ตอนที่ 106

ติดตามผู้แปลได้ที่ Lazy Meow นิยายแปล

เซียวอวี๋ยังคงจิบไวน์จากแก้วอย่างละเมียดละไมและหยอกล้อกับมังกรน้อยขณะที่มองไปยังกองทัพของอีกฝ่ายที่กำลังจัดทัพอยู่ไม่ไกลราวกับเขาไม่ได้ใส่ใจต่อสงครามที่กำลังจะเกิดขึ้น มังกรน้อยมีการเติบโตขึ้นเล็กน้อย ปีกของมันแข็งแรงขึ้น นอกจากนี้เปลวเพลิงที่มันพ่นออกมายังทรงพลังยิ่งกว่าเดิม มังกรน้อยสามารถเผาคนหนึ่งคนได้แล้วในตอนนี้ เซียวอวี๋จ้องมองมังกรน้อยขณะที่เขาวาดฝันถึงการเป็นอัศวินมังกร

ลีอาบอกเขาว่า หากเขายังเลี้ยงมังกรน้อยด้วยอาหารทั่วไปเช่น ไก่ย่าง อยู่ เช่นนั้นมันก็จะสูญเสียสัญชาติญาณความเป็นสัตว์ป่าไป นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เซียวอวี๋ได้ซื้อเนื้อดิบมาไว้เป็นจำนวนมากตอนที่พักอยู่ในเมืองติโต ในคราแรก มังกรน้อยไม่ต้องการกินเนื้อสด แต่เซียวอวี๋ก็ได้บังคับมันให้กินในที่สุด มังกรน้อยกัดเนื้อคำเล็กๆและเงยหน้ามองเซียวอวี๋ด้วยดวงตาปริ่มน้ำ

ในบางครั้งซีเหวินจะให้ขนมมังกรน้อยเมื่อเซียวอวี๋ไม่ได้อยู่ด้วย ที่จริงแล้วเขารู้เรื่องนี้แต่เขาก็ลืมตาข้างหลับตาข้าง เขาไม่ได้ต้องการเลี้ยงดูมังกรน้อยอย่างเคร่งครัดเกินไปนัก

พวกออร์คทราบว่าศัตรูกำลังจะเข้าโจมตีในไม่ช้า พวกมันเตรียมพร้อมสำหรับออกรบกับมนุษย์ด้วยความเกลียดชัง เซียวอวี๋ทราบว่าความเกลียดชังนี้จะเป็นภัยซ่อนเร้นในอนาคต เขาจะต้องค่อยๆสอนพวกมันว่าไม่ใช่มนุษย์ทั้งหมดที่จะเป็นคนเลว มิฉะนั้นจะต้องเกิดความขัดแย้งระหว่างเผ่าพันธุ์ในสัวันหนึ่ง ดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ของทวีปอาเซรอต

แต่มนุษย์ในยุคนี้ยังคงมองพวกออร์คเป็นเพียงสัตว์ป่า

เซียวอวี๋กำลังวางแผนที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้งเหล่านี้ในอนาคต เขาจะทำให้ผู้คนเปลี่ยนแนวคิดและหันมามองเผ่าพันธุ์อื่นอย่างเท่าเทียมหลังจากที่กลับไปยังดินแดนของเขา เขาจะไม่ยอมให้ศัตรูของเขาสามารถปลุกปั่นเพื่อสร้างความขัดแย้งระหว่างเผ่าพันธุ์ได้ และเขาจะค่อยๆทำให้เผ่าพันธุ์ต่างๆอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

พวกออร์คยังไม่อาจใช้บาริสต้าด้วยความชำนาญได้ แต่พวกมันยังคงเล็งและยิงได้โดยไม่มีปัญหา

ทิรันด้าที่ขี่พยัคฆ์ขาวของนางออกไปตรวจสอบทางฝั่งศัตรูได้กลับมารายงานในเวลานี้เอง ตามที่ทิรันด้ารายงาน ทางฝั่งศัตรูมีกำลังทหารอยู่ 3,000 นาย พวกมันทั้งหมดล้วนเป็นทหารม้า!

เนื่องจากทหารม้าเกราะหนักเหนื่อยล้าง่ายและเคลื่อนที่ได้ช้ากว่าทหารม้า ดังนั้นทหารม้าทั่วไปจึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในการซุ่มโจมตีหรือบุกโจมตีฉาบฉวย

อย่างไรก็ตาม สนามเพาะที่เซียวอวี๋ได้ขุดขึ้นมาได้ลดทอนความได้เปรียบของทหารม้าลง เซียวอวี๋มีความมั่นใจอย่างมากในการจะเอาชนะศึกครั้งนี้

อีกฝ่ายปรากฏตัวออกมากว่าหนึ่งชั่วโมงแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้เข้าโจมตี พวกมันได้ส่งทหารม้าบางส่วนออกมาสอดแนม แต่ก็พบว่าเป็นการยากที่จะผ่านสิ่งกีดขวางที่เซียวอวี๋สร้างเอาไว้ หากพวกเขาคิดที่จะผ่านช่องว่างที่มีไป เช่นนั้นความเร็วของพวกเขาก็จะลดลงอย่างมาก

เซียวอวี๋กำลังใช้กลยุทธ์ของรอมเมิลในศึกครั้งนี้ เขาเคยกล่าวเอาไว้ว่า ป้อมปราการจะต้องถูกก่อสร้างขึ้นโดยเร็วหากต้องการหลงเหลือไพร่พลกลับไป

อาวุธที่แข็งแกร่งและป้อมปราการที่มั่นคงจะช่วยลดจำนวนผู้เสียชีวิตลง

เซียวอวี๋ไม่ใช่นักกลยุทธ์ทางทหาร แต่สามัญสำนึกของเขาบอกเขาว่าการสร้างป้อมปราการขึ้นจะเป็นการเพิ่มความแข็งแกร่งขึ้นอีกหลายขุม

ดังนั้นเขาจึงให้พวกออร์คตัดไม้ เหลาหัวมันให้คม และปักไว้เป็นแถว ไม้เหล่านี้จะถูกปักไว้ที่ทางลาดด้านล่าง

เซียวอวี๋กำลังใช้ทฤษฎีการต่อสู้จากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง กลยุทธ์ของเขาอยู่บนพื้นฐานในการจัดสร้างสนามเพาะเพื่อสร้างความได้เปรียบ ซึ่งศัตรูของเขายังไม่พร้อมจะรับมือกับกลยุทธ์และวิธีการดังกล่าวในตอนนี้

เหล่าทหารม้าจะถูกลดทอนอำนาจทำลายล้างลงครึ่งหนึ่งจากการที่ต้องเผชิญหน้ากับป้อมปราการ ผู้ใดจะคาดคิดว่าเซียวอวี๋จะตัดสินใจตั้งรับอยู่ที่นี่?

เดิมทีพวกเขาได้วางแผนที่จะป้องกันไม่ให้เซียวอวี๋หลบหนีออกไปได้ ดังนั้นพวกเขาจึงเลือกที่จะใช้ทหารม้าเกราะเบา แต่ในตอนนี้สถานการณ์ได้เปลี่ยนไปแล้วและทหารม้าเกราะเบาก็กลายเป็นไร้ประโยชน์

ผู้คนส่วนใหญ่จะเลือกกลับไปยังบ้านของตนโดยเร็วที่สุดหากพวกเขาถูกศัตรูล้อมเอาไว้รอบด้าน แต่เซียวอวี๋กลับตัดสินใจอย่างเด็ดขาดที่จะรั้งอยู่แทนการมุ่งหน้ากลับเมืองของเขา นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้การซุ่มโจมตีต้องล้มเหลว!

ผู้บัญชาการทหารของข้าศึกไม่อาจหาแผนการที่เหมาะสมในการเข้าโจมตีป้อมค่ายได้ อีกทั้งยุทธ์ศาสตร์ที่เซียวอวี๋เลือกยังยากที่จะใช้ทหารม้าพุ่งเข้าโจมตี ทหารม้าเกราะเบาไม่ได้พกพาอาวุธหนัก ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขายังไม่มีอาวุธสำหรับการโจมตีระยะไกล!

"500 นายจากกองหน้า! ลงจากหลังม้าและวิ่งไปกำจัดสิ่งกีดขวางซะ!" ผู้บัญชาการของศัตรูในที่สุดก็ลงมือแล้ว

ทหารม้าไม่อาจรุกคืบไปข้างหน้าได้เนื่องจากสิ่งกีดขวางจำนวนมาก ผู้บัญชาการของศัตรูคงโง่เขลาเกินไปหากยังคงฝืนดันทุรังบุกทั้งอย่างนั้น

ทหารม้าทั้ง 500 นายลงจากหลังม้า ขณะที่ยกโล่ชักดาบวิ่งเข้าไปกำจัดสิ่งกีดขวางเพื่อเปิดทางให้กับกองกำลังส่วนอื่นๆ

เซียวอวี๋หรี่ตาลงขณะมองดูจากรถม้า เขายังไม่รีบร้อนที่จะลงมือ

เซียวอวี๋ถ่ายทอดคำสั่งเมื่อทหารศัตรู 500 นายนั้นอยู่ห่างจากสิ่งกีดขวาง 200 เมตร "พวกออร์คจงเตรียมพร้อม! ในสิบวินาทีหลังจากพวกมันมาถึงสิ่งกีดขวาง ให้ขว้างขวานทั้งสิบเล่มออกไป! ออร์คตัวไหนที่ไม่สามารถขว้างขวานออกไปจนหมดทั้งสิบเล่มจะต้องอดมื้อค่ำ! อย่าได้วิ่งลงไปที่เนินด้านล่างด้วย! ไม่เช่นนั้นจะต้องได้รับโทษ!"

หลังจากนั้นเซียวอวี๋ก็หันไปเล่นกับมังกรน้อยต่อ

กรอมยืนอยู่บนทางลาดและรับหน้าที่เป็นผู้บัญชาการทัพหน้าในศึกนี้ เซียวอวี๋ต้องการจะเพาะสร้างกรอมให้เป็นผู้นำที่มีความสามารถ ไม่ใช่เพียงหุ่นสังหารที่แข็งทื่อ

ทหารม้ายกโล่ของป้องกันลูกธนูที่อาจยิงเข้ามาแต่ก็ต้องประหลาดใจเมื่อไม่ได้เผชิญกับการโจมตีดังที่คาด นอกจากนี้พวกเขายังต้องตกตะลึงเมื่อพบว่าไม่อาจขยับเคลื่อนเครื่องกีดขวางออกไปได้ เนื่องจากมันเป็นท่อนไม้หลายสิบท่อนที่ถูกผูกติดเอาไว้ด้วยกัน

กระทั่งพวกออร์คเองก็ยังไม่อาจเคลื่อนย้ายพวกมันได้ในเวลาอันสั้น พวกมันกองไม้รวมกันและมัดเอาไว้อย่างแน่นหนา

กรอมฉีกยิ้มขณะที่มองลงมาจากบนเนินเขา เขายังคงไม่มีทีท่าจะออกคำสั่งโจมตีแต่อย่างใด

กรอมได้ติดตามเซียวอวี๋มาแล้วหลายศึกและได้เรียนรู้กลยุทธ์ต่างๆจากเซียวอวี๋ หากพวกศัตรูไม่อาจขนย้ายท่อนไม้ออกไปได้ เช่นนั้นแล้วพวกเขาจะรีบร้อนโจมตีไปใย?

เหล่าศัตรูผ่านเข้ามาลึกมากขึ้นเพื่อที่จะตัดเชือกที่ผูกรั้งท่อนไม้เอาไว้ด้วยกัน พวกเขาต้องการจะแยกไม้ออกและเปิดฉากโจมตี

ทันใดนั้นกรอมก็ตะโกนออกมา "โจมตี!"

พวกออร์คง้างมือออกและขว้างขวานออกไปทันที ท้องฟ้าถูกปกคลุมไปด้วยขวานมากมายราวกับห่าฝน

เหล่าศัตรูยังไม่ทันได้มีการตอบสนองใดๆขณะที่ขวานระลอกสองถูกขว้างตามมาแล้ว

ฟึบ~ ฉัวะ~ ฉัวะ~ ปุ~

ทหารจำนวนมากต่างถูกขวานปักเข้าใส่ร่าง มีบางคนที่ยกโล่ใบเล็กขึ้นเพื่อที่จะป้องกัน แต่พื้นที่ป้องกันของตัวโล่นั้นมีขนาดเล็กจนเกินไป นอกจากนี้มันยังเป็นโล่ที่ไม่ได้หนามากนัก ดังนั้นจึงไม่อาจสกัดกั้นขวานบินที่ถูกขว้างลงมาจากด้านบนได้!

มีเพียงไพร่พลที่หัวไวบางนายรีบถลันหลบหลังสิ่งกีดขวางเท่านั้นที่รอดชีวิตจากคมขวานได้ ทหารส่วนใหญ่ล้วนถูกสังหารหลังจากการโจมตีระลอกที่ห้า

ถึงกระนั้นพวกออร์คก็ยังปฏิบัติตามคำสั่งของเซียวอวี๋อย่างเคร่งครัด พวกมันต่างขว้างขวานออกไปทั้งสิบเล่ม

เหล่าทหารที่คุดคู้ตัวอยู่หลังสิ่งกีดขวางต่างเสียขวัญทุกคราที่ขวานถูกขว้างลงมาและผ่าแยกร่างของสหายร่วมรบจนศพนอนเกลื่อนกลาด พวกมันไม่เคยพบเห็นการโจมตีที่หนาแน่นเช่นนี้มาก่อน

รอมเมิลเคยกล่าวเอาไว้ว่า กุญแจสู่ชัยชนะก็คืออาวุธที่ทรงอานุภาพ เซียวอวี๋เข้าใจถ้อยคำนั้นแล้วในตอนนี้

พวกออร์คหยุดมือลงหลังจากขว้างขวานออกทั้งสิบเล่ม

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความรู้สึกตื่นเต้นฉายอยู่ในแววตาของพวกมัน เลือดของพวกมันล้วนแต่เดือดระอุ กลยุทธ์ของเซียวอวี๋จะนำพาพวกมันไปสู่ชัยชนะ! นี่ทำให้พวกมันมีความเชื่อมั่นในเซียวอวี๋มากยิ่งขึ้น ในอดีตพวกมันจะเสียเปรียบทุกคราที่ต้องเผชิญหน้ากับมนุษย์ แต่ในตอนนี้พวกมันเชื่อว่าแม้จะต้องเผชิญหน้ากับมนุษย์พวกมันก็จะไม่พ่ายแพ้ หากพวกมันติดตามเซียวอวี๋

เซียวอวี๋พยักหน้าความพึงพอใจในผลลัพธ์ เขาเชื่อว่ากองทัพจะต้องเคร่งครัดในกฏระเบียบ มิเช่นนั้นพวกออร์คจะต้องวิ่งลงไปยังเบื้องล่างและถูกพวกมนุษย์ที่จัดกระบวนทัพรอท่าเอาไว้แล้วสังหารลง

ทั้งสองฝ่ายต่างตกอยู่ในความเงียบสงัดจนมีเพียงเสียงของสายลมที่พัดผ่าน

เซียวอวี๋ไม่ได้สั่งให้พวกออร์คโจมตี ทหารม้าของอีกฝ่ายก็ยืนมองอย่างโง่งม พวกเขาต่างไม่ทราบว่าจะต้องทำเช่นไร

"ไปเก็บขวานขึ้นมา! ถ้าพบว่าศัตรูมีทีท่าจะเคลื่อนไหวเช่นนี้ก็จงถอยกลับทันที พวกเจ้าไม่อาจต่อสู้ระยะประชิดกับพวกมันได้!" เซียวอวี๋สั่งการอีกครั้ง

พวกออร์ครีบวิ่งลงไปเก็บขวานของพวกมันทันที เหล่าทหารที่ซ่อนตัวใต้สิ่งกีดขวางเองก็ไม่กล้าระบายลมหายใจโดยแรง ทว่าโชคร้ายที่พวกเขาก็ยังถูกพบเห็นโดยพวกออร์คที่ลงมาเก็บขวานสังหารในที่สุด

การรบเริ่มขึ้นแล้วและทั้งสองฝ่ายยังไม่ได้เข้าปะทะกันโดยตรงแม้แต่น้อย! แต่เซียวอวี๋ก็สามารถสังหารข้าศึกไปได้กว่า 500 นาย! ผลลัพธ์เช่นนี้หาได้ยากอย่างยิ่งไม่ว่าจะในศึกครั้งใดก็ตาม!