ตอนที่ 173

ติดตามผู้แปลได้ที่ Lazy Meow นิยายแปล

บัตรถูกแจกจ่ายในวันรุ่งขึ้น ในเวลาเดียวกันเซียวอวี๋ก็ใช้คนงานและช่างฝีมือจากเมืองไลอ้อนจัดสร้างที่พักและสถานเริงรมย์สำหรับนักผจยภัยขึ้น

อีกราวหนึ่งเดือน ประตูขุมทรัพย์จึงจะถูกเปิดให้ให้เหล่านักผจญภัยได้ออกค้นหา ดังนั้นในตอนนี้พวกนักผจญภัยจึงยังไม่ได้มุ่งหน้าไปที่ภูเขาอัลคาเกนหากแต่เลือกพักอยู่ที่นี่ เซียวอวี๋กำลังคิดหาหนทางทำกำไรจากการเข้าพักของเหล่านักผจญภัย

เขาได้รับอาหารและสิ่งของมากมายจากค่ายเหยี่ยว ดังนั้นเขาจึงไม่ต้องกลัวที่จะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงดูผู้คนจำนวนมากภายในเมือง นอกจากนี้เซียวอวี๋ยังเพิ่มราคาของบัตรขึ้นเป็น 500 เหรียญทองซึ่งทำให้เหล่านักผจญภัยที่ทราบเรื่องตกตะลึง ในฐานะนักผจญภัยแล้ว พวกเขาคาดเอาว่าจะต้องมีค่าใช้จ่ายจำนวนมากในระหว่างการเดินทางของพวกเขา ถึงกระนั้นพวกเขาก็คาดไม่ถึงว่าราคาของบัตรจะสูงยิ่ง มีนักผจญภัยบางคนร่ำร้องประท้วง ทว่ากรอม ทอร์ลและคาร์นก็จะเข้าไปทำให้เหตุการณ์สงบสันติ

เหล่านักผจญภัยละทิ้งความคิดที่จะต่อต้านมากยิ่งขึ้นเมื่อได้เห็นพวกออร์คขว้างขวานผ่าร่างผู้ที่ต่อสู้ขัดขืน กระทั่งผู้ฝึกยุทธ์ขั้นที่สี่ก็ยังหวั่นใจ พวกเขาสามารถใช้พลังปราณในการต้านทานแรงกระแทกได้หากว่าผู้ที่ขว้างขวานมานั้นเป็นมนุษย์ อย่างไรก็ตาม แรงกระแทกของขวานนั้นมากเกินไปเมื่อถูกขว้างโดยพวกออร์คซึ่งมาถึงระดับที่ 9 และ 10 แล้ว

นอกจากนี้ยังมีพวกออร์คที่ถือบาริสและควบคุมเครื่องจู่โจมอยู่นั่นทำให้เหล่านักผจญภัยสยิวกายอย่างหนาวเหน็บ หลังจากกลุ่มเล็กๆหลายกลุ่มถูกสังหารทิ้งไป คนอื่นๆที่เหลือจึงเริ่มควักกระเป๋าออกซื้อหาบัตรในทันที หลังจากนั้น นักผจญภัยที่ต้องการเข้าสู่ตัวเมืองไลอ้อนจะต้องซื้อบัตรจากด่านตรวจก่อนที่พวกเขาจะเข้าเมือง

มีเครื่องบาริสต้านับไม่ถ้วนติดตั้งอยู่บนด่านตรวจและย่อมไม่มีนักผจญภัยคนใดต้องการจะทดสอบประสิทธิภาพของมัน แม้ว่าพวกเขาจะกล้าหาญหากทว่าไม่โง่ ไม่มีผู้ใดกล้าตอแยกองทัพ ตัวบัตรนั้นเรียบง่าย เซียวอวี๋จึงได้ขอให้ศิษย์ของสถาบันเวทมนตร์จากเมืองไชน์ลงอาคมให้ อาจารย์อัลม่าได้สร้างชุดอักขระที่พิเศษจำเพาะขึ้นมาชุดหนึ่งซึ่งยากต่อการลอกเลียนแบบ เว้นเสียแต่ว่าผู้ลอกเลียนแบบจะเป็นจอมมนตราชั้นสูง อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้มนตราระดับนั้นย่อมไม่ลดตัวลงมาวุ่นวายกับบัตรที่มีราคาเพียง 500 เหรียญทอง

เซียวอวี๋ได้แบ่งเงินให้กับบรรดาศิษย์ที่มาช่วยงานเขาอีกเล็กน้อยเพื่อเป็นค่าตอบแทนสินน้ำใจ เซียวอวี๋ได้จัดสรรที่พักให้กับศิษย์ทั้งสองสถาบัน เขาได้ปฏิบัติต่อคนกลุ่มนี้อย่างมีมารยาท เซียวอวี๋ทราบว่าในอนาคตจะต้องมีความขัดแย้งเกิดขึ้น ทว่าเซียวอวี๋ก็ต้องการทำให้แน่ใจว่าในอนาคตคนเหล่านี้จะเลือกอยู่ฝั่งเขา มันนับว่าคุ้มค่าอย่างมากหากได้ตัวผู้ใช้มนตราและอัศวินส่วนหนึ่งเข้าร่วมกับเขา

ผู้ใช้มนตราและอัศวินนั้นเปรียบดังเสาหลักของกองทัพ เซียวอวี๋ยังขาดแคลนบุคคลากรระดับกลางและสูงภายในกองทัพ ซึ่งเหล่าศิษย์ของสถาบัยอัศวินนั้นตอบโจทย์เขาอย่างยิ่ง ถึงกระนั้นเหล่าศิษย์เองก็ไม่ได้โง่ พวกเขาล่วงรู้ความแข็งแกร่งของดินแดนไลอ้อน บางทีพวกเขาอาจจะตัดสินใจเข้าร่วมหากเมืองมีการพัฒนามากขึ้นในอนาคต

หลินมู่เสวี่ยนั้นใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับเหล่าสะใภ้ทั้งห้า พวกนางจะแบ่งปันเครื่องประดับราคาแพง เพชรพลอยและอื่นๆอีกหลายสิ่งให้นาง หลินมู่เสวี่ยไม่ได้ขาดแคลนสิ่งเหล่านี้เนื่องเพราะความมั่งคั่งของตระกูล ถึงกระนั้นมันก็ยังทำให้นางแน่ใจได้สิ่งหนึ่ง ดินแดนไลอ้อนไม่ได้ยากจนข้นแค้นดั่งคำเล่าลือ

หลินมู่เสวี่ยนั้นมีแหวนมิติจากเซียวอวี๋อยู่แล้ว ดงงนั้นจึงไม่เป็นปัญหาในการจัดเก็บ เสื้อผ้า อัญมณีและเครื่องประดับต่างๆที่บรรดาสะใภ้ต่างมอบให้กับนาง

ดินแดนไลอ้อนไม่ได้ขาดแคลนเงินทองอีกต่อไป ดังนั้นเซียวอวี๋จึงไม่มีความคิดที่จะขายสิ่งของที่ริบมาจากพวกโจรออกไป ซึ่งอันที่จริงตัวเขาเองก็ไม่ต้องการจะขายสิ่งของออกไปแม้ว่าดินแดนจะอยู่ในสภาวะขาดแคลนก็ตาม เขาทราบว่าผู้คนในตระกูลนั้นต้องทนลำบากตรากตรำมาเนิ่นนาน ดังนั้นเขาจึงต้องการชดชเยให้กับบรรดาพี่สะใภ้ บุรุษจะต้องทำให้ครอบครัวมีความเป็นอยู่ที่ดีแม้ว่าเขาจะต้องตรากตรำทำงานหนักมากขึ้นก็ตาม

ในเวลาเพียงช่วงสั้นๆ หลินมู่เสวี่ยกลับเริ่มคุ้นเคยกับชีวิตภายในเมืองไลอ้อนแล้ว

ยิ่งเวลาผันผ่าน จำนวนของนักผจญภัยที่หลั่งไหลเข้าดินแดนมายิ่งมายิ่งมากขึ้น เซียวอวี๋นั้นหัวหมุนยุ่งอยู่กับการจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นพร้อมการมาถึงของคนเหล่านี้ ดังนั้นเขาจึงไม่อาจปลีกตัวไปดูแลหลินมู่เสวี่ยได้ หลินมู่เสวี่ยเองก็ไม่ได้ตัดพ้อต่อว่าใดๆ นางทราบดีว่าในฐานะลอร์ดของดินแดนแล้ว เซียวอวี๋ต้องคอยจัดการและสรรหาที่พักให้กับเหล่านักผจญภัย ทั้งยังต้องคอยไกล่เกลี่ยปัญหาและเรื่องอื่นๆอีกมาก พ่อบ้านหงส์แทบจะฉีกยิ้มถึงใบหูเนื่องเพราะการดำรงอยู่ของหลินมู่เสวี่ย

ศิษย์จากสถาบันเวทมนตร์และอัศวินที่มาจากเมืองอื่นเริ่มเดินทางมายังเมืองไลอ้อนเพราะต้องการบุกเบิกนครทมิฬ ศิษย์จากสถาบันเหล่านั้นเชื่อมั่นในความแข้งแกร่งของตน ดังนั้นพวกเขาจึงปฏิเสธที่จ่ายค่าบัตรผ่านทาง ซึ่งเซียวอวี๋เองก็ไม่ได้คิดปราณีใดๆ เขาสั่งเคลื่อนพลกองทัพออร์ค เอลฟ์ ไรเดอร์และอื่นๆไปมอบบทเรียนให้กับคนเหล่านั้น ผู้ใช้มนตรานั้นแน่นอนว่าแข็งแกร่ง ทว่าพวกเขาก็จำต้องอาศัยกองทัพเพื่อแสดงอานุภาพ นอกจากนี้เหล่าพลธนูยังเป็นดาวข่มของพวกเขา เหล่าเอลฟ์ชั้นยอดนั้นสามารถยับยั้งพวกเขาได้ก่อนที่จะสามารถร่ายมนต์ได้สำเร็จเสียอีก นอกจากนี้เซียวอวี๋ยังได้สั่งซื้อเครื่องบาริสต้าเพิ่มเติมจากกลุ่มการค้าวอร์แฮมเมอร์มาเพิ่ม

เซียวอวี๋นั้นทั้งต้องการและมีความจำเป็นที่จะต้องหาผู้ใช้มนตรามาเข้าร่วมกับเขา อย่างไรก็ตามเขาไม่อาจต้อนรับขับสู้ทั้งหมดได้อย่างหน้ามืดตามัว เขานั้นปฏิบัติกับเหล่าศิษย์และอาจารย์จากทั้งสองสถาบันของเมืองไชน์อย่างมีมารยาทเนื่องเพราะเป็นการไว้หน้าหลินมู่เสวี่ย นอกจากนี้ยังเป็นเพราะพวกเขาผ่านการเดินทางร่วมกันและค่อนข้างสนิทสนม เหล่าศิษย์เองก็ทราบว่าเซียวอวี๋นั้นไว้หน้าพวกเขาเช่นกัน อย่างไรก็ตาม เซียวอวี๋เกรงว่าหากเขาปฏิบัติต่อศิษย์และสถาบันจากเมืองอื่นๆดุจเดียวกันแล้ว เช่นนั้นเกรงว่าจะเป็นการโลภมากจนไม่รู้สถานการณ์ไปแล้ว

ดังนั้นเซียวอวี๋จึงเลือกที่จะแสดงไม้แข็งก่อนที่จะใช้ไม้อ่อนโน้มน้าวพวกเขามาเข้าร่วม มิเช่นนั้นเหล่าศิษย์และอาจารย์จากสถาบันเหล่านี้ก็คงก่อปัญหาวุ่นวายเพื่อเข้าพบเขา

บรรดาอาจารย์จากสถาบันเวทมนตร์บางแห่งนั้นโกรธแค้นขึ้นมากระทั่งกล่าวข่มขู่เซียวอวี๋ อย่างไรก็ตาม อาจารย์อัลม่าได้เข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยให้ เขาอธิบายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเซียวอวี๋และธีโดอร์ ทั้งยังเตือนให้ระมัดระวังคำพูดคำจารวมถึงการกระทำของพวกเขา ท้ายที่สุดแล้ว อาจารย์เหล่านั้นก็ต้องกัดฟันควักเงินออกมาจ่ายค่าบัตร เซียวอวี๋ได้ไปพบปะกับกลุ่มอาจารย์จากสถาบันแห่งอื่นๆขณะที่มีอาจารย์อัลม่าคอยกล่าวแนะนำตัวเขา

หากว่าเขานั้นทำตัวสุภาพนอบน้อมต่ออาจารย์เหล่านั้นตั้งแต่แรกเริ่ม เช่นนั้นพวกเขาก็จะไม่ให้ความเคารพและมองเขาอย่างดูถูกว่าเป็นเพียงอลร์ดของดินแดนเล็กๆ

อย่างไรก็ตาม พวกเขาได้รับทราบแล้วว่าเซียวอวี๋จะไม่มีความเมตตาให้กับผู้ใดก็ตามที่กล้าก่อกวนเขา

เซียวอวี๋นั้นยึดความคิดที่ว่าว่าดินแดนไลอ้อนนั้นสนามหญ้าบ้านของเขา เขาจะให้เกียรติผู้อื่น หากว่าพวกเขาแสดงออกอย่างมีมารยาท อย่างไรก็ตาม เขาจะลงโทษผู้ที่กล้าจะกระทำตัวดื้อรั้น

ด้วยเหตุนี้ผู้คนจึงให้ความยำเกรงดินแดนไลอ้อน ไม่มีผู้ใดกล้าจะดูหมิ่นดูแคลนดินแดนไลอ้อนอีก เรื่องที่ดินแดนไลอ้อนกำลังเสื่อมโทรมตกต่ำนั้นไม่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาถกถึงอีกต่อไป

เซียวอวี๋จะคอยจัดการกับการต่อสู้และการทะเลาะวิวาทที่เกิดขึ้นในแต่ละวันด้วยตนเองเพื่อให้ข่าวลือแพร่สะพัดออกไปโดยง่าย

นอกจากนี้ เซียวอวี๋ยังได้ประกาศเตือนผู้คนไม่ให้ยุ่มย่ามกับพวกออร์ค เอลฟ์และเผ่าพันธุ์อื่นๆ ทว่าก็ยังมีคนถูกความโลภเข้าบังตาและไม่ใส่ใจต่อคำเตือนนี้

เซียวอวี๋จึงสั่งให้กองทัพของเขาเข่นฆ่าผู้คนเหล่านี้ได้ทันทีโดยไม่ต้องฟังคำโต้แย้งหรือรีรอใดๆ เขาได้แขวนศีรษะผู้คนกว่าพันศีรษะไว้ที่ประตูเมืองไลอ้อน แม้ว่าจะเป็นลูกหลานของแกรนดยุคจากที่ใดก็ไม่มีข้อยกเว้น

ลอร์ดของดินแดนเล็กๆกลับกล้าสังหารกระทั่งหลานชายของแกรนดยุคผู้หนึ่ง! เขาไม่เกรงกลัวการล้างแค้นเลยหรือ?

ซึ่งก็เป็นความจริงที่เซียวอวี๋ไม่ได้เกรงกลัวผู้ใด นั่นเป็นเพราะดินแดนไลอ้อนนั้นอยุ่ห่างไกลนับพันไมล์จากดินแดนหลัก อีกทั้งยังมีดินแดนกั้นขวางอยู่ตามรายทางอีกนับไม่ถ้วน

ยังจะมีผู้ใดส่งกองทัพเดินทางมาอีกหรือ? ซึ่งหากว่าอีกฝ่ายยกทัพมาจริง เช่นนั้นเซียวอวี๋ก็พร้อมทำสงคราม สงครามสำหรับเขาแล้วมันหมายถึงค่าประสบการณ์และค่าผลงาน เขาย่อมมั่นใจในการตั้งรับที่เมือง

นับจากนั้นก็ไม่มีผู้ใดกล้าตอแยข้องแวะกับพวกเอลฟ์หรือออร์คอีก เหตุผลข้อแรกนั้น พวกเขาทราบดีว่าไม่มีความแข็งแกร่งเพียงพอ มีศีรษะของผู้ฝึกยุทธ์ขั้นที่สี่ที่มีชื่อเสียงหลายคนถูกเสียบเอาไว้บนกำแพงเมือง คนเหล่านั้นแน่นอนว่าเยี่ยมยุทธ์ พวกเขาพยายามที่จะลอบลักพาตัวเอลฟ์ไป อย่างไรก็ตามผู้พิทักษ์พงไพรและพลปืนก็ได้ส่งพวกเขาไปล่องเรือในแม่น้ำยมโลก

ส่วนเหตุผลข้อที่สองนั้น พวกเขาทราบว่าเซียวอวี๋กล้าสังหารกระทั่งหลานชายของแกรนดยุค ดังนั้นเขายังจะเกรงกลัวหรือไว้หน้าผู้ใดอีกหรือ?