ตอนที่ 121

ติดตามผู้แปลได้ที่ Lazy Meow นิยายแปล

"หยุดขบวนรถซะ!" บุรุษเคราครึ้มชักดาบออกจากบั้นเอวและชี้ไปยังขบวนรถม้า

"นายท่าน พวกเราเป็นเพียงขบวนพ่อค้าเล็กๆ พวกเราสามารถจ่ายค่าน้ำร้อนน้ำชาให้นายท่านได้หากนายท่านปล่อยให้พวกเราผ่านไป ข้าต้องพึ่งการขนส่งในครั้งนี้เพื่อเลี้ยงปากท้อง...." ผู้นำขบวนรถม้ามองไปยังทหารม้าเกราะหนักนับร้อยนายที่เรียงกันเป็นทิวแถว เขาสูญเสียความคิดที่จะต่อสู้ขัดขืนทันทีที่ได้เห็นเช่นนี้ หากพวกโจรเข้าโจมตีในตอนนี้ เช่นนั้นผู้คุ้มกันทั้งหมดของเขาก็คงถูกสังหารจนสิ้น

"เจ้ารู้ว่ามีโจรอยู่แถวนี้แต่ยังกล้าใช้เส้นทางนี้อีกนะ เจ้าอยากตายนักหรือ?" ชายเคราครึ้มเงยหน้าขึ้นกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา

"นายท่าน พวกเราทราบ แต่มันก็ไม่มีหนทางอื่นอีก พวกเรารวมตัวกันเพื่อแบกรับความเสี่ยง" ผู้นำขบวนก้มศีรษะลง

หัวใจของผู้นำขบวนตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่มเนื่องเพราะเขาไม่เคยคาดคิดว่าจะได้พบกองโจรที่เข้มแข็งในเส้นทางอันห่างไกลนี้ เขาคงเลือกที่จะต่อสู้หากเป็นกองโจรสองหรือสามร้อยคน ผู้คุ้มกันบางส่วนอาจจะตกตายไป แต่ผลกำไรที่ได้รับกลับมานับว่าเย้ายวนไม่น้อย อย่างไรก็ตาม กองโจรที่อยู่เบื้องหน้าพวกเขาในขณะนี้กลับมียุทธภัณฑ์เพรียบพร้อม

ชายเคราครึ้มมองไปยังผู้นำขบวน "ดูเหมือนกิจการในจักรวรรดิเมฆาตะวันตกจะไปได้สวยนะ บางทีข้าอาจจะต้องพิจารณาบ้างเสียแล้ว"

"นายท่านช่างปราดเปรื่องยิ่งนัก" ผู้นำขบวนรีบพูดยกยอ

"ผายลมสิ! การปล้นย่อมทำกำไรกว่าอยู่แล้ว ข้าทั้งไม่ต้องเดินทางไกล ไม่ต้องฝ่าลมฝนให้ลำบาก ข้าไม่จำเป็นต้องใส่ใจว่ากำลังปล้นผู้ใด อยากได้สิ่งใดก็หยิบฉวยเอามา การปล้นชิงย่อมดีกว่าค้าขายอยู่แล้ว เป็นกิจการที่มีอนาคตกว้างไกล....ฮึ่ม! วันนี้เจ้าโชคดีมากที่ผ่านมาพบข้า จ่ายค่าผ่านทางมาแล้วไสหัวไปซะ ชีวิตน้อยๆของเจ้าคงจบสิ้นแล้วหากว่าพบผู้อื่น..." ชายเคราครึ้มจ้องมองผู้นำขบวน ผู้นำขบวนรีบพยักหน้าและไปขนย้ายสิ่งของล้ำค่ามาเพื่อมอบต่อหัวหน้าโจร เขาค้อมคำนับต่อหัวหน้าโจรอยู่หลายครั้ง เขาทราบว่าตนโชคดีแล้วที่หัวหน้าโจรผู้นี้ไม่เลือกเปิดฉากโจมตี นั่นเพราะด้วยกำลังของเขาแล้วสามารถสังหารทุกคนในขบวนรถนี้และช่วงชิงทุกสิ่งทุกอย่างจากไปได้

ชายเคราครึ้มมองตามขบวนรถม้าที่ค่อยๆจากไป "มารดาเถอะ! ข้าออกปล้นมาเนิ่นนานแล้ว เจ้าสุบารุ เจ้าจะต้องได้รู้จักข้า!"

ชายเคราครึ้มก็คือเซียวอวี๋ที่ปลอมตัวเป็นโจร เขาขบคิดหาทางที่จะจัดการกับสุบารุ สุดท้ายแล้วเขาก็ตัดสินใจปลอมตัวเป็นโจรเพื่อที่จะเข้าปะปนกับพวกมัน เขามีโอกาศที่จะได้รับข้อมูลจากภายในกลุ่ม และบางทียังอาจจะมีโอกาศสังหารสุบารุ

ดังนั้นเซียวอวี๋จึงต้องลงมือด้วยตนเอง เขาได้ติดต่อซู่ฉือเพื่อซื้อตัวผู้คนทั้งหมดของมู่หลี่ เว่ยเฮ่าเองก็กำลังมองหาข้อตกลงดังกล่าว หนึ่งในผู้ที่มาจากรัฐเว่ยนั้นเป็นหัวหน้าทหารม้าเกราะหนักเรียกว่า จางซาน อย่างไรก็ตาม ชายผู้นั้น "หลบหนี" ไประหว่างทางพร้อมด้วยกำลังทหารของเขา และหลังจากนั้นก็ไม่มีข่าวคราวของเขาอีกเลย ดังนั้นเซียวอวี๋จึงใช้ตัวตนนี้เพื่อปลอมเป็นกลุ่มโจรทหารม้าเกราะหนัก เขาทราบว่าเมื่อถึงจุดจุดหนึ่ง สุบารุจะต้องรับรู้การดำรงอยู่ของพวกเขาและต้องการจะดึงตัวเข้าร่วม ซึ่งเป็นสิ่งที่เซียวอวี๋ต้องการ

จางซานนั้นไว้หนวดเครา ดังนั้นเซียวอวี๋จึงต้องติดเคราที่ใบหน้า หลังจากนั้นเขาก็ยึดทำเลในภูเขาและเริ่มออกปล้นสะดม

จางซานนั้นเป็นเพียงบุคคลไร้ชื่อเสียง แม้แต่ผู้คนในเมืองฮุ่ยเองก็ยังไม่รู้จักเขา ดังนั้นนี่จึงเป็นตัวตนที่ดีที่สุดสำหรับเซียวอวี๋

เซียวอวี๋ใช้พวกนักล่าในการรวบรวมข่าวสารตลอดทั้งเดือนในขณะที่เขายังคงออกปล้นขบวนพ่อค้าที่ผ่านทางมา อย่างไรก็ตามเขาพยายามไม่สังหารคน เขาเพียงเรียกเก็บเงิน

ซึ่งในความจริงแล้ว ตอลดเดือนมานี้สามารถทำเงินให้เขาได้มากกว่า 10,000 เหรียญทอง ดังนั้นเขาจึงเริ่มไม่อยากวางมือจากเส้นทางนี้เสียแล้ว

อันที่จริง เขากำลังคิดที่จะตั้งหน่วยพิเศษขึ้นในคาบกองโจรเพื่อคอยดำเนินกิจการนี้ต่อไปเพื่อหารายได้เสริม

หลังจากเสณ้จจากงานเซียวอวี๋ก็เดินทางกลับค่าย สถานที่ที่เขาเลือกนี้ไม่ได้อยู่ห่างไกลจากรังโจรของสุบารุมากนัก เขาเชื่อว่าอีกไม่นานสุบารุจะต้องทราบข่าวคราวของเขา และเพื่อความแนบเนียน สิ่งที่เขาต้องทำก็คือรอให้สุบารุมาหาและชักชวนเขาเข้าร่วมกลุ่ม ดังนั้นเซียวอวี๋จึงไม่เป็นฝ่ายไปหาสุบารุเอง เขาเชื่อว่าสุบารุที่มีความทะเยอทานย่อมไม่ปล่อยให้กองทหารม้าเกราะหนักต้องหลุดมือไปอย่างแน่นอน

ไม่นานนักก็มีชายวัยกลางคนซึ่งสวมเสื้อผ้าอย่างหรูหรามาที่ค่ายของพวกเขา เขากล่าวว่าตนนั้นเป็นที่ปรึกษาของสุบารุ

เซียวอวี๋นั้นยังไม่ปักใจเชื่อ จึงเชื้อเชิญชายผู้นั้นให้มาร่วมดื่มชาด้วยกัน จากนั้นจึงแสร้งเป็นพิจารณาข้อเสนออย่างรอบคอบ

"ข้าขอขอบคุณท่านที่ปรึกษาที่เดินทางมาตั้งไกล แต่ข้ายังไม่ต้องการร่วมมือกับผู้ใด ท่านก็ทราบว่าข้านั้นจงรักภักดีต่อลอร์ดแห่งรัฐวุ่ยมาอย่างยาวนาน แต่ดูสิ่งที่ข้าได้กระทำไปสิ ตอนนี้ข้านั้นชื่นชอบที่จะเป็นอิสระเสียมากกว่า"

"ข้าเข้าใจแล้ว เว่ยเฮ่านั้นเป็นคนไร้ความสามารถ ทว่ากลียุคกำลังใกล้เข้ามาแล้ว และวีรบุรุษเช่นท่านสมควรมองหาที่ทางเป็นหลักแหล่ง ผู้บัญชาการจางนั้นเป็นผู้นำกองทหารม้าเกราะหนักและไม่ใช่พวกโจรดาษดื่นทั่วไป ดังนั้นข้าจึงเสียดายที่ต้องทนเห็นท่านอยู่ในตำแหน่งอันเล็กจ้อยนี้" ที่ปรึกษาเผยยิ้มขณะที่ยกถ้วยชาขึ้นจิบ

เซียวอวี๋ยิ้ม "ที่ท่านต้องการจะบอกก็คือ ข้าจะไม่ใช่เพียงแค่โจร หากว่าเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับสุบารุงั้นรึ?"

ที่ปรึกษารีบโบกมือ "ผู้บัญชาการจางนั้นเป็นผู้ที่ชาญฉลาด ท่านก็ทราบว่าในกลียุคเช่นนี้ ผู้ใดมีกำปั้นใหญ่สุด ผู้นั้นย่อมเป็นราชา เป็นผู้ใดกันที่กำหนดว่าพวกเราเกิดมาต่างต้องรับใช้พวกขุนนาง? เป็นเพราะพวกมันคือขุนนางหรือ? ในตอนนี้รัฐเว่ยนั้นไม่ใช่ปัญหา หากแต่เป็นดินแดนไลอ้อน ลอร์ดของดินแดน เซียวอวี๋กำลังออกไล่ล่าสังหารพวกเรา อย่างไรก็ตามพวกราชวงศ์นั้นทั้งไม่มีอำนาจเพียงพอและไม่เหลือบแลดินแดนห่างไกลเช่นนี้ ดังนั้นพวกเราสามารถตั้งตนเป็นกษัตริย์แห่งแดนพายัพ จากนั้นอนาคตของท่านย่อมกว้างไกลไร้ที่สิ้นสุด"

เซียวอวี๋สบถด่าขึ้นในใจ "มารดามันเถอะ! เจ้าคิดจะลอกเลียนความคิดของบิดาหรือ? สวะเหล่านี้กระทั่งต้องการสังหารข้า! พวกเจ้าต้องการที่จะเป็นกษัตริย์แห่งแดนพายัพงั้นหรือ? ข้าจะไม่ขอใช้สกุลเซียวหากไม่สามารถสังหารพวกเจ้าจนสิ้น!"

ใบหน้าของเซียวอวี๋นั้นปรากฏแววครุ่นคิดขึ้น

"ท่านก็ทราบว่าชีวิตตอนนี้ข้านั้นนับว่าดีอยู่ หากว่าข้าเข้าร่วมกับสุบารุ เช่นนั้นข้าก็คงได้เป็นเพียงแค่ผู้บัญชาการเล็กๆ..." เซียวอวี๋หย่อนเหยื่อลงไป

ที่ปรึกษาทราบว่าเซียวอวี๋กำลังต้องการต่อรองเงื่อนไขในการเข้าร่วมกับพวกเขา

"ผู้บัญชาการจางสามารถขึ้นเป็นผู้นำหน่วยทหารม้าที่สามตราบใดที่ท่านนำไพร่พลของท่านทั้งสี่ร้อยคนเข้าร่วมกับพวกเรา ท่านจะมีไพร่พลมากกว่าหนึ่งพันใต้บัญคับบัญในหน่วยที่สาม" ที่ปรึกษาตอบคำ

"ผู้นำหน่วยทหารม้าที่สาม?" เซียวอวี๋ขมวดคิ้ว

ที่ปรึษาพยักหน้า "ใช่แล้ว นายท่านสุบารุได้รวบรวมผู้คนก่อตั้งเป็นทัพม้าเกราะหนักถึงสองหน่วยซึ่งมีไพร่พลกว่าหนึ่งพันนาย ผู้บัญชาการควรจะทราบความแข็งแกร่งของลอร์ดเซียว เจ้าเซียวอวี๋นั่นมันมีพวกออร์คและเอลฟ์คอยหนุนหลังอยู่ ผู้บัญชาการจางอาจจะถูกกลุ่มอื่นฮุบหลืนในสักวันหนึ่งหรือไม่เช่นนั้นก็จะต้องถูกเซียวอวี๋กวาดล้าง ข้าทราบว่ากองกำลังของท่านนั้นล้วนแต่เป็นมือดี แต่ท่านก็ยังไม่ใช่คู่มือของคนผู้นั้น"

เซียวอวี๋รู้สึกประหลาดใจเพราะไม่คาดว่าสุบารุจะมีทหารม้าเกราะหนักอยู่แล้วถึงสองพันนาย เขาเชื่อว่าตอนนี้สุบารุนั้นแข็งแกร่งเสียยิ่งกว่าแคร์รี่ในสงครามครั้งก่อนเสียอีก ดูเหมือนว่าตอนนี้สุบารุจะเป็นภัยคุกคามอันยิ่งใหญ่เสียแล้ว เขาจะต้องรีบกำจัดภัยร้ายนี้ออกไปโดยเร็วที่สุด

ที่ปรึกษากล่าวสืบต่อเมื่อเห็นว่าเซียวอวี๋นั้นเงียบไป "ผู้บัญชาการจางวางใจได้ ท่านผู้นำของพวกเรานั้นดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นอย่างดี ท่านจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีเลิศยิ่งกว่าตอนอยู่ที่รัฐเว่ย"

"ข้าเกรงว่าไพร่พลที่ข้าจะได้รับหลังจากที่เข้าร่วมกับพวกเจ้าจะไม่เชื่อฟัง....ข้านั้นไม่อาจบังคับพวกเขาได้..." เซียวอวี๋กล่าวสิ่งที่อยู่ในใจออกไป

ที่ปรึกษาทราบว่านี่เป็นสิ่งที่ผู้นำกลุ่มโจรทุกคนต่างเป็นกังวลยามตัดสินใจจะเข่าร่วมกับพวกเขา

ที่ปรึกษาหัวเราะออกมา "นี่ไม่ต้องกังวล คนเหล่านั้นจะอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของท่านในสนามรบ"

เซียวอวี๋ขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง "หมายความว่าพวกเขาจะกลายเป็นคนของข้างั้นหรือ?"

ที่ปรึกษาตอบรับ "ไม่เพียงแต่พวกเขาเท่านั้น แต่พวกเราจะจัดหาไพร่พลให้ท่านอีก อนาคตคตของท่านจะไร้ขอบเขต หากท่านมีผลงานในสนามรบ ผู้บัญชาการจางนั้นเป็นอัศวิน ดังนั้นท่านมีค่ามากสำหรับท่านผู้นำของพวกเรา"

เซียวอวี๋และที่ปรึกษาโต้ตอบกันอยู่เนิ่นนาน สุดท้ายเขาก็ตอบตกลง

ที่ปรึกษาจากไปด้วยรอยยิ้มมีความสุข เขาทราบดีว่าไพร่พลของจางซานนั้นล้วนเป็นทหารชั้นยอด ดังนั้นเขาจึงรีบนำข่าวดีนี้กลับไปรายงานสุบารุ เซียวอวี๋มองดูแผ่นหลังของที่ปรึกษาที่เดินจากไป

"นี่ราวกับซุนหงอคงจำแลงกายลงกระเพาะองค์หญิงพัดเหล็ก...." เซียวอวี๋เผยรอยยิ้มที่ดูชั่วร้ายออกมา