ตอนที่ 213

ติดตามผู้แปลได้ที่ Lazy Meow นิยายแปล

ทอร์เป็นทหารชั้นดีของเมืองกิสโก้ เขาเคยผ่านการรบจริงมาแล้ว ทั้งยังมีวิชาฝีมือติดตัว ด้วยเหตุนี้เขาจึงได้รับแต่งตั้วเป็นหัวหน้าหมู่คุมไพร่พล 10 นาย ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาพวกเขาได้ยินมาว่าลอร์ดผู้ชั่วร้ายกำลังจะบุกโจมตีเมืองกิสโก้ ดังนั้นพวกเขาจึงเตรียมพร้อมรับมือ

อันที่จริงพวกเขาเคยได้ยินเรื่องของลอร์ดผู้ชั่วร้ายนี้แล้ว บุตรชายคนที่สามของท่านลอร์ดโซโลมอน แคร์รี่เคยเข้าโจมตีดินแดนของลอร์ดผู้นั้นอยู่สองครา แต่ก็ต้องคว้าน้ำเหลวกลับมา ว่ากันว่าลอร์ดชั่วร้ายผู้นั้นมีพวกเอลฟ์ ออร์คและคนแคระต่อสู้เพื่อเขา

ในความคิดของทอร์ พวกออร์คมีร่างกายสูงใหญ่ ป่าเถื่อน ดุร้าย ผิวกลายของพวกมันเป็นสีเขียว พวกมันไม่ต่างไปจากสัตว์ป่า เป็นเรื่องปกติที่แคร์รี่จะพ่ายแพ้ให้กับพวกมัน ยิ่งไปกว่านั้นลอร์ดชั่วร้ายยังเป็นฝ่ายตั้งรับ ดังนั้นแคร์รี่จึงเสียเปรียบ

มาตอนนี้ลอร์ดชั่วร้ายผู้นั้นกำลังจะบุกโจมตีเมืองกิสโก้และทางฝั่ายของเขามีชัยภูมิที่ดี ทอร์เชื่อว่าครั้งนี้พวกออร์คจะได้รับบทเรียนอย่างสาสม เขาจะตัดศีรษะออร์คสักหลายหัวเพื่อชื่อเสียง

ลอร์ดของพวกเขา โซโลมอนประกาศว่าจะมอบเงิน 500 เหรียญทองให้แก่ผู้ที่สามารถตัดศีรษะพวกออร์คได้

ทอร์กำลังเฝ้ารอสงครามนี้ เขาต้องการทั้งชื่อเสียงและโอกาศที่จะแสดงฝีมือ

กระนั้นในหมู่ๆพร่พลก็มีคำล่ำลือว่าออร์คเพียงหนึ่งตัวสามารถจัดการๆพร่พลได้นับสิบ ว่ากันว่าพวกออร์คป่าเถื่อนโหดร้ายอย่างมาก พวกมันจะสู้ไปพลาง กินเลือดกินเนื้อสดๆไปพลาง

บางคนเคยเห็นพวกไรเดอร์ที่บุกเข้ามารุกรานตามชายแดน กล่าวกันว่าพวกออร์คนั้นขี่หมาป่าตัวโต ทั้งยังใช้ดาบเล่มใหญ่ แต่โชคดีที่พวกมันมีกันไม่มาก

ไพร่พลส่วนใหญ่รู้สึกหวาดกลัวพวกออร์ค แต่ทอร์นั้นไม่ใช่ เขาเป็นคนกล้าหาญและต้องการจะแสดงฝีมือ เขาเชื่อว่าการตัดศีรษะพวกออร์คสามารถกระทำได้ไม่ยากเมื่อร่วมมือกับลูกทีมของเขาอีกสิบคน

นอกจากนี้ยังมีผู้คนในชุดคลุมดำมาที่เมืองกิสโก้อีกมากมาย พวกเขานำอาวุธยุทโธปกรณ์และเครื่องมือป้องกันเมืองมาด้วยอีกจำนวนมหาศาล ยิ่งไปกว่านั้นในหมู่พวกเขายังมีผู้ใช้มนตรา

ความหวาดกลัวมลายหายไปเมื่อได้เห็นกำลังสนับสนุนอันทรงพลัง ในครั้งนี้พวกเขามีความมัั่นใจอย่างยิ่งว่าจะสามารถจัดการกับลอร์ดชั่วร้ายผู้นั้นได้

พวกออร์คนั้นกล้าหาญ หากแต่พวกมันก็ไม่อาจต่อกรกับผู้ใช้มนตราหรือเครื่องบาริสต้า เหล่าไพร่พลต่างทราบดีว่าผู้ใช้มนตราเป็นดาวข่มของพวกออร์ค

ทุกคนต่างกระตือรือร้นที่จะแสดงความกล้าหาญในการรบ พวกเขาเคยเห็นสัตว์อสูรทรงพลังมาก่อน แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าสัตว์อสูรทรงพลังแล้วพวกออร์คก็เปรียบได้กับลูกแมวอันเชื่องเชื่อ สัตว์อสูรพวกเขาก็เคยจัดการมาแล้ว นับประสาอะไรกับพวกออร์คเหล่านี้

ลอร์ดของพวกเขาบอกว่าลอร์ดชั่วร้ายผู้นั้นจะเข้าโจมตีในอีกไม่นาน ไพร่พลทุกนายล้วนประจำตำแหน่งอยู่พรักพร้อม รอคอยให้กองทัพอันชั่วร้ายปรากฏตัวขึ้น

เสียงกระซิบอย่างตื่นเต้นถึงวิธีการที่จะตัดศีรษะของพวกออร์คกระจายไปในหมู่ไพร่พล เครื่องบาริสต้าหนักของพวกเขาสามารถเจาะทะลุประตูเมืองได้ไม่ยาก ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงพวกออร์ค ทว่าความตื่นเต้นพลันถูกแทนที่ด้วยความตกตะลึงและหวาดกลัวเมื่อได้เห็นกองทัพของลอร์ดผู้ชั่วร้ายนั้น ทัพหน้าของพวมันกลับเป็นยักษ์ร่างใหญ่โต!

พวกยักษ์สูงราวหกถึงเจ็ดเมตร ผิวหนังของมันล้วนเป็นศิลา พื้นดินจะสั่นสะเทือนทุกครั้งยามเมื่อพวกมันย่ำเท้า

พวกเขาได้รับข่าวว่ากองทัพของลอร์ดชั่วร้ายจะประกอบไปด้วยพวกออร์ค พวกเอลฟ์และคนแคระนี่! แล้วยักษ์เหล่านี้ผุดมาจากนรกขุมใดกัน? เหล่าไพร่พลไม่ได้เกรงกลัวพวกออร์ค หากแต่ยังกระตือรือร้นที่จะฆ่าฟัน แต่ใครจะคิดเล่าว่าศัตรูที่พวกเขาต้องรับมือกลับเป็นพวกยักษ์?

ยักษ์พวกนั้นสามารถบดขยี้พวกเขาได้ในหนึ่งกำปั้น!

ไพร่พลทั้งหมดได้รับการฝึกฝนแรมเดือนเกี่ยวกับยุทธวิธีที่จะใช้รับมือกับพวกออร์ค พวกเขาไม่รู้ว่าที่ฝึกฝนมาจะนำมาใช้กับยักษ์เหล่านี้ได้หรือไม่?

สายลมที่ปะทะเข้าใบหน้าช่างรุนแรงนัก!

ทอร์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากขณะมองดูพวกยักษ์ ดวงตาของเขาแทบจะถลนออกจากเบ้า ขาของเขาหมดแรงจะค้ำยันร่างกาย เขาเพียงปรารถนาหลบหนีออกไปให้ไกล ทอร์เชื่อว่าคงไม่มีใครคิดหาญกล้าไปต่อกรกับยักษ์พวกนี้

กระนั้นการหลบหนีถือเป็นความอัปยศที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในฐานะทหารชั้นยอด นอกจากนี้เขายังต้องเผชิญกับการลงโทษอย่างรุนแรงหากหลบหนี

ผู้บัญชาการสั่งให้ปรับทิศทางของเครื่องบาริสต้าและเครื่องยิงหินและยิงไปยังพวกยักษ์ ทว่าตอนนั้นเอง ท้องฟ้าก็ถูกปกคลุมไปด้วยเมฆดำ

พวกเขาเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นสัตว์ประหลาดบินได้มากมายมหาศาล ไม่ใช่ว่าพวกมันสูญพันธุ์ไปหมดแล้วหรือ? ตั้งแต่เกิดมาพวกเขาก็ไม่เคยพบเห็นสัตว์อสูรบินได้ มาตอนนี้พวกมันมีอยู่เต็มน่านฟ้าเหนือเมืองกิสโก้

แล้วพวกเขาจะสู้กับพวกมันได้อย่างไร?

เครื่องบาริสต้าอาจจะโจมตีใส่พวกมันได้หากได้เตรียมการล่วงหน้า

เหล่าไพร่พลเริ่มปลุกปลอบกำลังขวัญและคิดเอาไว้ว่าพวกมันจะต้องโฉบลงมาสู้กับพวกเขาที่ภาคพื้น ทว่าฉากต่อมากลับทำให้พวกเขากลัวจนฝังลึกเข้าไปในแก่นวิญญาณ

ตอนที่พวกสัตว์บินได้เหล่านั้นลดระดับความสูงลงพวกเขาก็เห็นพวกโทลล์ที่มีผิวกายสีฟ้าโยนบางสิ่งลงมา

ทั้งหมดตกตะลึง เพียงสิ่งของเล็กน้อยเหล่านั้นจะทำอะไรพวกเขาได้?

บึมมมมมมมมมมมมม ตูมมมมมมมมม บึมมมมม~

นั่นมันอะไรกัน? เหตุไฉนสิ่งของชิ้นเล็กๆเหล่านั้นถึงทรงพลังนัก?

พวกเขายังไม่ทันได้ทำอะไรเสียงระเบิดที่กึกก้องก็ดังออกมา

ตู้มมมมมม~

ชิ้นส่วนของหินและเศษซากอาคารชิ้นเล็กชิ้นน้อยปลิวว่อนอยู่ในอากาศ เมืองถูกระเบิดจนสั่นสะเทือน เหล่าผู้ที่อยู่ในระยะของระเบิดต่างถูกเปลิงแผดเผา เปลวเพลิงลุกท่วมฟ้า ทั่วทั้งเมืองกลับกลายเป็นโกลาหล

ไพร่พลที่ถูกไฟแผดเผาร่างกรีดร้องโหยหวน มีหลายคนที่ร่วงหล่นจากกำแพง ผู้ที่ยังไม่ตายในทันทีก็กรีดร้องอย่างเจ็บปวดทรมาณ

ทอร์โชคดีอย่างมากที่รอบๆตัวของเขาไม่มีระเบิด นอกจากนั้นเขายังหมอบอยู่กับพื้นดินตามสัญชาติญาณ ในใจของเขาปั่นป่วน เขาไม่ทราบว่าสมควรรับมืออย่างไร เหตุใดสงครามจึงกลับกลายเป็นเช่นนี้

ที่เขารู้ตอนนี้คือเมืองกิสโก้จบสิ้นแล้ว! ลอร์ดของพวกเขาและบุตรชายทั้งสามและพวกผู้ใช้มนตราต่างหลบหนีออกจากเมือง

ทอร์ลุกขึ้นเพื่อเตรียมหลบหนี แต่ตอนนั้นเองก้อนหินขนาดยักษ์ก็ลอยข้ามท้องฟ้ามา ในสายตาของเขาเห็นหินก้อนนั้นพุ่งกระแทกร่างลูกน้องของเขาสองคนจนร่างแหลกเหลว เขาเงยหน้าขึ้นมองอีกครั้ง เขาพบว่าหินยักษ์นั้นแท้จริงก็คือกำปั้นของยักษ์ ไพร่พลมากมายตกตายด้วยกำปั้นของพวกมัน ทอร์หมดความคิดที่จะต่อสู้ เขากลับหลังเพื่อที่จะหลบหนีไปจากกำแพง

ตูมมม

ประตูเมืองถูกทำลายยามที่ทอร์ลงมาถึงพื้น พวกออร์คจำนวนมากถาโถมเข้ามาพร้องเสียงคำรามอันดุดัน ขวานยักษ์ในมือของพวกมันกวัดแกว่งตัดร่างไพร่พลฝั่งเขา ทอร์มองเห็นออร์คที่โดดเด่นสองตัวกำลังสะบัดขวานโทมาฮอคที่มีแสงสีม่วงฆ่าฟันอย่างเลือดเย็น

เพียงชั่วพริบตาเหล่าผู้ฝึกยุทธ์ที่ต่อกรกับพวกมันก็ถูกผ่าเป็นสองซีก โอ สวรรค์! หนึ่งในนั้นเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นที่สอง หัวหน้าหน่วยซึ่งควบคุมกำลังร้อยนาย!

ทอร์หันไปมองโดยรอบ หากแต่เขาก็ไม่ทราบว่าต้องทำอย่างไร ลูกน้องของเขาบางคนวิ่งมาหาเพื่อรอรับคำสั่ง แล้วเขาสมควรทำอย่างไร? ในตอนนั้นเองพวกสัตว์ประหลาดบินได้ก็ทิ้งระเบิดลงมา ทอร์รีบพุ่งตัวไปหาที่กำบังและไม่กล้าขยับเคลื่อนตัวไปไหนอีก

ในตอนนั้นเขาก็พบว่านอกจากเหล่าค้างคาวยักษ์ที่บินอยู่แล้วมันยังมีสิ่งมีชีวิตอื่นอีก พวกมันถูกขี่โดยพวกเอลฟ์! ทอร์ไม่เคยพบเห็นพวกเอลฟ์มาก่อนในชีวิต แต่เขาทราบทันทีในคราแรกที่ได้เห็น

เอลฟ์พวกนั้นกำคันธนุและลูกศรเอาไว้ ลูกศรพุ่งเข้าใส่สหายร่วมรบของเขาอย่างแม่นยำ ศรหนึ่งดอกพรากชีวิตสหายเขาไปหนึ่งชีวิต

ทอร์รีบวิ่งไปยังประตูเมืองทิศเหนือ ดูเหมือนว่าลอร์และบุตรชายทั้งสามก็หลบหนีออกไปจากประตูนั้น ระหว่างทางเขาเห็นพวกออร์คฆ่าฟันเหล่าทหารไม่ได้หยุด แต่พวกมันจะไม่ฆ่าชาวบ้านหรือไพร่พลที่ละทิ้งอาวุธยอมจำนน

ทอร์คิดว่าเขาคงต้องตายหากต้องต่อสู้กับออร์คเหล่านั้น โชคดีที่เมืองแห่งนี้ค่อนข้างกว้างใหญ่ จำนวนของพวกออร์คเองก็มีอยู่อย่างจำกัด พวกออร์คต้องกระจายตัวออกไป ดังนั้นโอกาสหลบหนีของเขาก็ยังมีอยู่

ในที่สุดทอร์ก็มาถึงประตูเมืองทิศเหนือ ประตูเมืองนั้นเปิดอยู่ ไม่มีเหตุผลที่จะต้องรั้งอยู่อีกต่อไป หากอยู่ต่อก็ต้องตายหรือตกเป็นทาส

เหล่าไพร่พลที่ประจำการอยู่ที่บนกำแพงต่างพยายามเข้าสกัดขัดขวางเหล่าทหารหนีทัพ ผู้บัญชาการตะโกนสั่งให้หันกลับไปต่อสู้ ขณะที่ทอร์กำลังฝืนใจจะกลับไปนั้น ทัวเรนที่ร่างสูงกว่าสามเมตรก็กระโดดลงมาท่ามกลางพวกเขา พื้นดินสั่นสะเทือนขณะที่ทหารหลายนายปลิวกระเด็นออกไป ทอร์เห็นมันกวาดขวานเป็นวงกลม เหล่าทหารที่อยู่ในระยะต่างถูกฆ่าตายในทันที

ทอร์ตกตะลึงตาค้าง เขาพยายามก้าวถอยหลังแต่ขวานนั้นก็ได้กวาดผ่านเขาไปแล้ว ความหนาวเหน็บแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย......