ตอนที่ 280

ติดตามผู้แปลได้ที่ Lazy Meow นิยายแปล

"ฆ่ามัน!"

ทหารฝ่ายศัตรูนับไม่ถ้วนได้แบกบันไดวิ่งไปทางเมืองฮัวเหลียน

ในเวลาเดียวกัน เซียวอวี๋ได้สั่งให้ไพร่พลป้องกันเมืองใช้เครื่องเครื่องยิงหินและบาริสต้า นอกจากนี้เขายังแจกจ่ายลูกธนูไปมากมาย ชาวเมฆาตะวันตกนั้นใช้ธนูได้ดีอยู่แล้ว ดังนั้นเซียวอวี๋จึงนำธนูและลูกธนูมาด้วย ทหารบางคนแทบจะไม่ต้องเล็งเพื่อยิงด้วยซ้ำ พวกเขาเพียงแค่ยิงออกไปก็จะถูกทหารฝ่ายศัตรูอย่างแน่นอน

เซียวอวี๋ได้สั่งให้คนงานสร้างอิฐก้อนกลมเพื่อใช้กับเครื่องยิงหินอยู่ก่อนแล้ว อิฐก้อนกลมพวกนี้จะไม่หยุดลงในทันทีที่กระแทก หากแต่พวกมันจะกลิ้งต่อไปอีกระยะหนึ่งจึงจะหยุดลง

ทั่วทุกทางเต็มไปด้วยความวุ่นวาย

การยิงระลอกแรกจากบนกำแพงได้สร้างความเสียหายให้กับฝ่ายศัตรูอย่างหนัก การโจมตีราวเจ็ดส่วนจะสังหารหรือทำให้บาดเจ็บสาหัส

กระนั้นปาเทียนหมิงก็ยังคงเยือกเย็นอยู่เพราะยังอยู่ในขอบเขตที่มันรับได้ มันทราบว่าการบุกชิงเมืองย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงการสูญเสียได้ มันไม่ได้ใส่ใจต่อไพร่พลที่ตกตายมากนักในเมื่ออุปกรณ์ตีเมืองยังสามารถรุดหน้าไปได้ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีกองกำลังบางส่วนที่โชคดีสามารถพาดบันไดกับกำแพงเมืองได้แล้ว บันไดเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อสงครามครั้งนี้โดยเฉพาะ ตัวตะขอของบันไดถูกหล่อขึ้นจากเหล็กกล้า ดังนั้นอาวุธโดยทั่วไปจึงยากที่จะตัดทำลายมัน เครื่องบาริสต้าและเครื่องยิงหินเองก็กำลังเคลื่อนเข้าสู่ระยะยิง

เครื่องบาริสต้าหนักและเครื่องยิงหินใหญ่ที่ปาเทียนหมิงใช้จะสามารถสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อสิ่งก่อสร้าง หากว่ายิงกระทบถูก

ทว่าในตอนนั้นเอง สิ่งมีชีวิตบินได้กลุ่มนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นบนท้องฟ้า ปาเทียนหมิงหรี่ตาลงเมื่อเห็นจำนวนอันมากมายของพวกมัน

เขาเพียงเคยได้ยินได้ฟังมา แต่ไม่เคยเห็นตัวพวกมันมาก่อน ยิ่งไปว่านั้นมันยังไม่คาดคิดว่าสิ่งมีชีวิตเหล่านี้จะปรากฏตัวขึ้นที่แนวหน้าของสนามรบ

"ไฉนมันจึงปรากฏตัวขึ้นตอนนี้? แม้ว่าพวกมันจะทรงพลัง แต่พวกเราก็มีบาริสต้าหนักอยู่มากมายเช่นกัน....พวกมันไม่กลัวถูกฆ่าหรือ?" ปาเทียนหมิงมีความมั่นใจในอุปกรณ์ตีเมืองอย่างยิ่ง มันสั่งให้เหล่าไพร่พลปรับเปลี่ยนองศาการยิงและยิงไปยังสิ่งมีชีวิตบินได้เหล่านั้น

อย่างไรก็ตาม กระบวนการปรับเปลี่ยนนั้นต้องใช้เวลาช่วงหนึ่ง สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นจึงบินผ่านเครื่องบาริสต้าหนักไป พวกมันไม่ได้โฉบตัวลงมาโจมตี แต่กลับปลดปล่อยขวดจำนวนมากลงมาแทน จากนั้นพวกมันจึงบินไปอีกทาง

ตูมมมม ตูมมมม

ขวดที่คล้ายก้อนหินขนาดเล็กเหล่านั้นพลันสร้างการระเบิดอันรุนแรงออกมา เครื่องบาริสต้าหรือเครื่องยิงหินที่รับแรงระเบิดไปโดยตรงได้ระเบิดกระจายเป็นชิ้นๆ พวกทหารที่คุมเครื่องอยู่ก็ตกตายหรือบาดเจ็บสาหัสในทันที แรงระเบิดเหล่านั้นยังสร้างเปลวเพลิงรุกโหมขึ้นในค่าย

"นั่นมันอะไร?" ปาเทียนหมิงนิ่งตะลึงค้าง

"พวกมันสามารถสร้างการระเบิดที่ไม่ได้ด้อยไปกว่าเวทมนตร์ขั้นที่สี่ขึ้นมาได้....จะอย่างไรพวกมันก็คงต้องมีอย่างจำกัด...มิเช่นนั้นพวกเราคงถูกมันสังหารจนสิ้นแล้ว..." ปาเทียนหมิงวิตกกังวล

"รักษากระบวนทัพเอาไว้! เคลื่อนบาริสต้าและเครื่องขว้างหินไปข้างหน้า!" ปาเทียนหมิงตะโกนสั่งการ มันได้จัดเตรียมเครื่องบาริสต้าและเครื่องยิงหินเอาไว้มากมาย การเสียพวกมันบางส่วนไปยังคงไม่กระทบต่อภาพรวม

การโจมตีในครั้งนี้แตกต่างจากที่แคร์รี่โจมตีเมืองไลอ้อนโดยสิ้นเชิง แคร์รี่ได้นำเครื่องบาริสต้าและเครื่องยิงหินมาเพียงไม่กี่สิบเครื่อง แต่ปาเทียนหมิงนั้นนำพวกมันมามากกว่าร้อยเครื่อง และยังมีบาริสต้าขนาดเล็กอีกนับไม่ถ้วน

บาริสต้าหนักและเครื่องยิงหินใหญ่มักถูกใช้ในการโจมตีกำแพงเมือง ขณะที่เครื่องยิงหินขนาดเล็กและบาริสต้าขนาดเล็กจะใช้โจมตีผู้คนบนกำแพงเมือง เมื่อมีขนาดเล็กก็ทำให้พวกมันสะดวกต่อการเคลื่อนย้ายและปรับเปลี่ยนการยิง

ตึง...ตึง.....

เสียงกลองศึกยังคงดังมาให้ได้ยินเพื่อเพิ่มขวัญกำลังใจของไพร่พล แม้ว่าสหายของพวกมันจะตกตายไป พวกมันก็ยังคงก้าวข้ามศพไปเพื่อโจมตีเมืองฮัวเหลียน

ชาวจักรวรรดิเมฆาตะวันตกมีโครงร่างแข็งแรงโดยธรรมชาติ ด้วยสภาพแวดล้อมอันเลวร้ายของจักวรรดิแล้ว มันย่อมไม่มีที่สำหรับเหล่าคนที่อ่อนแอ

ในที่สุดบันไดนับสิบก็ถูกพาดเข้ากับกำแพงเมืองได้สำเร็จหลังจากมีผู้สังเวยชีวิตไปนับพัน ไม้กระทุ้งเองก็กำลังมุ่งหน้าไปยังประตูเมืองเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อพวกมันมาถึงและพบเห็นประตูเมืองที่ถูกเปิดอ้าไว้ พวกมันก็รู้สึกประหลาดใจขึ้นมา สัญชาตญาณบของพวกมันร่ำร้องว่าภายในมีกับดักอยู่ กระนั้นก็มีแต่ผู้ที่กล้าหาญเท่านั้นที่จะได้รับเกียรติยศ!

เมื่อพวกมันวิ่งเข้ามา พวกมันก็รู้สึกเสียใจกับการเลือกของพวกมัน สิ่งที่รอพวกมันอยู่คือยักษ์ศิลาสิบตัว

พวกยักษ์ศิลาไม่ได้ใช้กำปั้นของพวกมันโจมตีใส่ศัตรู พวกมันกลับใช้การกลิ้งเข้าบดขยี้พวกทหารที่ตกตะลึง ประตูเมืองได้ถูกปรับแก้ขนาดให้กลายเป็นสูงแปดเมตร ทำให้ตอนนี้พวกยักษ์ศิลาสามารถย่อตัวและกลิ้งผ่านประตูเมืองได้อย่างง่ายดายแล้ว

พวกทหารข้าศึกคงไม่เลือกที่จะวิ่งหนีหากมียักษ์ศิลาอยู่เพียงตัวเดียว แต่ที่เบื้องหน้าของพวกมันตอนนี้คือยักษ์ศิลาทั้งสิบที่กลิ้งมาพร้อมมากัน เมื่อพวกทหารเกิดความหวาดกลัว ความวุ่นวายก็เกิดขึ้น และนั่นทำให้พวกมันประสบความสูญเสียอย่างหนัก พวกอร์คและเอลฟ์ได้ติดตามอยู่ทางด้านหลังของพวกยักษ์ศิลา พวกทหารข้าศึกที่ยังมีชีวิตรอดจากยักษ์ศิลาจะเป็นหน้าที่ของพวกเขา

มียักษ์ศิลาบางส่วนปรากฏตัวขึ้นที่ด้านบนกำแพง พวกมันได้นอนลงและกลิ้งทับทหารฝ่ายศัตรู การตกจากความสูงเพียงสิบเมตรไม่ได้ทำให้พวกมันรู้สึกเจ็บคันแต่อย่างใด แต่เหล่าทหารศัตรูที่มีเลือกเนื้อเล่า? พวกมันยังจะทนรับได้หรือ?

พวกยักษ์ศิลายังคงกลิ้งต่อไปหลังจากที่ตกลงไปแล้ว พวกทหารที่กำลังบุกเข้ามาจึงวิ่งหนีด้วยความปั่นป่วน พวกทหารส่วนใหญ่ที่อยู่บริเวณกำแพงเมืองต่างตกตายภายใต้เงื้อมมือของยักษ์ศิลา

เซียวอวี๋พึงพอใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างยิ่ง เมื่อเลือกใช้นักรบให้เหมาะสมมันก็จะสามารถสำแดงอานุภาพออกมาได้มาก มันคงจะสิ้นเปลืองเวลาเกินไปหากให้ยักษ์ศิลาจัดการศัตรูทีละคน พวกเขากำลังรับมือกับสงครามขนาดใหญ่ และร่างกายที่ใหญ่โตของพวกยักษ์ศิลาก็เป็นอาวุธที่มีประโยชน์อย่างมาก

หลังจากกลิ้งไปพักหนึ่ง พวกยักษ์ศิลาก็กลับเข้าเมืองทีละตัว ความสูงของประตูเมืองมีไม่มาก ดังนั้นพวกมันจึงต้องใช้การกลิ้งตัวเพื่อเข้าเมือง

สภาวะได้เปรียบของปาเทียนหมิงพลันถูกทำลายลงไป ทหารศัตรูถูกผลักดันลงมา บันไดที่พาดอยู่กับกำแพงเมืองเองก็ถูกทำลายไป กระทั่งพวกออร์คทั่วไปก็ยังยากที่จะทำลายตะขอ หากแต่พวกยักษ์ศิลาสามารถกระทำได้โดยง่าย กระนั้นพวกมันก็ยังเชื่องช้าอย่างมาก มันจึงยากมากที่จะสู้ตัวต่อตัวกับผู้ฝึกยุทธ์ พวกผู้ฝึกยุทธ์สามารถหลบการโจมตีของพวกมันได้ไม่ยาก กระนั้นพวกยักษ์ศิลาก็ยังมีความแข็งแกร่งที่น่าหวาดหวั่น

ปาเทียนหมิงแทบกระอักเลือดเมื่อได้เห็นฉากที่เกิดขึ้น มันรู้ว่าเซียวอวี๋มียักษ์ศิลาอยู่แต่ก็ไม่คาดว่าเขาจะใช้มันแบบนี้ ปาเทียนหมิงสั่งให้พวกทหารหลีกเลี่ยงการปะทะกับพวกยักษ์ศิลา กระนั้นการกลิ้งของพวกยักษ์ศิลาก็ทำให้ปาเทียนหมิงพูดไม่ออก

"โจมตีเข้าไป! พวกหมอผีและผู้ใช้มนตราให้เข้าร่วมสนามรบและช่วยกดดันศัตรู!" ปเทียนหมิงตะโกนสั่งการ พวกหมอผีมีระยะโจมตีที่ไกลมาก พวกมันยังสามารถสร้างเกราะศิลาเพื่อปกป้องทหารได้ กลุ่มขุมอำนาจลึกลับเองก็ได้ส่งผู้ใช้มนตราออกไป พวกมันส่วนใหญ่ล้วนอยู่ในขั้นที่สาม พวกมันจะสามารถพลิกสถานการณ์การรบได้หากนำเวทมนตร์พื้นที่วงกว้างออกมาใช้

การโจมตีระลอกที่สองได้เปิดฉากขึ้น พวกทหารใช้โล่คอยคุ้มครองหมอผีแห่งทุ่งหญ้าและผู้ใช้มนตราเอาไว้ขณะที่เคลื่อนทัพไปด้านหน้าทีละนิด

"คิดว่าโล่เหล่านั้นจะสามารถปกป้องพวกมันจากข้าได้? เครื่องยิงจู่โจม! เครื่องยิงทำลาย! ยิงได้!" เซียวอวี๋ตระหนักดีว่าไม่อาจปล่อยให้เหล่าหมอผีและผู้ใช้มนตราเข้ามาใกล้ได้เพราะพวกมันจะสร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับฝ่ายเขา

ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว

อิฐก้อนกลมถูกยิงไปยังเหล่าทหารที่ยกโล่ขึ้นกำบัง แต่สิ่งที่สร้างความเสีบหายให้กับพวกมันได้มากที่สุดก็คือเครื่องยิงจู่โจม เขาพบว่าผู้ที่พวกทหารกำลังยกโล่ขึ้นกันให้นั้นไม่ใช่หมอผีหรือผู้ใช้มนตราตัวจริง พวกมันตัวจริงได้สวมชุดอื่นเพื่อปิดบังตัวตนเอาไว้จนทำให้พวกมันสามารถเข้ามาในระยะโจมตีได้แล้ว

ขณะที่การโจมตีด้วยเวทมนตร์ได้เริ่มต้นขึ้น ท้องฟ้าก็พลันถูกเติมเต็มไปด้วยสายฟ้า เปลวเพลิงและน้ำแข็ง....