ตอนที่ 209

ติดตามผู้แปลได้ที่ Lazy Meow นิยายแปล

"เมอีฟ ชาโดว์ซอง คำนับนายท่าน" เอลฟ์สาวสง่างามที่สวมใส่เกราะหนังและฮู้ดคลุมศีรษะกระโดดลงจากแท่นบูชามาหยุดอยู่ที่เบื้องหน้าเซียวอวี๋

เซียวอวี๋ใช้สายตาสำรวจเรือนร่างอันเย้ายวนของเมอีฟจนรู้สึกพลุ่งพล่านขึ้นในใจ นี่แน่นอนแล้ว ไม่มีเอลฟ์ตนใดที่จะดูน่าเกลียด แม้ว่าเมอีฟจะไม่มีสง่าราศีสูงส่งดังเช่นทิรันด้า แต่นางก็ยังเป็นสาวงาม ดูพยศราวกับม้าป่า การแสดงออกที่เฉยเมยบนใบหน้าทำให้นางดูคล้ายดอกไม้ที่ขึ้นในป่า เป็นดอกไม้ป่าที่งดงาม

เซียวอวี๋รีบควบคุมตัวเองทันที เขายังจำครั้งก่อนที่อัญเชิญทิรันด้าออกมาได้ หากขาไม่เก็บอาการสักหน่อยค่าความภักดีของนางคงลดลงไม่น้อย ดังนั้นเซียวอวี๋จึงไม่กล้าสำรวจดูหน้าอกหน้าใจอันใหญ่โตของเมอีฟให้ชัดตา เขากระแอม "เมอีฟ....ยินดีต้อนรับ ตอนนี้เผ่าพันธุ์เอลฟ์กำลังเผชิญกับความสุ่มเสี่ยง ข้าหวังว่าเจ้าจะสามารถแบกรับหน้าที่นำพวกเขากลับคืนสู่ความรุ่งโรจน์ได้อีกครา"

เมอีฟไม่ได้สังเกตเห็นความหื่นกระหายในแววตาของเซียวอวี๋ที่ปรากฏขึ้นวูบหนึ่ง นางโค้งตัวลง "เมอีฟจะใช้ชีวิตของนางเป็นเดิมพัน"

เซียวอวี๋พยักหน้าและเปิดทักษะของเมอีฟขึ้นดู

อำพราง(เพิ่มได้ถึงระดับ 3): ฮีโร่สามารถล่องหนได้ ทักษะนี้ทรงพลังกว่าทักษะซ่อนเงาของเผ่าพันธุ์เอลฟ์ ฮีโร่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระในยามกลางวันและกลางคืน การบาดเจ็บหรือการได้รับความเสียหายจะทำให้ฮีโร่เผยตัว

เงาจู่โจม(เพิ่มได้ถึงระดับ 3): ฮีโร่จะสามารถเคลื่อนตัวไปอยู่ด้านหลังเป้าหมายและโจมตีเข้าใส่อย่างรุนแรง

ซัดเงา(เพิ่มได้ถึงระดับ 3): ฮีโร่จะทำการขว้างผงพิษทำให้ศัตรูเป็นอัมพาตและเคลื่อนที่ช้าลง

บิงค์(เพิ่มได้ถึงระดับ 3): ฮีโร่สามารถย้ายไปยังตำแหน่งที่เลือกภายในระยะได้ทันที สามารถใช้หลบหนีหรือไล่ล่าศัตรู

เซียวอวี๋ทราบอยู่แล้วว่าทักษะของเมอีฟจะต้องเกี่ยวกับนักฆ่า ตอนนี้เขามีลีอาอยู่ข้างกายแล้ว ทว่าลีอาไม่มีทักษะสังหารที่ทรงพลัง แต่เมอีฟนั้นต่างออกไป เมื่อนางมีระดับเพิ่มขึ้นท่วงท่าโจมตีและสังหารของเมอีฟจะเหนือกว่าลีอาอย่างเทียบไม่ติด

เซียวอวี่เลือกทักษะอำพรางให้เมอีฟและสั่งนางอยู่ที่นี่ก่อน เขาจะพานางไปเพิ่มระดับด้วยตนเอง มีเหล่าคนโง่เขลาคอยวนเวียนอยู่โดยรอบซานทัพทั้งสี่แห่ง ดังนั้นในตอนที่ระดับของเมอีฟยังต่ำมากเขาจึงไม่ให้นางออกไป

หลังจากนั้นเซียวอวี๋ก็อัญเชิญยักษ์ศิลา เขากำลังคิดกลยุทธ์ที่ใช้บุกโจมตีดินแดนของโซโลมอน ซึ่งพวกยักษ์ศิลาเองก็ต้องได้รับการฝึกฝน

บูมมมม

พื้นดินพลันสั่นสะเทือนเมื่อยักษ์ศิลาปรากฏตัวออกมา มันสูงราว 6 เมตร ผิวทั่วร่างของมันถูกห่อหุ้มด้วยหินแลดูน่าตกตะลึงยามแรกพบ

ในสายตาของผู้คนโดยทั่วไปแล้ว มันดูราวกับภูเขาลูกใหญ่

โฮกกกกกกกกก

ยักษ์ศิลากู่ร้องเป็นเวลานาน เหล่านกที่กำลังผลัดขนอยู่ในป่าพลันถูกทำให้ตกใจจนโบยบินทั่วป่า

เซียวอวี๋มองดูยักษ์ศิลาด้วยความตื่นเต้น กำปั้นของเจ้ายักษ์นี่จะทรงพลังถึงเพียงไหน? ยิ่งไปกว่านั้นยักษ์ศิลายังอยู่ที่ระดับ 1 นั่นหมายความว่าความแข็งแกร่งและความสูงของมันยังจะเพิ่มขึ้นได้อีกเมื่อระดับเพิ่มขึ้น เซียวอวี๋รีบสั่งให้ระบบสร้างยักษ์ศิลา 1,000 ตนในทันที ทว่าการตอบกลับมาเกือบทำให้เขาต้องคลุ้มคลั่ง

"โควต้าไม่เพียงพอ"

"มารดามันเถอะ! โควต้าไม่พองั้นรึ? ไม่ใช่ว่ายังเหลือโควต้าอีก 2,000 นายไม่ใช่หรือ?" เซียวอวี๋ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น

"ยักษ์ศิลาเป็นยูนิตหนักดังนั้นจึงใช้โควต้าเทียบเท่าทหารทั่วไป 10 นาย" ระบบตอกกลับอย่างเย็นชา

"มารดามันเถอะ!" เซียวอวี๋โพล่งออกมาอย่างโมโห เขากำลังวาดฝันถึงการใช้ยักษ์ศิลา 1,000 ตัวกวาดพิชิตโลกใบนี้

ทว่าอย่างมากที่สุดเขาเพียงสร้างได้ 200 ตัว! เขารู้สึกหงุดหงิดอย่างมาก ทว่านี่ก็เป็นการปรับสมดุลของระบบ หากว่าเขาสามารถสร้างยักษ์ศิลาออกมา 2,000 ตัวได้จริงมันก็ออกจะโกงเกินไป

สุดยอดนักรบของฐานทัพออร์คคือ นักรบทัวเรน สุดยอดนักรบของฐานทัพอันเดดจะเป็นมังกรเหมันตร์ สุดยอดนักรบของฐานทัพเอลฟ์คือ คิเมร่าสองหัว ส่วนของมนุษย์จะเป็นรถตีเมือง ย่อมเป็นเรื่องปกติที่ยูนิตเหล่านี้จะใช้โควต้ามากกว่ายูนิตทั่วไป สุดท้ายเซียวอวี๋ก็เลือกสร้างยักษ์ศิลาออกมา 100 ตัวซึ่งใช้โควต้ายูนิต 1,000 นาย

ซึ่งอันที่จริงยักษ์ศิลา 100 ตัวก็มากเพียงพอแล้ว ก็จริงที่ยักษ์ศิลาจะมีบทบางอย่างมากในบางสถานการณ์ ทว่าในบางครั้งก็ไม่อาจขาดพวกออร์คและพลธนูเอลฟ์ไปได้ ยูนิตทั้งหมดต่างมีความสำคัญในตัวหากใช้ได้ถูกจังหวะ หากเซียวอวี๋เอาแต่พึ่งพายูนิตที่แข็งแกร่งเพียงประเภทเดียว เช่นนั้นความสามารถของเขาก็จะมีอย่างจำกัด ความสมบูรณ์แบบคือการผสมผสานยูนิตที่หลากหลายเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

เซียวอวี๋เลือกสร้างฮิปโปกริฟ 300 ตัวออกมาเพื่อให้พวกพลธนูเอลฟ์สามารถใช้พวกมันเป็นพาหนะ นี่จะทำให้พวกเขาสามารถโจมตีลงมาจากบนท้องฟ้า พวกเขาจะกลายเป็นหน่วยเคลื่อนที่เร็วที่สามารถทั้งสอดแนมและโจมตี ในตอนนี้เขาเหนือโควต้านักรบอีก 700 นาย

เซียวอวี๋ใช้ค่าผลงานปลดล็อคยูนิตดรูอิดแห่งทารอนและสั่งสร้างพวกเขา 300 ตน ดรูอิดเหล่านี้สามารถแปลงกายเป็นอีกาและทำหน้าที่สอดส่องลาดตระเวนได้

แม้ว่าพลังโ๗มตีเวทมนตร์ของพวกเขาจะต่ำ แต่มันเพียงพอที่จะใช้ตบตาผู้อื่นด้วยจำนวนที่มากมายของพวกเขา ยิ่งไปกว่านั้นพวกดรูอิดยังสามารถใช้แฟรี่ไฟเพื่อเปิดเผยตำแหน่งศัตรูที่พรางตัวได้ นี่เป็นมาตรการรับมือพวกมือสังหาร

นอกจากนี้ พวกดรูอิดแห่งทารอนยังมีทักษะไซโคลนซึ่งนับได้ว่าเป็นทักษะเวทมนตร์ ไซโคลนที่ปรากฏขึ้นในสนามรบจะสามารถกวาดเอาพวกศัตรูปลิวกระเด็นจนทำให้เสียรูปกระบวน จากนั้นเซียวอวี๋ก็จะสามารถใช้พวกออร์คบุกทะลวงตัดผ่นทัพศัตรูได้ ตอนนี้เขาเหลือค่าผลงานอีก 20,000 แต้มซึ่งพอจะปลดล็อคยูนิตได้อีกหนึ่งชนิด เขายังลังเลระหว่างดรูอิดแห่งคลอและแฟรี่ดราก้อน

พวกดรูอิดแห่งคลอสามารถแปลงกายเป็นหมี กระนั้นพวกเขาก็ไม่ได้แข็งแกร่งไปกว่าพวกออร์ค กระนั้นเสียงคำรามของพวกเขาสามารเพิ่มพลังโจมตีให้กับพันธมิตรที่อยู่ใกล้เคียงได้ นี่คือสิ่งที่เซียวอวี๋ต้องการ พวกดรูอิดแห่งคลอก็เหมือนกับพวกอสูรโคโด ดังนั้นมีพวกเขา 100 คนก็มากเพียงแล้ว

ส่วนพวกแฟรี่ดราก้อนเหมาะสำหรับจัดการกับผู้ใช้มนตรา หากว่าเซียวอวี๋สามารถกดดันผู้ใช้มนตราของศัตรูได้เช่นนั้นเขาก็จะได้เปรียบ

ทว่าความกังวลของเขาอยู่ที่พลังป้องกันอันแสนอ่อนแอของพวกมัน

นี่คือโลกแห่งความจริงไม่ใช่ในเกม หากว่ามียูนิตเช่นนี้ปรากฏตัวขึ้น แน่นอนว่าพวกมันย่อมตกเป็นเป้าสังหารของศัตรูในทันที มีโอกาสเป็นไปได้ว่าพวกมันอาจไม่มีแม้กระทั่งโอกาสเข้าถึงตัวผู้ใช้มนตราของฝ่ายศัตรู แม้ว่าพวกมันจะสามารถหลบเข้าไปในอีกมิติได้ ทว่ามันก็ไม่ใช่การเทเลพอต ศัตรูเพียงรอให้พวกมันปรากฏตัวออกมาอีกครั้งค่อยลงมือสังหาร เซียวอวี๋เลือกสร้างพวกมันได้เพียงไม่กี่ตัว เขาต้องใช้งานพวกมันในยามจำเป็นเท่านั้น

หลังจากลังเลอยู่นานเขาก็ตัดสินใจเลือกแฟรี่ดราก้อน มันคุ้มค่าที่จะได้พบกับหน่วยสังหารผู้ใช้มนตราอันเลื่องชื่อ!