ตอนที่ 267

ติดตามผู้แปลได้ที่ Lazy Meow นิยายแปล

โถวปาหงเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับเซียวอวี๋และดินแดนไลอ้อนจากเหล่าพ่อค้าที่เคยเดินทางไปยังอาณาจักรพยัคฆ์คำรนมาบ้าง กระนั้นเขาก็ไม่คาดคิดว่าจะได้เห็นออร์คมากมายเพียงนี้ ยิ่งไปกว่านั้นมันยังเป็นการเห็นด้วยสองตาของตน ไม่ใช่จากในนิทานปรัมปรา

นอกจากนี้ เขายังคิดว่าเซียวอวี๋มีออร์คอยู่เพียงแปดสิบถึงหนึ่งร้อยตน ไม่คิดว่าจะมีมากมายนับพันเช่นนี้

ในความคิดของโถวปาหง เขาคิดว่าเซียวอวี๋พยายามจะสร้างภาพลักษณ์ของขุนนางตามแบบยุคโบราณขึ้นมาจากการที่ได้รับพวกออร์คและเอลฟ์กลุ่มหนึ่งมา

อย่างไรก็ตาม เขากลับคาดไม่ถึงว่าพวกออร์ค เอลฟ์ คนแคระและเผ่าพันธุ์อื่นๆกลับเป็นกองกำลังหลักของดินแดนไลอ้อน

กองทัพนั้นจะเป็นทัพแบบใดหากว่ากองทัพนั้นมีพวกออร์คเป็นกองกำลังหลัก ทุกคนต่างทราบดีว่านักรบจากเผ่าพันธุ์ออร์คเป็นนักรบที่ยอดเยี่ยมที่สุดของทวีป

พวกออร์คสามารถบุกทำลายค่ายศัตรูได้โดยไม่ลำบากกินแรง กองทัพเช่นนี้สมควรแข็งแกร่งถึงเพียงใด?

กองทัพฝ่ายข้าศึกไม่ทันตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ด้วยกองกำลังเช่นนี้ การจะกวาดล้างกองทัพหนึ่งแสนคนของปาเทียนหมิงกลับมีความเป็นไปได้!

โถวปาหงไม่ได้กังวลกับพวกนักรบหมาป่าและชาแมนอีก เขาได้เห็นความแข็งแกร่งของพวกออร์คและยักษ์ศิลาด้วยสองตาของตนแล้ว เขาคิดว่าพวกนักรบหมาป่าก็ไม่ต่างไปจากเด็กอมมือเมื่อต้องมาเผชิญหน้ากับกองทัพเช่นนี้

กองทัพของเซียวอวี๋ได้เข้ามาภายในเมืองฮัวเหลียนอย่างรวดเร็ว พวกศัตรูพยายามไล่ตามมา กระนั้นพวกมันก็ยังรักษาระยะห่างเอาไว้ด้วยความหวาดกลัว ไม่มีใครหน้าไหนในหมู่พวกมันที่กล้าเข้าไปใกล้พวกยักษ์ศิลา

ท้ายที่สุดพวกยักษ์ศิลาก็เข้ามาภายในเมือง แต่มันมีปัญหาเกิดขึ้นเล็กน้อย พวกยักษ์ศิลาตัวสูงจนไม่อาจเข้ามาภายในได้ พวกมันจึงไม่เหลือทางเลือกอื่นนอกจากล้มตัวลงนอนและปล่อยให้พวกออร์คแบกพวกมันเข้าเมือง

พวกยักษ์ศิลาไม่อาจงอเข่าได้ ดังนั้นพวกมันจึงไม่อาจย่อตัวเพื่อเข้าเมือง ทางเดียวคือให้ขนพวกมันที่นอนราบไปกับพื้นเข้าเมือง โชคดีที่พวกออร์คแข็งแกร่งพอจะแบกพวกมันเข้าเมือง

ผ่านไปพักหนึ่ง พวกยักษ์ศิลาทั้งห้าสิบตัวก็ถูกแบกเข้ามาภายในเมือง

พวกทหารบนกำแพงต่างไร้คำพูดขณะมองดูกองทัพเหล่านี้ อันที่จริงพวกมันทราบตัวตนของนักรบเหล่านี้ มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับเหล่านักรบในตำนานที่ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าต่อกันมา ที่น่าตื่นตะลึงที่สุดก็คือ ตอนนี้พวกมันได้ประจักษ์นักรบเหล่านั้นด้วยสองตาของตน

หลังจากนิ่งงันไปนานก็มีทหารยามผู้หนึ่งเปิดปากขึ้น "องค์จักรพรรดิของพวกเราช่างยอดเยี่ยม! ตามตำนานที่เล่าสืบกันมาแล้วมีเพียงราชันย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่านั้นที่จะสามารถนำทัพที่ทุกเผ่าพันธุ์อยู่ใต้บัญชา!"

"ถูกแล้ว! ข้าทราบเรื่องนี้อยู่แล้ว มิเช่นนั้นข้าจะมาเข้าร่วมกับองค์จักรพรรดิหรือ?"

"การตัดสินใจของพวกเราถูกต้องแล้ว! พวกศัตรูจะถูกเข่นฆ่าจนสิ้นเพราะทัพหนุนของพวกเรา!"

"พวกเราจะชนะในสงครามนี้! องค์จักรพรรดิทรงพระเจริญ!"

"ทรงพระเจริญ! แด่องค์จักรพรรดิ!"

การมาถึงของกองทัพเสริมได้เพิ่มขวัญกำลังใจเหล่าไพร่พลจนเต็มเปี่ยม พวกมันต่างเชื่อมั่นว่าสุดท้ายแล้วชัยชนะจะตกอยู่กับฝ่ายของพวกมัน!

พวกทหารเริ่มวาดฝันถึงอนาคต เกียรติยศความรุ่งโรจน์ ชื่อเสียงและรางวัลที่พวกมันจะสามารถส่งต่อถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน

"เกิดอะไรขึ้นที่นั่น? เกิดเรื่องใดขึ้น? ไฉนจึงมีควันไฟ?" ปาเทียนหมิงเกิดโทสะขึ้นเมื่อมองไปยังค่ายทางทิศตะวันออกจากกระโจมของมัน

พวกมันกำลังเรียกรวมไพร่พลเพื่อเตรียมตัวบุกโจมตี แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ทำให้แผนการของปาเทียนหมิงต้องคลาดเคลื่อน

พลสอดแนมรีบวิ่งมายังกระโจมของมันเพื่อรายงาน "เรียนท่านแม่ทัพ! กองทัพประหลาดที่ประกอบไปด้วยพวกออร์คและยักษ์ได้โจมตีค่ายตะวันออกจากทางด้านหลังและทะลวงผ่านเข้าไปในเมืองฮัวเหลียนแล้วขอรับ!"

"พวกออร์ค? พวกยักษ์? มันใช่ยังมีพวกเอลฟ์และคนแคระอีกด้วยหรือไม่? เหอะ?" ปาเทียนหมิงคิดว่าพลสอดแนมผู้นี้ล้มหัวฟาดจนสมองเลอะเลือนไปแล้ว จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะมีพวกออร์คและพวกยักษ์มากมายได้?

"มีบางคนกล่าวว่าพบเห็นพวกเอลฟ์และคนแคระด้วยขอรับ! แต่พวกมันเคลื่อนที่รวดเร็วเกินไป" พลสอดแนมไม่เข้าใจถ้อยคำประชดของปาเทียนหมิง ดังนั้นมันจึงยังคงรายงานต่อไป

"เจ้ากำลังพยายามบั่นทอนขวัญกำลังใจของกองทัพเราหรือ? ลากมันไปตัดหัว!" ปาเทียนหมิงตะโกนออกมา

"ท่านแม่ทัพ! สิ่งที่ข้ารายงานไปเป็นความจริงนะขอรับ!...พวกยักษ์สูงราวเจ็ดถึงแปดเมตร ร่างกายของพวกมันปกคลุมไปด้วยศิลา!" พลสอดแนมยังคงกล่าวออกมา

"เรียนท่านแม่ทัพ! พวกเรามีปัญหาแล้วขอรับ!" ผู้บัญชาการที่รับหน้าที่ควบคุมค่ายตะวันออกรีบวิ่งอย่างกระหืดกระหอบมาทางปาเทียนหมิง

ปาเทียนหมิงขมวดคิ้วลง "เจ้ามาเพื่อจะบอกว่าพวกยักษ์และพวกออร์คเข้าไปในเมืองฮัวเหลียนแล้วใช่หรือไม่?"

ผู้บัญชาการชะงักและกล่าวออกมา "ขอรับ...มีพวกยักษ์และออร์คทะลวงผ่านค่ายของพวกเราไป แต่นั่นยังไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวที่สุด ที่น่ากลัวกลับเป็นฝนอัคคีที่ตกลงมาจากท้องฟ้าและเผาไหม้ค่ายจนวอดวาย แนวป้องกันของพวกเราพังทลายลงและประสบกับความสูญเสียอย่างหนักขอรับ!"

"ใช่มีพวกออร์คและยักษ์อยู่ด้วยใช่หรือไม่?" ปาเทียนหมิงจ้องตาผู้บัญชาการนั้น

ผู้บัญชาการรับคำ "ขอรับ...ในกองทัพของพวกมันยังมีทัวเรนร่างยักษ์ที่ผ่าแยกร่างคนของเราไปตลอดทางด้วยขวานเล่มยักษ์ ข้ากำลังจะเข้าไปรับมือกับมันแต่มีพวกออร์คเข้ามาขัดขวางเสียก่อน....ข้าไม่อาจรับมือกับพวกมันได้ทั้งหมด..."

ปาเทียนหมิงเริ่มพิจารณาเรื่องราวอย่างจริงจัง ผู้บัญชาการที่มารายงานเขาผู้นี้เป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นที่สี่ที่กล้าหาญ....ยิ่งไปกว่านั้น หากว่าศัตรูมีกองทัพที่เข้มแข็งเช่นนั้นเข้าไปในเมืองฮัวเหลียนจริง มันก็จะเกิดปัญหาใหญ่แล้ว

"ไม่แปลกใจที่ไฉนโถวปาหงจึงมีกำลังขวัญนัก....พวกมันกลับมีทัพหนุน! พวกมันมาจากที่ใดกัน?" ปาเทียนหมิงถามออกมาขณะขมวดคิ้วมุ่น มันคิดว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้แล้วที่จะยึดเมืองฮัวเหลียนด้วยนักรบหมาป่าสองพันคนหากว่าโถวปาหงมีทัพแกร่งเช่นนี้ให้การช่วยเหลืออยู่

"ไม่มีทางอื่นอีกแล้ว...ดูเหมือนว่าข้าจะต้องขอกำลังหนุน...." ปาเทียนหมิงพลันตัดสินใจออกมา เดิมทีมันไม่ต้องการจะขอความช่วยเหลือจากคนเหล่านั้น คนเหล่านั้นนับเป็นไพ่ตายของฝั่งพวกมัน

ยิ่งไปกว่านั้นมันยังไม่ต้องการจะข้องเกี่ยวกับคนเหล่านั้นในการสงครามชิงบัลลังก์ หากแต่ตอนนี้มีตัวแปรที่น่าหวาดหวั่นปรากฏขึ้นมาแล้ว

ทางเดียวที่จะยึดเมืองฮัวเหลียนและจับโถวปาหงเป็นเชลยได้ก็มีเพียงความช่วยเหลือจากคนเหล่านั้น.....