ตอนที่ 174

ติดตามผู้แปลได้ที่ Lazy Meow นิยายแปล

ขณะที่เซียวอวี๋กำลังจัดการแก้ปัญหาการทะเลาะวิวาทในที่หนึ่งอยู่ เขาก็ได้ยินว่ามู่หลิงเทียน พี่ชายของมู่หานและบุตรชายของมู่หลี่นั้นกลับมาแล้ว เซียวอวี๋คนเก่านั้นถูกมู่หลิงเทียนทุบตีในเมืองฮุ่ยเมื่อตอนที่เขาไปลวนลามหญิงสาวนางหนึ่ง อย่างไรก็ตาม เซียวอวี๋ไม่ได้พบกับเขาอีกนับตั้งแต่เขาออกเดินทางไปร่ำเรียนที่สถาบันอัศวินในดินแดนอื่น

ดูเหมือนว่าทั้งอาจารย์และศิษย์ของสถาบันอัศวินทุกแห่งจะมุ่งหน้ามาที่เทือกเขาอัลคาเกนเพื่อตามหาขุมทรัพย์

ตอนนี้ดินแดนกำลังประสบปัญหาขาดแคลนนายทหารและบุคลากรระดับสูงภายในกองทัพ ดังนั้นเซียวอวี๋จึงคิดที่จะให้มู่หลิงเทียนและมู่หานเข้าร่วมกับกองทัพของดินแดนไลอ้อน นอกจากนี้เขายังไม่ได้รู้สึกเกลียดชังใดๆต่อชายหนุ่มผู้นี้เนื่องเพราะทุบตีเซียวอวี๋คนเก่า เซียวอวี๋ไปพบกับมู่หลิงเทียนเป็นการส่วนตัวและพูดคุยกับมู่หลี่อย่างสุภาพ

กระนั้นก็ยังมีแววตาเย็นชาจับจ้องมองมาเมื่อเซียวอวี๋ได้พบหน้าเขา ดูเหมือนว่าความประทับใจของมู่หลิงเทียนจะไม่ได้แปรเปลี่ยนไปเลยแม้ว่าจะล่วงเลยไปหลายปีแล้วก็ตาม อันที่จริงทั้งมู่หานและมู่หลี่ได้เล่าเรื่องราวความสำเร็จกรอกหูมู่หลิงเทียนอยู่ตลอด มุ่หลี่เล่าว่าหากไม่ได้เซียวอวี๋ยื่นมือเข้าช่วยเหลือเช่นนั้นตระกูลของพวกเขาก็ต้องจบสิ้นแล้ว

อย่างไรก็ตาม มู่หลิงเทียนยังคงดูหมิ่นดูแคลนเซียวอวี๋ เขากระทั่งกล่าวตำหนิบิดาในการตัดสินใจเลือกลี้ภัยมายังดินแดนแห่งนี้ หลิงเทียนกระทั่งบอกกับมู่หลี่ว่าเมือ่จบการศึกษาแล้วเขาจะเลือกรับใช้ลอร์ดที่ยิ่งใหญ่สักคนหนึ่งและเลี้ยงดูผู้คนทั้งตระกูลเอง

มู่หลิงเทียน บรรดาสหายและเหล่าอาจารย์จากสถาบันของเขาปรากฏตัวขึ้นยามที่เซียวอวี๋มาเยี่ยมเยือนเขา หลิงเทียนลุกขึ้นยืนขณะที่ใช้สายตาที่เย็นชาจ้องมองเซียวอวี๋

เซียวอวี๋ทราบว่าหลิงเทียนนั้นเป็นคนหนุ่มอยู่ดังนั้นเขาจึงถือทิฐิและยังหยิ่งผยอง ลูกวัวเกิดใหม่ย่อมไม่เกรงกลัวพยัคฆ์ก็เป็นเช่นนี้เอง หลิงเทียนยังไม่เคยสัมผัสกับความยากลำบากที่แท้จริงภายในโลกและยึดถือเพียงกฏของอัศวิน เซียวอวี๋หยีตาลงขณะที่เขาหัวเราะ "พี่ชายหลิงเทียน ไม่ได้พบหน้ากันตั้งหลายปีแล้ว ดูเหมือนท่านจะแข็งแกร่งยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อน"

มู่หลิงเทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา "ก็ไม่มากเท่าใด ข้าเพียงเคยทุบตีแต่พวกเหลวแหลก"

สหายร่วมสถาบันและอาจารญืของเขานั้นถูกบังคับให้ต้องจ่ายเงินซื้อบัตรผ่านทางมา ดังนั้นนี่จึงเป็นเหตุผลที่เขาโกรธแค้นเซียวอวี๋ด้วยเช่นกัน บิดาของเขานั้นรับตำแหน่งแม่ทัพในดินแดนแห่งนี้ ดังนั้นเขาเชื่อว่าเซียวอวี๋จต้องไว้หน้าเขาและยกเว้นการบังคับซื้อบัตรต่อสหายร่วมสถาบันของเขา อย่างไรก็ตาม เซียวอวี๋นั้นไม่ทราบล่วงหน้าว่ามู่หลิงเทียนจะเดินทางมาถึง ด้วยเหตุนั้นคาร์นจึงยึดคำสั่งของเซียวอวี๋ไปปฏิบัติอย่างขยันขันแข็ง เขาเรียกเก็บเงินจากเหล่าอาจารย์และศิษย์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยด้วยไม่ขาดไปแม้แต่หุนเดียว

เซียวอวี๋ยิ้มรับ "เหตุการณ์ในเมืองฮุ่ยนั้นเป็นความเข้าใจผิดกันเล็กน้อยระหว่างพวกเรา แต่ก็เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ข้าจึงได้ทราบฝีมืออันร้ายกาจของพี่หลิง ข้าเชื่อว่าในอนาคตท่านจะต้องประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน บิดาของท่านนั้นรั้งตำแหน่งแม่ทัพของดินแดนข้า ดังนั้นพวกเราจึงถือเป็นคนคุ้นเคยกัน ขอให้ลืมเลือนความไม่พอใจแต่เก่าก่อนและไม่พูดถึงอีกต่อไป อย่างไรก็ตาม หลายปีมานี้ข้าได้ฝึกฝนมาโดยตลอด แน่นอนว่าทักษะย่อมเพิ่มพูน ในวันนี้จะนับเป็นการดีที่สุดหากได้พี่ชายหลิงเป็นคู่ประลอง"

เซียวอวี๋ตระหนักดีว่าเขาจะต้องเอาชนะมู่หลิงเทียนเพื่อมอบบทเรียนให้กับเขา มิฉะนั้นเด็กน้อยผู้นี้จะมองข้ามดินแดนไลอ้อนหรือกองทัพอันเกรียงไกรของเขา มีเพียงต้องทำให้ศัตรูของท่านแหงนมองขึ้นมาเพื่อให้ทราบถึงความแข็งแกร่งที่แท้จริง

มู่หลิงเทียนคิดขึ้นในใจ "ช่างรนหาที่นัก แม้ว่าข้าจะไม่อาจทุบตีเจ้าเนื่องเพราะเป็นลอร์ดของท่านพ่อ.....ทว่า เด็กน้อยเช่นเจ้ากลับเป็นฝ่ายต้องการถูกทุบตีเสียเอง! เช่นนั้นข้าย่อมต้องปฏิบัติด้วยดี"

มู่หลิงเทียนรีบตอบรับทันควัน "ตกลง พวกเราจะประลองฝีมือกัน ไม่ว่าผู้ใดจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้หรือชนะ เรื่องราวแต่เก่าก่อนจะไม่พูดถึงอีก"

มู่หลี่ที่อยู่ไม่ไกลต้องการจะห้ามปรามบุตรชาย แต่เขาก็เห็นด้วยว่าบุตรชายของเขาต้องได้รับบทเรียนเสียบ้าง ดังนั้นเขาจึงทำเพียงถอนหายใจ มู่หลี่นั้นกระจ่างชัดถึงความแข็งแกร่งของเซียวอวี๋ยิ่งกว่าผู้ใด เช่นนี้มู่หลิงเทียนจะนับเป็นคู่ต่อสู้ของเซียวอวี๋ได้อย่างไร?

เซียวอวี๋มักจะใช้การเหวี่ยงดาบ เทเลพอต ก้าวกระโดดหรือวินด์วอร์คในสนามรบ ฉากเหล่านี้ได้ประทับตราตรึงอยู่ในจิตใจส่วนลึกของมู่หลี่ นอกจากนี้เขายังคิดว่ามันเป็นเรื่องดีที่เซียวอวี๋จะทุบตีหลิงเทียนสักเล็กน้อย นั่นจะช่วยให้หลิงเทียนได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้น เขาทราบว่าเซียวอวี๋ย่อมไม่ทำร้ายหลิงเทียน

ทั้งเซียวอวี๋และมู่หลิงเทียนออกมายังพื้นที่เปิดโล่งซึ่งเป็นลานกว้างของหมู่ตึกเพื่อประลอง เหล่าศิษย์และอาจารย์จากสถาบันอัศวินเองก็ได้เข้ามารับชมการประลองในครั้งนี้ด้วย พวกเขาต้องการเห็นหลิงเทียนทุบตีเซียวอวี๋เพื่อเป็นการระบายโทสะ พวกเขาอยากที่จะเข้าไปทุบตีเซียวอวี๋เสียเดี๋ยวนี้ ทว่าพวกเขาก็เกรงกลัวกองทัพของดินแดนไลอ้อนอยูหลายส่วน ทั้งหมดเกลียดชังเซียวอวี๋เนื่องเพราะต้องจ่ายเงินซื้อบัตรผ่านทาง

พวกเขากระทั่งต้องการลอบไปทุบตีเซียวอวี๋ในยามวิกาล แต่พวกเขาก็ยังหวาดหวั่นต่อเหล่าองค์รักษ์ที่อยู่รอบกายเซียวอวี๋

เซียวอวี๋หมุนข้อมือก่อนจะเรียกดาบแอชบิงเกอร์ออกมาจากแหวนมิติ "พี่หลิงเทียน ดาบเล่มนี้ถูกตีขึ้นเลียนแบบดาบแอชบิงเกอร์ แม้ว่าจะไม่ใช่ของจริงหากแต่ก็นับได้ว่าเป็นเวทอาวุธอันทรงพลัง ดังนั้นจงระวัง"

มู่หลิงเทียนลอบคิดขึ้นในใจ "เพียงใช้มือเปล่าข้าก็สามารถส่งเจ้าลงไปนอนกลิ้งที่พื้นได้!"

หลิงเทียนชักดาบออกจากฝักขณะที่ใช้สายตาเย็นชามองไปยังเซียวอวี๋ ไม่กี่ปีก่อนเซียวอวี๋ยังเป็นเพียงปุถุชนคนธรรมดา เขาเอาแต่ดื่มไวน์และเมาหัวราน้ำอยู่เป็นเวลานาน ดังนั้นร่างกายของเขาจึงอ่อนแอเสียยิ่งกว่าคนธรรมดา เซียวอวี๋จะแข็งแกร่งขึ้นสักเท่าใดกันเชียวหลังฝึกฝนเพียงไม่กี่ปี? มู่หลิงเทียนนั้นฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ตั้งแต่วัยเด็กและยังได้เข้าร่วมกับสถาบันอัศวินมาเป็นเวลาสิบปีแล้ว เช่นนั้นแล้วเขาจะพ่ายแพ้ให้กับคนที่อ่อนแออย่างยิ่งเช่นเซียวอวี๋ได้อย่างไร?

ด้วยเหตุนี้ มู่หลิงเทียนจึงคิดว่าดาบของเซียวอวี๋นั้นไม่นับเป็นอย่างไร เป็นเพียงของหรูหราที่ใช้เงินจับจ่ายซื้อมาประดับไว้แต่เพียงเท่านั้น

"ข้าไม่ต้องการเป็นฝ่ายเริ่มโจมตี เชิญท่าน" เซียวอวี๋หัวเราะออกมา เขากำลังคิดว่าจะมอบบทเรียนแบบใดให้กับหลิงเทียนอยู่ เขาเชื่อว่ามู่หลี่ย่อมไม่เอ่ยวาจาหากว่าเขาไม่ได้ทำให้มู่หลิงเทียนบาดเจ็บ

"เช่นนั้นข้าขอทราบว่าเจ้ามีความสามารถใดถึงบีบบังคับให้ท่านไปเข้าร่วมกับเจ้าได้หน่อยเถอะ..." มู่หลิงเทียนพึมพำขณะที่เขาพุ่งเข้าหาเซียวอวี๋ขณะที่กวัดแกว่งดาบ

ดาบของมู่หลิงเทียนเองก็เป็นเวทอาวุธ แม้ว่าจะไม่ใช่อาวุธชั้นเลิศอะไร ทว่าแถวอักขระเวทลมที่สลักเอาไว้ก็ช่วยเพิ่มความว่องไวให้กับตัวดาบ อาวุธเวทชั้นยอดนั้นต้องทุ่มเงินนับร้อยหรือกระทั่งพันล้านเพื่อซื้อหา เขาย่อมไม่มีปัญญาครอบครอง

ฟุบ!

มู่หลิงเทียนเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วด้วยการก้าวเท้าเฉพาะ เพียงชั่วพริบตาเขาก็มาถึงเบื้องหน้าเซียวอวี๋ ขณะที่ตวัดดาบฟันออกไป

เป็นเพลงดาบที่ดูดุดันยิ่ง หากทว่าหลิงเทียนเพียงใช้กำลังออกไปราวสามส่วนเท่านั้น เขาทราบว่ามันคงไม่ดีสักเท่าใดหากเผลอทำร้ายเซียวอวี๋เข้า

บรรดาอาจารย์จากสถาบันอัศวินผงกศีรษะชื่นชมขณะที่มองดูการเคลื่อนไหวและการตวัดดาบของหลิงเทียน ซึ่งอันที่จริงแล้ว หลิงเทียนนั้นนับว่าเป็นศิษย์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในสถาบัน เขามีฝีมืออยุ่ในระดับแนวหน้าขณะที่มีรูปแบบการก้าวเท้าอันว่องไว การที่เขาจะทะลวงระดับไปสู่ระดับที่สามนั้นเป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้น

ทว่าทางด้านเซียวอวี๋นั้นยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่ เขาเพียงแค่ยิ้มจางๆ

มู่หลิงเทียนขมวดคิ้วขณะที่ดาบของเขาอยู่ห่างจากหน้าผากของเซียวอวี๋เพียง 5 มิลลิเมตร ตัวเขาได้ผ่านการฝึกฝนมานับครั้งไม่ถ้วน เขาทราบว่าต้องใช้กำลังเท่าใดจึงจะทำให้เซียวอวี๋รู้สึกหวาดกลัวได้ มู่หลิงเทียนหยุดดาบลงในทันที

ใบหน้าของเขาแฝงไว้ด้วยความภาคภูมิใจ เขาต้องการที่จะถากถางเซียวอวี๋ หากทว่าเซียวอวี๋กลับหายตัวไปแล้ว

ถูกต้อง! เขาหายตัวไปแล้ว! ไม่อาจสัมผัสได้ถึงดาบของเขาหรือตัวเขาอยู่เลย ที่ต้องนั้นมีแค่เพียงความว่างเปล่า!

มู่หลิงเทียนตกตะลึง เขาทราบว่านี่ไม่ใช่การต่อสู้พิสูจน์เป็นตาย มิเช่นนั้นนี่นับว่าเป็นสัญญาณที่อันตรายอย่างยิ่ง

มู่หลิงเทียนยังไม่ทันได้มีปฏิกริยาตอบสนองใดๆขณะที่รู้สึกถึงสัมผัสตรงสะโพก ร่างกายของเขาไร่ซึ่งการป้องกันขณะที่เขาโถมออกไปข้างหน้า โชคดีที่เขาไ้ฝึกฝนมาเป็นเวลานาน ร่างกายของเขาจึงมีความหยืดหยุ่น เขาต้องการที่จะหันกลับไปมองทางด้านหลัง เขามองเห็นเซียวอวี๋ เซียวอวี๋ถีบใส่สะโพกของเขา!

อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้ใส่ใจต่อความอับอายครั้งนี้ เซียวอวี๋อยู่ในขั้นที่เท่าใดกัน? เหตุใดจึงรวดเร็วถึงเพียงนี้? นี่เป็นความเร็วที่เหนือสามัญสำนึกเกินไปแล้ว ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นที่หกใช่เคลื่อนไหวได้รวดเร็วถึงเพียงนี้หรือไม่?

เซียวอวี๋ลูขตัวดาบแอชบิงเกอร์อย่างนุ่มนวลขณะที่ยิ้มออกมา "โอ้ ดูเหมือนว่าข้าจะลืมบอกท่านไปเรื่องหนึ่ง ข้าเป็นผู้บ่มเพาะสองแขนง ทักษะที่ข้าเพิ่งใช้ไปนั้นเรียกว่าเทเลพอต"

ทั้งมู่หลิงเทียน เหล่าอาจารย์และศิษย์จากสถาบันอัศวินต่างอ้าปากค้างเมื่อได้ยินวาจาของเซียวอวี๋ เหล่าอาจารย์เพียงรู้สึกสงสัยอยู่ภายในใจเมื่อได้เห็นการหายตัวไปและกลับมาปรากฏอยู่ด้านหลังมู่หลิงเทียนของเซียวอวี๋ ลอร์ดที่อายุน้อยถึงเพียงนี้นั้นร่ำเรียนทักษะเทเลพอตจนบรรลุถึงระดับนี้ได้อย่างไรกัน? พวกเขาต่างทราบดีว่าเวทมนตร์เกี่ยวกับพื้นที่มิตินั้นซับซ้อนและยุ่งยากอย่างยิ่งแม้กระทั่งในหมู่ผู้ใช้มนตรา นอกจากนี้ เซียวอวี๋ยังกวัดแกว่งดาบได้เช่นนั้นเขาย่อมต้องเป็นผู้ฝึกยุทธ์ ผู้ฝึกยุทธ์กลับใช้เวทเทเลพอตของผู้ใช้มนตรางั้นหรือ?

ผู้บ่มเพาะสงอแขนง! ทุกคนพลันกระจ่างเมื่อได้ยินคำกล่าวของเซียวอวี๋

มู่หลิงเทียนเหม่อมองเซียวอวี๋ขณะที่ปากกล่าวพึมพำ "ผู้บ่มเพาะสองแขนง....เทเลพอต...." จะเกิดอะไรขึ้นหากว่าเซียวอวี๋ไม่ได้ใช้เท้าหากแต่ใช้ดาบฟันเข้ามาโดยตรง

ขณะเดียวกันนั้นเองก็มีอาจารย์ของสถาบันอัศวินตะโกนออกมา "หลิงเทียน! การที่เขาจะใข้เทเลพอตออกไปด้อีกครั้งย่อมต้องเว้นช่วง อย่าปล่อยให้เขาได้ใช้มันอีกเป็นครั้งที่สอง!"

อาจารย์ผู้นั้นมองจุดอ่อนของทักษะเทเลพอตออกได้อย่างรวดเร็ว ทักษะเทเลพอตนั้นเป็นเวทมนตร์ระดับสูง ทว่าหากบีบให้เซียวอวี๋ต้องใช้ฝีมือเข้าปะทะโดยตรง เช่นนั้นปัญหาก็ย่อมหมดไป

มู่หลิงเทียนเคลื่อนไหวทันทีที่ได้ยินเสียงตะโกนจากอาจารย์ เขากำลังจะเอาคืนในส่วนที่ต้องอับอายไปเมื่อสักครู่ ดาบของเขาถูกตวัดเข้าหาร่างของเซียวอวี๋อีกครั้ง

ระยะเวลาคูลดาวน์ของทักษะเทเลพอตคือสิบวินาที ดังนั้นเซียวอวี๋จึงไม่อาจใช้ออกได้อีก เขาพลันเรียกใช้ทักษะวินด์วอร์คแทน ดาบของมู่หลิงเทียนฟาดฟันเข้ามา ทว่าร่างของเซียวอวี๋พลันเลือนลางก่อนจะหายตัวไปอีกครั้ง

มู่หลิงเทียนตกตะลึงอีกครา เขาไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น แต่การตอบสนองของเขาก็ยังรวดเร็ว มู่หลิงเทียนเหวี่ยงดาบกลับหลัง ทว่ากลับฟาดฟันได้เพียงอากาศธาตุ

เซียวอวี๋โผล่ออกมาจากทางด้านหลังของมู่หลิงเทียนอีกครั้งก่อนจะใช้เท้ายันก้นของเขาอีกครา

ปุบ!