ตอนที่ 98

ติดตามผู้แปลได้ที่ Lazy Meow นิยายแปล

เออร์วินจากไปในขณะที่เซียวอวี๋ยังคงรื้อรั้วออกมา เออร์วินไม่ทันได้สังเกตุเห็นว่าพวกทาสออร์คได้ใช้น้ำยาฟื้นฟูจนฟื้นคืนพละกำลังมาส่วนหนึ่งแล้ว นอกจากนี้เซียวอวี๋ยังได้สั่งให้พวกมันแสร้งแสดงท่าทีอ่อนแรงเพื่อตบตาศัตรู อีกทั้งใบหน้าที่เต็มไปด้วยอารมณ์โกรธของเซียวอวี๋ยังแสดงออกไปได้สมจริงยิ่ง

"เจ้าคิดว่าเป็นผู้เดียวที่สามารถโกงได้หรือ เด็กน้อยเอ๋ย เจ้ายังมีเล่ห์เหลี่ยมไม่พอ!"

หลังจากรื้อถอนรั้วออกไปพักใหญ่ พวกออร์คต่างก็ถือท่อนไม้เอาไว้ในมือ

เซียวอวี๋จดจำวลีมีชื่อของท่านกิมย้งได้ทันทีที่มองเห็นพวกออร์คต่างถือท่อนไม้ไว้ในมือ "กระบี่อยู่ที่ใจ หากเยี่ยมยุทธแล้วไซร้ แม้กิ่งไผ่ก็ยังไร้เทียมทาน"

เซียวอวี๋ปล่อยให้พวกมันนั่งลงพักผ่อนหลังจากรื้อรั้วออกเรียบร้อยแล้ว หลังจากนั้นเขาจึงสั่งให้กรอมแจกน้ำยาเสริมความแข็งแกร่งและความคล่องตัวแก่พวกออร์คก่อนที่พวกเขาจะเข้าสู่โคลอสเซียม เขาจะต้องเป็นฝ่ายชนะไม่ว่าจะต้องจ่ายออกไปเท่าใดก็ตาม

ไม่นานนักเออร์วินก็ส่งคนมาชักนำเขาเข้าสู่สนามต่อสู้

แอนโทนีดาส ลีอาและซีเหวินคอยชมการต่อสู้อยู่ด้านบนขณะที่เซียวอวี๋ ทิรันด้า กรอมและมังกรน้อยเดินนำพวกออร์คเข้าสู่สนาม

"ทุกอย่างเรียบร้อยดีหรือไม่" เสียงของดยุคซิมกล่าวถามออกมาขณะที่เขาได้ยินเสียงฝีเท้าจากทางด้านหลัง มีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้าของเออร์วินขณะที่เขานึกถึงท่าทีอันโกรธเกรี้ยวของเซียวอวี๋

"ท่านพ่อ ข้าได้ใช้ตัวยาพิเศษซึ่งจะทำให้ลดความแข็งแกร่งของพวกมันราว 7 ส่วน มันคงจะน่าเบื่อเกินไปหากพวกมันไม่อาจรับการจู่โจมจากเราได้แม้แต่หนเดียว" เออร์วินกล่าวออกมาด้วยความภาคภูมิใจกับผลงานของเขา

"สิ่งที่น่ารังเกียจที่สุดของเจ้าคือสามารถทำให้ผู้อื่นคิดว่าเจ้านั้นเที่ยงธรรมในขณะเจ้าคดโกงต่อพวกมันเรียบร้อยแล้ว" ดยุคซิมพึงพอใจต่อบุตรชายยิ่ง

ผู้บรรยายเริ่มกล่าวถ้อยคำปลุกเร้าขณะที่เวทมนตร์ช่วยขยายเสียงของเขาให้ได้ยินทั่วทั้งโคลอสเซียม

ทุกคนต่างจดจ่อเฝ้ารอการปรากฏตัวของหน่วยยมทูต กองทหารเลื่องชื่อแห่งประเทศคาห์น คู่ต่อสู้ของพวกเขาคือ ออร์ค เผ่าพันธุ์นักรบที่ทรงพลังที่สุดบนทวีป!

ทั้งสองฝ่ายต่างเดินเข้ามาภายในสนาม

เซียวอวี๋เดินนำพวกออร์คออกมาจากประตูเข้าสู่สนามต่อสู้ ผู้ชมต่างโห่ร้องออกมาราวกับคุ้มคลั่ง พวกเขาได้ชมเพียงออร์ค 5 ตนเอาชนะสัตว์อสูรขั้นที่สองถึงสองตัวในคราเดียวไปเมื่อไม่กี่วันก่อน พวกเขาต่างพูดคุยกันอย่างตื่นเต้นที่จะได้เป็นสักขีพยานในศึกที่ดุเดือดนี้

...................................

...................................

ว่ากันว่าตั๋วเข้าชมในครั้งนี้มีราคาสูงกว่า 1,000 เหรียญทองเสียอีก

ขุนนางที่มาร่วมอวยพรวันเกิดครบรอบ 60 ปีของดยุคซิมและเทศกาลดอกไม้ต่างเข้ามาชมการต่อสู้ในครั้งนี้ ขุนนางเหล่านี้สนใจสิ่งใดที่สุดน่ะหรือ? มันก็คือ 'หน้าตา' พวกเขาคงไม่มีหน้าตาไปพบปะกับขุนนางคนอื่นๆหากว่าพวกเขาไม่ได้เป็นสักขีพยานในการต่อสู้ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนี้ ด้วยเหตุนี้จึงไม่แปลกที่ราคาตั๋วเข้าชมจะสูงถึงเพียงนี้

นอกจากราคาของตั๋วแล้ว การเดิมพันเองก็ดุเดือดไม่แพ้กัน ผู้คนส่วนใหญ่ต่างลงเดิมพันฝั่งหน่วยยมทูตของประเทศคาห์น ทุกคนล้วนเคยได้ยินได้ฟังเรื่องราวเกี่ยวกับพวกเขา ทราบว่าหน่วยยมทูตเคยเอาชนะศัตรูที่มีมากกว่าถึงสิบเท่าลงได้ พวกเขายังเคยได้ยินเกี่ยวกับความกล้าหาญของเหล่าออร์ค แต่ขุนนางและนักพนันที่มีไหวพริบต่างทราบว่าดยุคซิมจะต้องมั่นใจในชัยชนะ

ด้วยเหตุนี้เองอัตราต่อรองจึงได้กลายเป็นหนึ่งต่อสิบ คงไม่จำเป็นต้องกล่าวว่าฝ่ายใดมีอัตราสิบจ่ายหนึ่ง

.....................................

.....................................

เซียวอวี๋ทราบดีว่าโอกาศที่จะกอบโกยเงินทองได้มาถึงแล้ว ดังนั้นเขาจึงใช้เงินทั้งหมดลงเดิมพันกับฝ่ายของเขา เขาไม่เพียงทุ่มเหรียญทองที่เขามีอยู่ออกไปเท่านั้น แต่ยังใส่รถม้าคันหรูและม้าเปกาซัส 8 ตัวที่รวมราคาได้ 500,000 เหรียญทองเข้าไปด้วย อีกทั้งยังมีสร้อยคอหยาดน้ำตาของเทพธิดาราคาอีก 100,000 เหรียญทอง

หากว่าเขาชนะในศึกนี้ เขาจะกลายเป็นมหาเศรษฐีในชั่วข้ามคืน แต่หากพ่ายแพ้กลับมาล่ะก็ เขาคงต้องกลายเป็นของทานที่เดินเท้าเปล่ากลับเมืองไลอ้อน ท้ายที่สุดเซียวอวี๋ก็ลงเดิมพันลงไปทั้งหมด 800,000 เหรียญทอง

เขารู้ประหลาดใจกับทรัพย์สินของตัวเองเล็กน้อย ในอดีตเขาต้องออกปล้นตามค่ายโจรเพื่อรวบรวมเหรียญทองแต่เก็บรวบรวมสมบัติอื่นๆเอาไว้ เขาไม่คิดว่าพวกมันจะมีราคาค่างวดมากถึงเพียงนี้ ในกรณีที่เขาเป็นฝ่ายชนะ เขาจะได้รับเงินกลับมากว่าแปดล้านเหรียญทอง

"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า....แปดล้านเหรียญทอง! นายท่านผู้นี้จะกลายเป็นเศรษฐีแล้ว" เซียวอวี๋ฝันหวานถึงเงินที่กำลังจะกลายเป็นของเขา

..................................

..................................

ในเวลาเดียวกัน หน่วยยมทูตก็ตบเท้าเข้าสู่สนามจากประตูฝั่งตรงข้าม

พวกเขาต่างสวมใส่เกราะเหล็กสีดำขณะที่มือถือโล่ที่หนาหนักเอาไว้ การก้าวเท้าของพวกเขาเป็นระเบียบเรียบร้อยพร้อมเพรียง ทุกๆจังหวะก้าวเท้าได้ทำให้เกิดการสั่นสะเทือนราวกับมีสัตว์ขนาดใหญ่กำลังก้าวเท้าของมัน

ผู้ชมกลายเป็นตื่นเต้นอย่างที่สุด พวกเขาเริ่มส่งเสียงโห่ร้องอย่างบ้าคลั่ง

.................................

.................................

เซียวอวี๋พบว่าไม่เพียงมีไพร่พลเกราะหนัก 500 นายเท่านั้น หากแต่ยังมีทหารม้า ไพร่พลทหารราบจัดรูปขบวนขนาบอยู่ด้านข้าง พวกเขามีกันราว 200 นาย

"นี่มันเรื่องบัดซบใดกัน? ไม่ได้ตกลงกันว่าจะมีทหารเกราะหนัก 500 นายหรอกหรือ เหตุใดจึงยังมีทหารเพิ่มมาอีก 200 นาย?" เซียวอวี๋สบถออกมา

อัศวินที่อยู่บนหลังม้าฝั่งตรงข้ามตอบกลับมา "ดยุคอวี๋ ย่อมเป็นธรรมดาที่ไพร่พลเกราะหนักจะได้รับความคุ้มครองทั้งสองฟากข้างโดยทหารม้าและทหารราบ! เหตุใดท่านจึงกล่าวราวกับว่าท่านเออร์วินคดโกงท่านกันเล่า?"

"ฝากข้อความไปให้เออร์วิน.....ข้าจะถล่มมารดาเจ้า!" เซียวอวี๋กล่าวออกมาด้วยความเย็นชา

อัศวินนั้นตอบกลับ "ดยุคอวี๋ ข้าไม่คาดคิดว่าท่านจะประพฤติตนราวกับชนชั้นต่ำเช่นนี้ได้! อ่า แต่นี่ไม่เป็นไร ข้าจะใช้หน่วยยมทูตขอข้าสั่งสอนมารยาทที่ชนชั้นสูงพึงมีให้เอง!"

"ข้าจะถล่มมารดาเจ้าด้วย! เจ้ากล้าที่จะสั่งสอนข้างั้นหรือ?"

เซียวอวี๋ไม่ได้ใจเย็นลงหลังจากด่าทออีกฝ่าย

ใบหน้าของอัศวินนั้นกลายเป็นขาวซีดขณะมองเห็นใบหน้าที่ดุร้ายของเซียวอวี๋ เขาทราบสถานการณ์ดีจึงหันหัวม้ากลับไปยังกองกำลังของเขา เขารู้ว่าเปล่าประโยชน์ที่จะโต้เถียงกับเซียวอวี๋ เขาจะใช้การต่อสู้นี้มอบบทเรียนอันแสนวิเศษต่อเซียวอวี๋เอง!

เซียวอวี๋ถ่มน้ำลายออกมาขณะที่อัศวินนายนั้นหันหลัง น้ำลายของเขาตกลงบนต้นคอของอัศวิน เซียวอวี๋ชูนิ้วเป็นรูปตัววี(V) ก่อนจะหันหลังกลับไปยังฝั่งของเขา

อัศวินลุกโชนไปด้วยโทสะเมื่อพบว่าต้นคอของเขาแปดเปื้อนน้ำลาย เขาต้องการจะประลองตัวต่อตัวกับเซียวอวี๋

"ท่านแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน! เหล่าแขกอันทรงเกียรติของเมืองเบงกอล! พวกท่านต่างมาที่นี่เพื่อเข้าร่วมชมเทศกาลดอกไม้และงานวันเกิดของท่านลอร์ดพวกเรา ท่านแกรนดยุคแห่งตระกูลราฮีม ท่านดยุคซิม! นี่เป็นงานที่ถูกจัดขึ้นเป็นพิเศษ! คอยจับตาชมให้ดี ท่านจะได้เป็นสักขีพยานในเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว!"

ผู้บรรยายกล่าวด้วยน้ำเสียงปลุกเร้าเพื่อกระตุ้นอารมณ์ร่วมของผู้ชมขึ้นมา

มีบางคนในหมู่ผู้ชมลุกขึ้นส่งเสียงเชียร์ออกมาเสียงดัง กระทั่งเหล่าหญิงชนชั้นสูงเองก็ไม่มีข้อยกเว้น!

ปัง! ปัง! ปัง!

หน่วยยมทูตเริ่มเดินขบวนเพื่อรับเสีนงเชียร์จากเหล่าผู้ชม พวกเขาเคาะโล่ที่อยู่ในมือขณะที่ก้าวเท้าอย่างเป็นจังหวะ

ผู้ชมต่างตะโกนเชียร์ออกมาสุดเสียงขณะที่ชมการเดินขบวนอันน่าเกรงขามของหน่วยยมทูต

ในขณะที่ออีกด้านหนึ่ง พวกออร์คต่างมีท่าทีที่ผิดปกติ พวกมันไม่แม้กระทั่งคำรามออกมา หากแต่ยืนนิ่งขณะที่กำท่อนไม้เอาไว้ในมือ

แกรนดยุคซิมพยักหน้าด้วยความพึงพอใจขณะรับชมฉากที่เบื้องหน้า

ดูเหมือนว่าสภาวะอันเกรียงไกรของหน่วยยมทูตจะสะกดข่มพวกออร์คจนขวัญหนีดีฝ่อเสียแล้ว พวกมันราวกับเป็นสุนัขบ้านที่เชื่องเชื่อ!

ผู้บัญชาการกองกำลังส่งสัญญาให้หยุดลงเมื่อหน่วยยมทูตได้มาอยู่ที่กึ่งกลางสนามต่อสู้แล้ว

ไพร่พลหน่วยยมทูตราวกับเป็นกำแพงเหล็กแถวหนึ่งที่ไม่อาจพังทลายลงได้!

ผู้บรรยายส่งสัญญาณให้ผู้ชมเงียบเสียงลง เขาสอบถามความพร้อมของทั้งสองฝ่าย โดยปกติแล้วจะไม่มีพิธรการเช่นนี้ หากว่าเป็นการต่อสู้ระหว่างสัตว์อสูรกับนักสู้กลาดิเอเตอร์

อย่างไรก็ตาม ด้านหนึ่งเป็นหน่วยยมทูตอันเกรียงไกร อีกทั้งนี่ยังไม่ใช่การต่อสู้ดาษดื่นทั่วไป หากแต่เป็นการประลอง!

เหล่าไพร่พลต่างตะโกนออกมาขณะที่เสียงของพวกเขาสะท้อนอยู่ในโคลอสเซียมเป็นเวลานานขณะที่พวกเขาตอบคำถามของผู้บรรยาย เด็กหญิงและหญิงสาวต่างหลงใหลไปกับเสียงที่น่าเกรงขามของพวกเขา

เซียวอวี๋ยกชูฝ่ามือของเขาขึ้นก่อนที่จะลดนิ้วลงเหลือนิ้วกลางเพียงนิ้วเดียวขณะที่ผู้บรรยายเอ่ยถาม

"เขาไม่ได้รับการสั่งสอนเรื่องมารยาทมาหรือ? เขาใช่ขุนนางจริงหรือไม่? ใช่ดยุคจริงหรือไม่? เหตุใดจึงแสดงท่าทีเช่นนั้นออกมา?" ผู้คนต่างพูดคุยเกี่ยวกับการแสดงออกของเซียวอวี๋ด้วยเสียงอันดัง

อย่างไรก็ตาม เซียวอวี๋ยังคงยืนนิ่งไม่สะทกสะท้าน เขายกยิ้มมุมปากราวกับเขาเพิ่งทำการแสดงโชว์อันยอดเยี่ยมออกไปทังยังพึงพอใจกับมัน

ใบหน้าของไพร่พลหน่วยยมทูตเต็มไปด้วยโทสะ พวกเขาใคร่ที่จะใช้อาวุธในมือฉีกเซียวอวี๋และพวกออร์คเป็นชิ้นๆ

"ในเมื่อทั้งสองฝ่ายต่างพร้อมแล้ว เช่นนั้นข้าก็ขอประกาศว่าการประลองได้เริ่มต้นแล้ว!" ผู้บรรยายกล่าวเปิดการประลองด้วยเสียงอันดัง

เฮ~~

ผู้บัญชาการส่งสัญญาณให้กองกำลังเคลื่อนตัวเข้าหาพวกออร์ค

"ขยี้พวกมันให้ราบ! แยกพวกมันเป็นชิ้นๆ!"

"พวกเจ้าล้วนเป็นวีรบุรุษของเผ่าพันธุ์มนุษย์! จงสังหารพวกสัตว์เดรัจฉานนั้นเสีย!"

โอ้วว~~

"เหล่านักรบที่กล้าหาญเอ๋ย! จงใช้คมเคียวและคมหอกชโลมผืนดินด้วยเลือดของพวกออร์ค เพื่อเกียรติยศ!"

"เพื่อเกียรติยศ!"

................................

................................

ตึง ตึง ตึง

หน่วยยมทูตก้าวเท้ามุ่งเข้าหาศัตรู ทุกคนต่างเฝ้ารอการปะทะที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกชั่วอึดใจข้างหน้า พวกเขาต่างจินตนาการถึงเลือดและเนื้อของพวกออร์คที่อาบชโลมย้อมผืนดินจนแดงฉาน

พวกออร์คยังคงยืนอยู่กับที่โดยปราศจากความเคลื่อนไหว ดูราวกับว่าพวกมันได้ละทิ้งความตั้งใจที่จะต่อสู้และความกล้าหาญไปแล้ว ผู้ชมเริ่มเกิดความกังวลขึ้นมา พวกเขากลัวจะไม่ได้เห็นการต่อสู้อันดุเดือด! พวกเขาหวังจะได้เห็นความกล้าหาญของพวกออร์คดังเช่นครั้งที่แล้ว มิฉะนั้นมันคงน่าเบื่ออย่างมากหากหน่วยยมทูตจะเข่นฆ่าอยู่ฝั่งเดียว

เซียวอวี๋มองไปยังกองกำลังที่เบื้องหน้าก่อนจะแหงนหน้าหัวเราะออกมา เขาหันกลับไปตะโกนต่อพวกออร์ค "จงฟังคำสั่งข้า! จัดแถวสี่แถว! พวกเราจะวิ่งด้วยจังหวะ หนึ่ง สอง หนึ่ง หนึ่ง สอง หนึ่ง! พวกเจ้าใส่ใจต่อสายตาอันดูถูกเหล่านั้นหรือ? ข้านั้นไม่เลย....ช่างพวกมันสิ! ไม่จำเป็นต้องวิ่งให้ไว นั่นจะทำให้เราหมดสิ้นเรี่ยวแรงเสียเปล่า เพียงติดตามข้ามา! การวิ่งจะช่วยเสริมสุขภาพ! เอ้า หนึ่ง สอง หนึ่ง.....หนึ่ง สอง หนึ่ง..."

ผู้ชมต่างกำลังจินตนาการถึงเลือดที่อาบย้อมชุดเกราะของกองกำลังยมทูต อย่างไรก็ตาม พวกเขาเกือบจะล้มทั้งยืนหลังจากได้เห็นการกระทำของเซียวอวี๋

พวกออร์คเริ่มต้นวิ่งไปยังขอบของสนามอย่างเชื่องช้าโดยมีเซียวอวี๋วิ่งนำอยู่เบื้องหน้า

นี่ราวกลับว่าพวกมันกำลังจัดแถวเพื่อออกซ้อมวิ่งในยามเช้า

พวกออร์คนั้นวิ่งไปราวกับไม่มีกองกำลังหน่วยยมทูตอยู่ในสนาม ราวกับว่าพวกมันไม่ได้มาที่นี่เพื่อต่อสู้แต่อย่างใด หากแต่มาวิ่งเพื่อสุขภาพ!

"หนึ่ง สอง หนึ่ง สอง...." เซียวอวี๋ตะโกนออกมา เขาราวกับเป็นครูฝึกทหารที่นำนักเรียนออกมาวิ่งในยามเช้า

ใครจะไปสนใจพวกงี่เง่าที่อยู่กลางสนามกันเล่า? ไม่เห็นหรือว่าบิดากำลังวิ่งอยู่?

ทั้งโคลอสเซียมกลายเป็นเงียบสงัดเมื่อได้เห็นฉากที่ปรากฏอยู่นี้ นี่อยู่นอกเหนือความคาดหมายของผู้คน! พวกเขาคิดว่าเลือดจะเจิ่งนองไปทั่วสนามรบ แต่ที่พวกเขาได้เห็นกลับเป็นการบริหารร่างกาย!

ดยุคซิมลุกพรวดขึ้นจากที่นั่งเมื่อได้เห็นเหตุการณ์กลับเป็นเช่นนี้ แก้วไวน์ในมือของเขาถูกบดขยี้เป็นชิ้นๆจากแรงบีบอัน ใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำขณะมองดูเซียวอวี๋ เขายืนอยู่อย่างนั้นเป็นเวลานาน

หวังเทียนหู่เองก็ลุกขึ้นยืนและมองไปยังสนาม "เขาช่างสมเป็นบุตรชายของเซียวซานเทียน! บิดาพยัคฆ์ย่อมไม่ให้กำเนิดลูกสุนัข! ช่างโชคดีที่ข้ายังไม่แตกหักกับเขา นี่ยังเหลือหนทางสำหรับการเจรจาอยู่...."