกเขาก็เริ่มเดินทางอีกครั้งในวันพรุ่ง
พวกออร์คนั้นทรหดอย่างมาก หลังจากที่ได้พักผ่อนไปบ้างแล้ว พวกมันก็ฟื้นฟูพละกำลังกลับมาอีกครั้ง เซียวอวี๋ไม่จำเป็นต้องเกรงกลัวศัตรูอีก อีกฝ่ายย่อมต้องมีจำนวนน้อยกว่าเขาหากว่าไล่ติดตามมา
เซียวอวี๋ทราบว่าไพร่พลทหารทั่วไปย่อมไม่ถูกส่งมาไล่ล่าเขาอีก หากแต่จะเป็นเหล่ามือสังหารที่มีฝีมือฉกาจหรือเหล่าผู้ฝึกยุทธ์ที่เข้มแข็งหากพวกเขามีโอกาศ
ในยามกลางคืน เซียวอวี๋สั่งให้พวกออร์คจุดคบเพลิงไว้ทั่วทั้งค่าย นอกจากนั้นเซียวอวี๋ยังสั่งให้ใช้การโจมตีที่ได้ฝึกซ้อมไว้ใช้รับมือกับเหล่าผู้ฝึกยุทธ์ เขาทราบว่าเปล่าประโยชน์ที่จะให้พวกออร์คต่อสู้กับมือสังหารหรือผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่งในระยะประชิด ดังนั้นเขาจึงได้จัดเตรียมขวานบินเอาไว้มากมาย
คืนนั้น มีมือสังหารและผู้ฝึกยุทธ์ลอบเข้ามาในค่าย เป้าหมายของพวกมันคือการลอบสังหารเซียวอวี๋และฉกชิงลูกมังกรและเอลฟ์สาวของเขา คนเหล่านี้มีเป้าหมายเพียงสามสิ่งดังกล่าวและหลีกเลี่ยงที่จะปะทะกับพวกออร์ค
แต่ที่พวกเขาไม่ทราบก็คือ เซียวอวี๋ได้เตรียมพร้อมเอาไว้อยู่แล้ว เซียวอวี๋อุ้มมังกรน้อยไว้ในวงแขนขณะที่ทิรันด้ายืนเฝ้าระวังอยู่ด้านข้างของรถม้า ด้วยเหตุนั้นขวานบินของพวกออร์คจึงได้ดื่มเลือดจากมอืสังหาร 5 คนและผู้ฝึกยุทธ์อีก 7 คน มีมือสังหารสามคนที่อยู่ในขั้นที่สอง ส่วนที่เหลือนั้นเป็นผู้ฝึกยุทธ์ในขั้นที่สาม
อย่างไรก็ตาม มือสังหารเหล่านี้ไม่ได้เลือกที่จะลงมือทีละคน หากแต่ลงมือพร้อมกันเป็นกลุ่ม ดังนั้นขวานบินในมือของพวกออร์คจึงยิ่งเปล่ง 'อานุภาพ' ของมันได้ดียิ่งขึ้น ความเป็นจริงข้อนี้พิสูจน์แล้วว่าความคิดของเซียวอวี๋ที่ใช้ขวานบินในการรับมือกับพวกผู้ฝึกยุทธ์นั้นได้ผลชะงัดยิ่ง
เหล่าผู้ฝึกยุทธ์นั้นสามารถใช้พลังปราณในการต้านทานขวานเหล่านี้ได้หากว่าพวกเขาอยู่ในขั้นที่สี่หรือห้า แต่ศัตรูระดับนั้นยังคงไม่มีปรากฏออกมาให้เห็น
นอกจากนี้ เซียวอวี๋ยังมีแผนที่จะใช้บาริสต้าทั้ง 50 เครื่องในการรับมือกับผู้ฝึกยุทธ์ขั้นที่สี่หรือห้า หากว่าขวานบินนั้นไม่ได้ผล เช่นนั้นหากเปลี่ยนเป็นฝนหอกเล่า!
ในคืนถัดไป จำนวนของผู้ที่ลอบโจมตีเข้าก็ลดลง ถึงกระนั้น 'ประสิทธิภาพ' กลับเพิ่มขึ้น
ในที่สุดก็มีผู้ฝึกยุทธ์ขั้นที่สี่ปรากฏตัวขึ้นแล้ว!
"นี่ชีวิตเรามีค่าขนาดนี้เลยหรือ...." เซียวอวี๋ได้แต่พึมพำ
ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นที่สี่ผู้นี้อาศัยพลังปราณและความเร็วพุ่งทะยานเข้าหารถม้าของเซียวอวี๋ เขาตวัดดาบชี้ตรงไปยังเซียวอวี๋ อย่างไรก็ตาม เขากลับพบว่าเซียวอวี๋หายตัวไปในฉับพลัน
เขาไม่ได้เพียงหายตัวไปเท่านั้น....หากแต่เป็นการเทเลพอต!
ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นที่สี่รู้สึกถึงลางร้ายเมื่อได้เห็นว่าเซียวอวี๋สามารถใช้เทเลพอตได้
"ชายผู้นี้เป็นใครกันแน่? เหตุใดเขาจึงสามารถใช้เทเลพอต?"
กรอมพุ่งเข้ามาโจมตีใส่ผู้ฝึกยุทธ์ อย่างไรก็ตาม เขายังไม่ใช่คู่มือของผู้ฝึกยุทธ์ขั้นที่สี่รายนี้ ผู้ฝึกยุทธ์ไม่ได้สนใจอีกเมื่อเซียวอวี๋หายตัวไปแล้ว ดังนั้นเขาจึงรีบลงจากรถม้า แต่ก็พบว่าไม่มีผู้ใดเขามาสกัดขวางเขาเลย ตรงกันข้าม ที่นั่นกลับปรากฏเส้นทางหใ้เขาหลบหนีได้โดยสะดวก ผู้ฝึกยุทธ์ไม่ต้องการจะแบกรับความเสี่ยงมากไป ดังนั้นเขาจึงเคลื่อนที่เต็มกำลัง แต่ไม่ช้าเขาก็ได้ยินเสียงกรีดฝ่าอากาศดังขึ้นจากเบื้องหลัง
เขาหันกลับไปมองดูจุดสีดำที่ปกคลุมไปทั่วผืนฟ้า เขาพบว่ามันจบสิ้นแล้ว
ในฐานะผู้ฝึกยุทธ์ขั้นที่สี่แล้ว เขาไม่ได้เกรงกลัวต่อหอกที่ยิงออกมาจากบาริสต้า เขาสามารถเบี่ยงหลบได้ราวหนึ่งถึงสองเล่มขณะที่สามารถตวัดดาบต้านทานได้อีกราวสองถึงสามเล่ม แต่เขาคงไม่อาจต้านทานได้หากมันมีจำนวนหลายร้อย!
"ตัดศีรษะมันลงมาและแขวนไว้ที่หน้ารถม้าของข้า! ให้ผู้คนได้เห็นว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้นหากคิดที่จะลอบสังหารข้า!"
เซียวอวี๋ทราบว่าการลงมือเช่นนี้จะก่อประโยชน์กับเขา ผู้คนส่วนใหญ่ต่างทราบดีว่าผู้ฝึกยุทธ์ขั้นที่สี่นั้นแข็งแกร่งเพียงใด ด้วยเหตุนี้ศัตรูคนอื่นๆจึงล่าถอยออกไปเมื่อได้เห็นฉากที่เบื้องหน้า เงินรางวัลค่าหัวนั้นดึงดูดอย่างยิ่ง หากแต่ชีวิตของพวกมันย่อมต้องสำคัญกว่า!
หลังจากเดินทางอยู่สองสามวันพวกเขาก็เริ่มมองเห็นตัวเมืองไลอ้อนอยู่ไกลๆ
"ในที่สุดก็กลับถึงบ้านแล้ว"
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved