ตอนที่ 278

ติดตามผู้แปลได้ที่ Lazy Meow นิยายแปล

เซียวอวี๋ได้นำเครื่องมือมาจากดินแดนไลอ้อนมากมาย เขาสั่งให้ทัพหนุนนำเครื่องยิงทำลายสี่สิบเครื่อง เครื่องจู่โจมสี่สิบเครื่อง บาริสต้าและเครื่องยิงหินจำนวนมากมาด้วย ด้วยเหตุนั้นพวกเขาจึงเดินทางมาได้อย่างเชื่องช้า

เซียวอวี๋เข้าใจดีว่า เครื่องมือก็ย่อมต้องคอยลับให้คมอยู่เสมอ เครื่องจักรเหล่านี้แน่นอนว่าจะต้องมีส่วนช่วยในสงครามตั้งรับอย่างมาก เขาได้รับเครื่องบาริสต้าและเครื่องยิงหินมากมายจากดินแดนของโซโลมอน

นอกจากนี้ กำแพงเมืองของเมืองฮัวเหลียนยังมั่นคงอย่างมากหลังจากเสริมมันอย่างต่อเนื่องอยู่นับเดือน อิบโคลนพวกนี้ไม่ได้แข็งแกร่งเท่ากับหิน ดังนั้นพวกเขาจึงต้องมุ่งเน้นไปที่ความหนาของพวกมัน ในปัจจุบัน ตัวกำแพงมีความกว้างถึงสิบสามเมตรและสูงมากกว่าสิบเมตร ดังนั้นจึงแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะทำลายกำแพงลงแม้ว่ามันจะถูกสร้างขึ้นจากโคลนก็ตาม

เซียวอวี๋ได้พิจารณาแล้วว่า กองทัพของเขาต้องการกำแพงที่กว้าง ยักษ์ศิลามีขนาดตัวใหญ่โต กำแพงเมืองทั่วไปย่อมไม่อาจรองรับน้ำหนักอันมหาศาลของพวกมันได้ นอกจากนี้พวกเขายังจะใช้เครื่องยิงหิน บาริสต้า พลธนู พลปืนและอาวุธโจมตีระยะไกลอื่นๆ ดังนั้นพวกเขาย่อมต้องใช้กำแพงที่กว้างพอจะรองรับคนทั้งหมด กำแพงที่กว้างถึงสิบสามเมตรย่อมสามารถกระทำได้

นอกจากนี้ มันยังต้องการพื้นที่ในการสนับสนุนเช่น ลูกธนูและก้อนอิฐโคลนขนาดใหญ่ เซียวอวี๋ไม่มีก้อนหินอยู่ ดังนั้นเขาจึงให้เครื่องยิงหินและเครื่องยิงทำลายใช้ก้อนอิฐขนาดใหญ่แทน อิฐโคลนก้อนใหญ่เหล่านี้ถูกจัดวางเรียงซ้อนกันอยู่บนผนังเพื่อให้สามารถหยิบจับได้ง่าย

ปาเทียนหมิงเองก็ไม่ได้อยู่ว่าง มันนำไพร่พลฝึกฝนการใช้งานเครื่องบาริสต้า เครื่องยิงหินและอุปกรณ์ตีเมืองชิ้นอื่นๆเพื่อให้แน่ใจว่ากองทัพของมันจะสามารถฝ่าแนวป้องกันอันสมบูรณ์แบบของเมืองฮัวเหลียนเข้าไปได้

.....................................

.....................................

"ไม่ต้องกลัวว่าจะสิ้นเปลืองลูกธนูหรือหอก! แค่ใช้พวกมันโจมตีใส่ศัตรูก็พอ! แม้จะไม่โดนก็ไม่เป็นไร จงโจมตีต่อไป!"

"ในสงครามมันไม่มีถูกหรือผิด! จงใช้เล่ห์เหลี่ยมทั้งหมดของพวกเจ้าออกมา! จงโจมตีไปยังหว่างขาของข้าศึก...ซัดทรายใส่ดวงตาของพวกมัน! อันที่จริงพวกเจ้าควรพกถุงขนาดเล็กเพื่อเอาไว้ใส่ทรายของตัวเองด้วยก็จะดีมาก!"

"พวกเจ้าจงเข่นฆ่า! หากว่าเจ้าไม่ฆ่า ตัวเจ้าเองนั่นแหละที่จะถูกฆ่า! หากว่าพวกเจ้าพบเจอกับนักรบหมาป่าให้วิ่งหนีซะ! อย่าพยายามทำตัวเป็นวีรบุรุษผู้กล้าเพราะพวกเรามีกองกำลังที่จะจัดการพวกมันโดยเฉพาะ!"

"วีรบุรุษคือผู้ที่สังหารศัตรูได้มากกว่าคนอื่นๆ สงครามครั้งนี้เป็นโอกาสให้พวกเจ้าได้สร้างความดีความชอบแล้ว! สังหารข้าศึกสิบคน แล้วเจ้าจะได้เป็นนายกอง! หากว่าเข่นฆ่าได้หนึ่งร้อย พวกเจ้าก็จะได้คุมกำลังพันคน! และยิ่งไปกว่านั้น พวกแม่ทัพนายกองและเหล่าขุนนางที่ทรยศต่อจักรพรรดิโถวปาหงยังมีอยู่มาก ตำแหน่งเหล่านั้นล้วนยังว่างอยู่! ถึงเวลาที่พวกเจ้าจะดิ้นรนเพื่อไขว่คว้าโอกาสนั้นเอาไว้แล้ว! พวกเจ้าอาจจะได้รับตราตำแหน่งหรือตำแหน่งหัวหน้าเผ่าก็เป็นได้ มันไม่ใช่แค่เพียงความฝันอีกต่อไป!" เซียวอวี๋ยังคงกล่าวปลุกขวัญและกำลังใจของไพร่พลต่อไป

เขาไม่ได้กำลังจะสร้างทหารชั้นยอด หากแต่เป็นพยัคฆ์ที่หิวโหย! ยิ่งไปกว่านั้นเซียวอวี๋ยังวางแผนที่จะแต่งตั้งตำแหน่งต่างๆมากมายจากเหล่าไพร่พลที่โดดเด่น ยุคใหม่ของจักรวรรดิใกล้เข้ามาแล้ว พวกเขามีโอกาสที่จะไขว่ค้าโอกาสที่หาได้ยากนี้ไว้ด้วยตนเอง

..................................

..................................

เมฆดำครึ้มปกคลุมท้องนภา แม้ว่าฝนจะยังไม่ตกลงมา กระนั้นมันก็ยังบดบังแสงตะวันไป โลกถูกปกคลุมด้วยบรรยากาศอันอึมครึม ลมเหนือพัดผ่านหวีดหวิว มันไล้ผ่านใบหูของเหล่าไพร่พลและต้นหญ้าในทุ่งกว้าง

สงครามใกล้ปะทุขึ้นแล้ว! เสียงกลองศึกดังขึ้นจากทางค่ายหลักของศัตรูในยามเช้าตรู่ เสียงของกลองศึกนับร้อยผสานกันจนดึงกึกก้อง ไพร่พลบนกำแพงเมืองต่างกระชับอาวุธแน่น คำปราศัยของเซียวอวี๋ได้ปลุกกระตุ้นจิตวิญญาณของพวกเขาจนแทบจะทนรอเข่นฆ่าไม่ไหว ศัตรูมีกำลังมากกว่าพวกเขาอยู่หลายเท่า กระนั้นพวกเขาก็ไม่ได้หวาดกลัว ขวัญกำลังใจที่เต็มเปี่ยมนี้ต้องขอบคุณผลงานของเซียวอวี๋

โถวปาหงหันไปมองเซียวอวี๋ เขารู้สึกยินดีจากใจที่เซียวอวี๋ไม่ใช่ศัตรูของเขา มิเช่นนั้นเขาคงไม่อาจข่มตาหลับได้ลง

อวู๊ววววว

เสียงหอนของเหล่าหมาป่าดังขึ้น ดูเหมือนว่าพวกมันทั้งหมดจะถูกปล่อยออกจากกรงขังเพื่อเตรียมทุ่มกำลังโจมตีแล้ว

ตึง!...ตึง!....

ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ผืนดินก็เริ่มสั่นสะเทือน....

"กลองศึก!?" โถวปาหงโพล่งออกมาเมื่อได้ยินเสียงนั้น

เซียวอวี๋ทราบอยู่แล้วว่ากลองศึกมีผลในการเพิ่มขวัญกำลังใจของกองทัพ อย่างไรก็ตาม การส้รางกลองเหล่านั้นจำต้องใช้วัสดุราคาสูง ยิ่งไปกว่านั้นกรรมวิธีการสร้างพวกมันยังสูญหายไป กระนั้นกลองศึกเหล่านี้ก็มีบทบาทต่อสงครามครั้งนี้อย่างมาก

"พวกหมอผี(ชาแมน)ได้ทรยศข้า....มีเพียงพวกมันที่สามารถตีกลองศึกในตำนานได้! ดูเหมือนว่า หมอผีใหญ่ซาตานจะเลือกข้างแล้ว..." โถวปาหงพึมพำ

พวกหมอได้รับการเคารพอย่างมากจากผู้คนภายในจักรวรรดิ พวกเขาเป็นทั้งตัวแทนแห่งปัญญาและผู้นำแห่งจิตวิญญาณ พวกเขาเป็นร่างทรง ในวัยเยาว์ โถวปาหงเคยได้รับการอวยพรด้วยตนเองจากหมอผีใหญ่ซาตาน เขาเคารพและนับถือเหล่าหมอผีมาตั้งแต่เด็ก เขาจะโค้งตัวคำนับต่อเทพแห่งปฐพีทุกครั้งที่พบเห็นหมอผีใหญ่ ดังนั้นมันจึงส่งผลอย่างมากเมื่อได้เห็นว่าหมอผีใหญ่เลือกที่จะยืนอยู่ข้างโถวปากุ้ย

ทั้งอ้าวตู๋และหมอผีใหญ่ซาตานล้วนเป็นที่เคารพจากผู้คนภายในจักรวรรดิ ตอนนี้อ้าวตู๋เลือกอยู่ฝ่ายเขา ขณะที่หมอผีใหญ่ซาตานเลือกที่จะอยู่ฝ่ายศัตรู

เซียวอวี๋อดพึมพำด้วยเสียงต่ำไม่ได้เมื่อได้ยินคำพูดของโถวปาหง "ร่างทรงงั้นหรือ? พวกหลอกลวงล่ะซิไม่ว่า! คนเหล่านั้นช่างเขลานัก..."

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเขาคิดอย่างไรกับคนเหล่านั้น ผู้คนก็ยังคงเคารพนับถือหมอผีใหญ่ ยิ่งเสียงกลองศึกของพวกมันด้วยแล้ว ยิ่งน่ากังวล เซียวอวี๋และโถวปาหงไม่ชอบสถานการณ์เช่นนี้เลย พวกเขาต้องหาทางแก้ไข มิเช่นนั้นขวัญกำลังใจของเหล่าไพร่พลคงลดน้อยถอยลงทุกขณะ

"โอ ท่านเทพแห่งปฐพีเอ๋ย! โปรดจงมอบพลังให้กับข้า! ให้ข้าได้เป็นตัวแทนแห่งท่านในโลกใบนี้! แสดงให้เห็นถึงเกียรติภูมิของท่านและช่วยสนับสนุนไพร่พล! หากว่าท่านคิดว่าโถวปาหงเป็นโอรสแห่งสวรรค์และจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิเมฆาจริง เช่นนั้นก็จงเผยเสาสลักแห่งปฐพีให้เห็น! ให้พวกเราได้ประจักษ์ด้วยตา!" เซียวอวี๋ตะโกนด้วยเสียงอันดัง ผู้คนโดยรอบย่อมต้องได้ยิน เขาเหลือบไปทางพวกอสูรโคโดและสั่งพวกมันให้ตีกลอง

ตึง ตึง ตึง...ตึง ตึง ตึง

กลองถูกตี แม้ว่าพวกมันจะไม่อาจเขย่าโลกได้ กระนั้นเสียงของมันก็ยังเทียบได้กับกลองศึกของอีกฝ่าย

เซียวอวี๋โบกมือ ขณะที่เสาสลักพลันปรากฏขึ้นมาข้างโถวปาหง รูนหลากสีเริ่มทอแสงวูบวาบขณะที่พลังธาตุเริ่มหมุนวนรอบเสาสลักและห่อหุ้มร่างของโถวปาหงเอาไว้

"พลังแห่งเสาสลักปฐพี! เทพแห่งปฐพีอยู่ข้างเรา! พวกเราเป็นลูกหลานแห่งปฐพี พระองค์จะช่วยปกปักษ์คุ้มครองพวกเรา! พวกเราจะต้องชนะ! จงเข่นฆ่าพวกนอกรีกเสียให้สิ้น!" เซียวอวี๋ตะโกนออกมาขณะที่เสาสลักหินปรากฏขึ้นที่ข้างกาย

เหล่าไพร่พลเริ่มร่ำร้องตะโกนและค้อมตัวลงต่ำทีละคน "เทพปฐพี! เทพปฐพี!"

เซียวอวี๋คิดขึ้นในใจ "มารดามันเถอะ ตอนนี้ข้ากลายเป็นหมอผีไปเสียแล้ว...."