ตอนที่ 210

ติดตามผู้แปลได้ที่ Lazy Meow นิยายแปล

เซียวอวี๋สร้างแฟรี่ดราก้อนเพียง 50 ตัวเพื่อทดลอง เขายังเหลือโควต้านักรบอีก 350 ยูนิต ดังนั้นจึงครุ่นคิดว่าจะสร้างยูนิตอะไรต่อไป

แฟรี่ดราก้อนมีทักษะดังนี้

ระดับ 1: สามารถโจมตีระยะไกลด้วยเวทมนตร์ได้

ระดับ 3: ต้านทานโจมตีของเวทมนตร์ทั้งหมด

ระดับ 6: แฟรี่ดราก้อนสามารถเคลื่อนย้ายไปอีกมิติหนึ่งเพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหาย แต่จะไม่สามารถโจมตีหรือเคลื่อนที่ได้

ระดับ 10: ระเบิดมนตรา แฟรี่ดราก้อนสามารถยับยั้งพลังเวทของอีกฝ่าย เมื่อศัตรูใช้เวทมนตร์ ระเบิดมนตราจะสร้างความเสียหายตอ่ศัตรูอย่างรุนแรง

"โชคดีที่สั่งสร้างไปไม่มาก.....ระเบิดมนตราสามารถใช้ได้ที่ระดับ 10 เฮ้อ คงอีกนาน" เซียวอวี๋รู้สึกเศร้าใจที่ตัดสินใจสร้างแฟรี่ดราก้อน

หลังจากนั้นเขาจึงเปลี่ยนไปตรวจสอบทักษะของดรูอิดแห่งทารอนและยักษ์ศิลา

ทักษะของดรูอิดแห่งทารอนมีดังนี้

ระดับ 1: การโจมตีระยะไกลด้วยเวทมนตร์

ระดับ 3: แฟรี่ไฟจะสร้างความเสียหายให้กับศัตรูและเปิดเผยตำแหน่งศัตรูที่พรางตัว

ระดับ 6: ดรูอิดสามารถแปลงกายเป็นอีกา

ระดับ 10: ไซโคลน ดรูอิดจะใช้เวทมนตร์สร้างพายุเฮอร์ริเคนพัดศัตรูขึ้นไปบนอากาศ ศัตรูจะสูญเสียการเคลื่อนไหวและความสามารถในการโจมตี

ทักษะของยักษ์ศิลามีดังนี้

ระดับ 1: ต่อสู้พื้นฐาน

ระดับ 3: ยั่วยุ ศัตรูทั้งหมดที่อยู่ใกล้เคียงจะหันมาโจมตียักษ์ศิลา

ระดับ 6: ผิวแข็งแกร่ง ผิวของยักษ์ศิลาจะแข็งแกร่งและทนทานขึ้น ความต้านทานเวทมนตร์จะมากขึ้น

ระดับ 10: ยักษ์ศิลาจะถอนดึงต้นไม้ออกมาใช้เป็นอาวุธ

เมื่อได้เห็นทักษะของยักษ์ศิลาและดรูอิดแห่งทารอนเซียวอวี๋ก็รู้สึกพอใจมาก เขาคิดว่ายูนิตทั้งสองจะต้องมีบทบาทสำคัญในอนาคต นอกจากนี้พวกยักษ์ศิลาที่แข็งแกร่งจะสร้างความได้เปรียบภายในสนามรบ ทั้งสองต่างเป็นยูนิตที่ยอดเยี่ยม

เซียวอวี๋เตรียมการจะโจมตีดินแดนของโซโลมอนหลังจากที่อัลม่าและศิษย์ของสถาบันอัศวินและเวทมนตร์เตรียมตัวเดินทางกลับ เซียวอวี๋ได้มอบวัสดุอันล้ำค่ามากมายให้กับอัลม่า ทั้งยังมอบชุดเกราะเวทเซ็ตที-สองซึ่งทำให้อัลม่าตื่นเต้นอยู่เนิ่นนาน

เซียวอวี๋ยังใจกว้างกับศิษย์ของทั้งสองสถาบันจากเมืองไชน์ เขาได้มอบทั้งเหรียญทองและสิ่งของออกไปมากมาย เหล่าศิษย์ต่างทราบแก่ใจว่าหากไม่เป็นเพราะเซียวอวี๋ บางทีพวกเขาอาจจะต้องทิ้งสังขารอยู่ในเทือกเขาอัลคาเกน พวกเขาคงไม่ได้รับอะไรเลย ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงว่าการเดินทางในครั้งนี้พวกเขายังได้ประสบการณ์ซึ่งทำให้พวกเขาแข็งแกร่งขึ้น

เซียวอวี๋สามารถเอาชนะเหล่าศิษย์ทั้งหลายได้ในระหว่างการเดินทางนั้น เขาเป็นผู้นำที่ใส่ใจผู้ใต้บังคับบัญชา พวกเขาต่างคิดว่าเซียวอวี๋เป็นผู้นำที่ควรค่าต่อการเชื่อใจ

พวกเขาส่วนใหญ่ได้ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าหลังจากจบารศึกษาแล้วจะต้องเข้าร่วมกับเซียวอวี๋ แม้ว่าตอนนี้อำนาจของเซียวอวี๋จะยังมีไม่มากนัก ทว่าทั้งหมดต่างรู้ดีว่าเซียวอวี๋มีอนาคตอันยาวไกล

หลินมู่เสวี่ยและมู่หานเองก็ต้องกลับไปร่ำเรียนเช่นกัน เซียวอวี๋ได้มอบสมบัติและสิ่งของล้ำค่าอีกไม่น้อยให้กับพวกนาง เหล่าพี่สะใภ้เองก็มอบกล่องเพชรนิลจินดาไปอีกไม่น้อย เซียวอวี๋จัดทัพอัศวิน 100 นายและลีอาตามคุ้มครองส่งพวกนางกลับ ยิ่งไปว่านั้นเขายังให้ยืมรถม้าคันหรูเพื่อให้พวกนางใช้เดินทางอย่างสะดวกสบาย

เซียวอวี๋และหลินมู่เสวี่ยต่างรู้สึกไม่เต็มใจที่จะต้องแยกจากกันหลังจากได้รู้จักทำความเข้าใจกับในช่วงที่ผ่านมา กระนั้นทั้งคู่ต่างก็ทราบว่าไม่มีทางเลือกอื่นอีก หลินมู่เสวี่ยยังต้องกลับไปเรียนต่อ แต่อีกไม่กี่ปี พวกเขาก็จะได้แต่งงานกัน

หลินมู่เสวี่ยกุมมือของเซียวอวี๋ขณะที่บอกเล่าเรื่องราวของนาง เซียวอวี๋ก็คอยรับฟังและผงกศีรษะด้วยท่าทางจริงจัง แต่ความจริงแล้วเซียวอวี๋ได้ปล่อยใจล่อลอยจนลืมเลือนสิ่งที่นางกล่าวจนเกือบหมด สุดท้ายเซียวอวี๋ก็ส่งหลินมู่เสวี่ยขึ้นรถม้าจากไป

มู่หลิงพร้อมด้วยอาจารย์และสหายของเขาล้วนจากไปเช่นกัน พวกเขาได้รับการต้อนรับขับสู้จากเซียวอวี๋ ดังนั้นพวกเขาจึงรู้สึกดีต่อลอร์ดผู้นี้

ศิษย์จากสถาบันอื่นๆต่างรู้สึกอิจฉาเพราะพวกศิษย์จากเมืองไชน์สามารถนำเรื่องราวไปคุยโอ้อวดกลับผู้อื่นได้ ในขณะที่พวกเขาไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน พวกศิษย์จากเมืองไชน์ทั้งได้เข้านครทมิฬ กำจัดอันเดดและสัตว์อสูรระดับสูงนับไม่ถ้วน

แม้กระนั้นกพวกมู่หลิงก็เกิดการสูญเสียไปไม่น้อยหลังจากเข้าสู่เทือกเขาอัลคาเกน ส่วนใหญ่ต่างตกตายตั้งแต่ยังไม่ได้เข้าสู่ส่วนลึกของเทือกเขา พวกเขาทำได้เพียงล่าสัตว์อสูรระดับต่ำ

อันที่จริง อัลม่าเองก็คงเลือกพาศิษย์ของตนกลับหากไม่ใช่เพราะเซียวอวี๋ เป็นเพราะพวกเขาเลือกเดินทางไปกับเซียวอวี๋ พวกเขาจึงประสบความสำเร็จอย่างมาก

ศิษย์และอาจารย์จากสถาบันอื่นๆส่วนใหญ่แล้วล้วนต้องกลับบ้านมือเปล่า

แล้วนี่จะไม่ให้พวกเขารู้สึกอิจฉาได้อย่างไร?

สิ่งของและสมบัติมีค่าเทียบไม่ได้กับประสบการณ์ที่พวกศิษย์และอาจารย์จากสองสถาบันของเมืองไชน์ได้รับ ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขายังได้พบกับชนเผ่าเอลฟ์ในตำนาน ได้สำรวจนครทมิฬ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุดที่พวกเขาจะจดจำไปตลอดชีวิตในฐานะนักผจญภัย ความแข้งแกร่งของพวกเขายังเพิ่มพูนขึ้นอีกมากหลังผ่านการต่อสู้อย่างโชกโชน

มู่หลิงรู้สึกเลื่อมใสเซียวอวี๋มากยิ่งขึ้นไปอีก พวกศิษย์จากเมืองไชน์ได้บอกเล่าเรื่องราวความกล้าหาญของเซียวอวี๋ เขาเป็นผู้นำที่แข็งแกร่งและชาญฉลาด พวกเขาต่างเล่าว่าเซียวอวี๋กระทั่งกล้าล่วงเกินตระกูลเคนเนดี้เพื่อปกป้องคนของเขา

ในคราแรกพวกศิษย์จากเมืองอื่นๆต่างไม่เชื่อถือ ทว่าเมื่อพวกเขาต่างหยิบนำไอเทมเวท น้ำยามานาและสิ่งของอื่นๆออกมาทั้งหมดก็ทำได้เพียงปิดปากเงียบ กระทั่งระดับอาจารย์ก็ยังไม่ได้รับสิ่งของล้ำค่าเช่นนี้

เซียวอวี๋ไม่ได้ละเลยมู่หลิง เขามอบเหรียญทองจำนวนหนึ่งให้มู่หลิงเอาไว้จับจ่ายใช้สอยตอนที่อยู่ที่สถาบัน เขายังมอบสิ่งของเล็กๆน้อยๆให้กับเหล่าอาจารย์และสหายของมู่หลิงด้วย

ครึ่งเดือนผ่านไป พวกนักผจญภัยก็เดินทางออกจากเมืองไลอ้อนไปแล้วเกือบทั้งหมด ทว่าก็ยังมีบางส่วนที่ยังไม่ได้จากไป คนเหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วล้วนต้องทอดร่างอยู่ในเทือกเขาอัลคาเกนอย่างไม่มีวันกลับ

เซียวอวี๋กำลังหารือกับหัวหน้าทหารฮุ่ยและมู่หลี่ในการบุกโจมตีดินแดนของโซโลมอน พวกเขาวางแผนที่จะใช้พวกยักษ์ศิลา เครื่องมือตีเมืองและอื่นๆ เซียวอวี๋ต้องการเตรียมการให้พร้อมที่สุดเพื่อที่จะสามารถลงมือสำเร็จในครั้งเดียว

......................................

......................................

ในเวลาเดียวกันพวกเขาก็ไม่ทราบว่ามีกลุ่มคนลึกลับเดินทางเข้าสู่ดินแดนของโซโลมอนแล้ว คนเหล่านี้ต่างสวมใส่ผ้าคลุมสีดำ ใบหน้าของพวกเขาถูกซ่อนเอาไว้ภายใต้หน้ากากเผยให้เห็นเพียงดวงตา

บิดาของแคร์รี่ โซโลมอนกำลังเดินไปมาอยู่ภายในห้องทำงานขณะขบคิดหาวิธีแก้ไขปัญหาที่ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ดในขณะนี้ ตอนนั้นเองชายสวมผ้าคลุมดำผู้หนึ่งก็พลันปรากฏตัวออกมาจากที่ใดก็ไม่ทราบ โซโลมอนก้าวถอยหลังอย่างตกตะลึง "เจ้าเป็นใคร?"

ชายคนนั้นตอบด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง "ไม่สำคัญว่าข้าเป็นใคร ข้าทราบว่าดินแดนของเจ้ากำลังประสบปัญหาอย่างหนักหน่วง ขุมกำลังที่คอยหนุนหลังข้าอยู่สามารถช่วยแก้ไขมันให้เจ้าได้ เงื่อนไขมีเพียงเจ้าจะต้องภักดีต่อพวกเรา"

โซโลมอนทราบดีว่าชายที่สามารถปรากฏกายที่เบื้อหน้าเขาได้โดยไม่รู้สึกตัวนั้นสามารถฆ่าเขาได้อย่างง่ายดาย แน่นอนว่าเขาย่อมไม่คิดแส่หาที่ตาย เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง "ข้ากำลังเผชิญปัญหา แต่ข้าไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือจากใคร หากเจ้ามาเพื่อแสวงหาความร่วมมือ เช่นนั้นพวกเราก็สามารถพูดคุยกันได้"

ชายลึกลับแค่นเสียง "เจ้าคิดว่าในสถานการณ์เช่นนี้เจ้ายังจะต่อรองได้อีกหรือ? เจ้าไม่มีค่าพอด้วยซ้ำ! ทางเลือกของเจ้ามีเพียงก้มหัวรับใช้พวกเราหรือรอรับความโกรธเกรี้ยวจากลอร์ดของดินแดนไลอ้อน ข้าสามารถบอกได้เลยว่าเจ้าย่อมไม่มีอำนาจไปต่อกรกับพวกมันได้"

"ก็จริงที่ลอร์ดของดินแดนไลอ้อนนั้นแข็งแกร่ง ทว่าพวกมันถนัดในการตั้งรับ พวกออร์คที่ทรงพลังก็มีจำนวนไม่มาก"

โซโลมอนยังคงกล่าวต่อ "นั่นเป็นจุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของเซียวอวี๋ หากว่ามันเลือกพาพวกออร์คมาโจมตีข้า เช่นนั้นมันก็จะพบกับความพ่ายแพ้ ข้าไม่เชื่อว่ามันจะสามารถเอาชนะกองทัพหลายหมื่นของข้าได้ด้วยพวกออร์คเพียง 100 ตัว!"

ชายลึกลับยิ้มเยาะ "เจ้าโง่! เจ้าคิดว่ามันสามารถเอาชนะสุบารุได้ด้วยออร์คเพียง 100 ตัวงั้นหรือ? เจ้าคิดว่ามันจะโจมตีเจ้าโดยไม่พิจารณาสถานการณ์ก่อนรึ? ข้าจะแสดงข้อเสนอช่วยเหลือเจ้าก่อน....ถึงตอนนั้นค่อยปฏิเสธก็ยังไม่สาย...จงรับฟังเสีย"

หลังจากนั้นชายลึกลับก็เริ่มแสดงรายการเงื่อนไขและความช่วยเหลือต่างๆ

โซโลมอนยืนเงียบงันอยู่เนิ่นนานหลังจากได้ฟัง

"เจ้าว่าอย่างไร? ไม่เพียงแต่ได้ล้างแค้นเซียวอวี๋และดินแดนของมัน...เจ้ายังจะกลายเป็นกษัตริย์แห่งแดนพายัพ ทั้งหมดนี้มีเงื่อนไขเพียงหนึ่งข้อ....นั่นคือภักดีต่อเรา" ชายลึกลับกล่าวเสนอทุกสิ่งทุกอย่างที่โซโลมอนจะได้รับหลังจากภักดีต่อพวกเขา

"เจ้าทำไปเพื่ออะไร? แบบใดที่เรียกว่าจงรักภักดี?" โซโลมอนย่อมไม่ใช่คนโง่ เขารู้ว่ามันย่อมมีจุดประสงค์แอบแฝงอยู่

มีหลายสิ่งที่เขาจะได้รับ ดังนั้นอีกฝ่ายจึงเรียกร้องให้เขาภักดีโดยสมบูรณ์ นั่นหมายความหากเขาฝ่าฝืนคำสั่งของอีกฝ่ายแม้เพียงน้อยนิด ตำแหน่งของเขาคงจะมีคนมาแทนที่ไปในทันที

ตั้งแต่ที่ชายลึกลับผู้นี้สามารถมอบสิ่งของได้มากมายถึงเพียงนั้น เช่นนั้นการลงมือสังหารเขาย่อมไม่ลำบากกินแรง ดูเหมือนว่าเขาจะไม่มีทางเลือกอื่นตั้งแต่เริ่มแล้ว...........