วอลมาร์ตเองก็ไม่ใช่แต่ซูเปอร์มาร์เก็ตท้องถิ่นของประเทศอเมริกาเพียงเดียว แต่มาตรฐานของพวกเขานั้นเหมือนกันทุกสาขาทั่วทั้งโลก
มันแสดงได้ถึงโมเดลธุรกิจที่ทำขึ้นมาอย่างมีประสิทธิภาพมาก
การบริการของพนักงานในวอลมาร์ตเองก็อยู่เกณฑ์ที่ดีเยี่ยม แม้ว่าซูข่านจะเคยเห็นการบริการจากร้านค้าหรือสถานที่ต่างๆมากมาย แต่ในห้างซูเปอร์มาร์เก็ตเขาไม่คิดเลยว่าจะได้รับการบริการที่ดีเช่นนี้
พวกเขาปฏิบัติกับลูกค้าราวกับเป็นพระเจ้าจริงๆ พนักงานทุกคนก็แต่งตัวเรียบร้อย ภายในร้านก็ทำความสะอาดอย่างดี
เรียกได้ว่าแทบไม่มีคู่แข่งคนไหนที่สามารถจัดการและทำได้แบบวอลมาร์ตแล้ว มีคู่แข่งที่พยายามลอกเลียนสไตล์แบบวอลมาร์ตมากมาย
แต่สุดท้ายก็ไม่มีเจ้าไหนเลยที่รักษามาตรฐานได้ ส่วนใหญ่พวกที่เลียนแบบก็มักจะทำได้แค่ไม่กี่สาขาเท่านั้น
ยิ่งมีสาขามากก็ยิ่งควบคุมลำบาก ต้องชื่นชมผู้บริหารและโมเดลธุรกิจวอลมาร์ตอย่างมากที่รักษาเรื่องนี้เอาไว้ได้ จริงๆก็มีซูเปอร์มาเก็จจากจีนพยายามจะเลียนแบบอยู่เหมือนกัน
แต่ซูข่านก็ไม่ค่อยชอบการบริการซูเปอร์มาเก็ตนี้สักเท่าไหร่นัก มันไม่ค่อยเหมาะกับการพัฒนาของห้างคาร์ฟูร์
ยังไงก็ตามซูข่านวางแผนที่จะให้ห้างคาร์ฟูร์กลายเป็นซูเปอร์มาร์ตเก็ตอันดับ 1 ในประเทศอยู่แล้ว เขาไม่ได้ต้องการที่จะจมอยู่กับที่หนานจิงอย่างเดียวหรอก
แต่อย่างน้อยก็ต้องมีโมเดลธุรกิจที่แน่ชัดเสียก่อนถึงจะขยายสาขาออกไปได้ ไม่อย่างงั้นก็ไม่สามารถควบคุมมาตรฐานของพนักงานหรือการบริการในห้างได้
ที่เหมาะกับห้างคาร์ฟูร์ที่สุดก็หนีไม่พ้นวอลมาร์ต ซูข่านจำได้แค่ไม่กี่อย่างเท่านั้นจากห้างนี้ สุดท้ายแล้วก็ต้องนำอย่างอื่นมาปรับใช้ให้กับเข้ากับประเทศจีนอยู่ดี
สิ่งเหล่านี้จะต้องกลายเป็นข้อบังคับที่พนักงานทุกคนในห้างคาร์ฟูร์จะต้องปฏิบัติตาม
"ครับพี่สาม ผมจะรีบไปจัดการเรื่องเอกสารเดินทางของผมทันที"
เสี่ยวเว่ยพูดอย่างรวดเร็ว
"อืม"
ซูข่านพยักหน้าเล็กน้อย
จากนั้นทั้งสามคนก็คุยกันต่อสักพักก่อนที่จะแยกย้ายกันไป เสี่ยวเว่ยต้องเตรียมตัวเรื่องเอกสารและการเดินทางไปอเมริกา ส่วนซู่เฟิงนั้นต้องไปหาสถานที่เหมาะสมกับการสร้างคาร์ฟูร์สาขาที่สอง
"หมิงเจียง!!"
ซูข่านตะโกนไปยังข้างนอกตัวบ้าน ไม่นานซงหมิงเจียงก็เดินเข้ามา
"ครับพี่สาม"
ซงหมิงเจียงพูดด้วยความเคารพ
"ติดต่อสูเจิ้งเหมาให้หน่อย บอกเขาให้บอกจางหม่านเตรียมเอกสารสำหรับให้เสี่ยวเว่ยเดินทางไปอเมริกาที"
"ครับ"
ซงหมิงเจียงพยักหน้าและเดินออกจาห้องไป
ทุกวันนี้การขอวีซ่าเข้าประเทศอเมริกานั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก แต่ถ้าหากมีคำเชิญจากรัฐบาลหรือไม่ก็บริษัท ทุกอย่างจะดำเนินการได้อย่างรวดเร็วทันที
บางคนยังขอวีซ่าตั้ง 2 ปีแล้วไม่ได้ไปเลยก็มี
จางหม่านที่อยู่ที่เซียงเจียงสามารถติดต่อหลี่เสว่เอ๋อที่อยู่ที่อเมริกาได้โดยง่าย ให้ทางหลี่เสว่เอ๋อทำเอกสารเชิญในนามของบริษัทการเงินและการลงทุนเฉียนฟ่านมาจะง่ายกว่า
แค่ยื่นสิ่งนี้ไปพร้อมกับเอกสารนิดหน่อยก็สามารถออกวีซ่าเข้าประเทศได้แล้ว ยิ่งเป็นบริษัทใหญ่ยิ่งไม่มีการตรวจสอบอะไรเยอะเลย
ในหนึ่งสัปดาห์ต่อมา วีซ่าของเสี่ยวก็ได้รับการอนุมัติเรียบร้อย ด้วยเอกสารที่บริษัทเฉียนฟ่านออก ทำให้ทุกอย่างดูรวดเร็วไปหมด ถ้าคนทั่วไปอาจจะใช้เวลาหลายเดือนก็ได้
ส่วนลี่ซีที่เป็นลูกพี่ลูกน้องของซูข่าน ตอนนั้นที่เธอได้วีซ่าเร็วก็เพราะว่าเป็นเอกสารจากทางมหาวิทยาลัย
ซูข่านคิดไม่ผิดจริงๆที่ให้จางหม่านไปจัดตั้งบริษัทขึ้นที่นั่น มันสามารถทำอะไรได้สะดวกมากมายหลายอย่าง
อากาศเริ่มที่จะอุ่นขึ้นมาเล็กน้อย ซูข่านเลยเลือกที่จะออกไปเดินเล่น บ้านเมืองหนานจิงในสมัยก่อนมันมีเสน่ห์อย่างบอกไม่ถูก
บรรยากาศแบบนี้จะค่อยๆเริ่มหายไปเมื่อเวลาผ่านไป น่าเสียดายจริงๆที่เด็กรุ่นหลังจะไม่ได้สัมผัสกับอะไรแบบนี้
"พี่สามอยู่บ้านไหมคะ!!"
ทันทีที่ซูข่านกลับมาและกำลังจะชงชาเพื่อดื่ม เขาก็ได้ยินเสียงที่คุ้นเคยของหลี่ชิงเยว่จากหน้าบ้าน
เสียงที่แหลมและดังขนาดนั้นจะต้องเป็นเสียงของหลี่ชิงเยว่ไม่ผิดแน่ ซูข่านนึกถึงใบหน้าที่กลมของเธอขึ้นมาทันที
หลี่ชิวเยว่เป็นผู้หญิงที่ไม่เคยอวดเก่งหรืออวดรู้อะไรเลย ตั้งแต่โรงเรียนรอบหนานจิงสร้างเสร็จเธอก็ยินดีที่อาสาตัวเองไปสอนที่โรงเรียนเหล่านั้น
ซูข่านชอบนิสัยตรงนี้ของเธออย่างมาก จากนั้นเขาก็บอกให้ซงหมิงเจียงไปเปิดประตูให้กับเธอ
ซงหมิงเจียงได้เดินออกไปและเปิดประตู เขาเห็นหลี่ชิงเยว่กับจ้าวชิงชิงยืนอยู่
"พี่สามอยู่ที่ห้องรับแขกครับ"
ซงหมิงเจียงพูดกับทั้งสองคนช้าๆ
"ขอบคุณมากค่ะพี่หมิงเจียง"
หลี่ชิงเยว่พูดด้วยรอยยิ้ม จากนั้นเธอก็ไปกระซิบกับจ้าวชิงชิง
"พี่สามอยู่ในห้องรับแขกล่ะ"
"ฉันได้ยินแล้ว"
จ้าวชิงชิงหน้าแดงขึ้นมาและเอามือไปตบที่แขนของหลี่ชิงเยว่เบาๆ
เธอกลัวซูข่านจะโกรธพวกเธอเรื่องที่พวกเธอไม่ได้มาหาซูข่านเลยในวันตรุษจีนที่ผ่านมา เนื่องจากเฒ่าหลี่ได้เดินทางไปประเทศพม่า เธอเลยไม่รู้จะมาที่บ้านซูข่านเนื่องในโอกาสอะไรเหมือนกัน
"เธอกลัวพี่สามงอนเหรอ?"
หลี่ชิงเยว่ถามด้วยรอยยิ้ม
"บ้าน่า แันจะกลัวพี่สามงอนทำไมกัน?"
จ้าวชิงชิงส่ายหัวอย่างรวดเร็วและรีบเดินเข้าไปในบ้าน
เมื่อทั้งสองคนมาถึงห้องรับแขก พวกเธอก็เห็นซูข่านกำลังนั่งจิบชาอยู่ด้วยความสบายใจ จ้าวชิงชิงรู้สึกว่าบรรยากาศที่อยู่รอบๆซูข่านนั้นแตกต่างจากก่อนหน้านี้อย่างเห็นได้ชัด
เธอรู้เลยว่าระยะห่างระหว่างเธอกับซูข่านนั้นไกลมากขึ้นเรื่อยๆ
"มหาลัยเปิดเทอมแล้วงั้นเหรอ? เป็นยังไงบ้างล่ะ?"
ซูข่านหันไปมองทั้งสองคนและถามด้วยรอยยิ้ม
"เปิดแล้วค่ะพี่สาม เปิดหลังจากตรุษจีนได้ไม่นานเอง"
"อีก 2 อาทิตย์พวกฉันก็จะเรียนครบ 1 เดือนแล้ว"
"อืม"
ซูข่านพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะพูดว่า
"นั่งลงก่อนสิ"
"เอ่อ…"
จ้าวชิงชิงส่ายหัวอย่างรวดเร็วและพูดว่า
"ฉันมาที่นี่..ก็อยากจะเลี้ยงอะค่ะ"
"หื้ม?"
ซูข่านขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาไม่แน่ใจว่าไม่ได้ยินเสียงของจ้าวชิงชิงไม่ชัดหรืออะไรกันแน่
"โถ่ว"
หลี่ชิงเยว่ถอนหายใจออกมาก่อนจะขยายคำพูดของจ้าวชิงชิง
"ชิงชิงได้เรียนต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยชิงหวาแล้วค่ะ เธอเลยอยากจะเชิญพี่สามไปทานมื้อค่ำด้วยกันเพื่อฉลอง"
"ได้เรียนต่อปริญญาโทแล้วงั้นเหรอ? ยินดีด้วย"
ซูข่านพูดด้วยรอยยิ้ม
ก่อนหน้านี้จ้าวชิงชิงได้มาปรึกษาซูข่านเกี่ยวกับอนาคตของเธอเอง ตอนั้นซูข่านก็แนะนำให้เธอลองไปคุยกับมหาวิทยาลัยเรื่องการศึกษาต่อปริญญาโท และดูเหมือนว่ามหาวิทยาลัยเองคงจะรับเธอทันทีเลยด้วย
ในอนาคต ประเทศจีนจะให้ความสำคัญเกี่ยวกับวุฒิการศึกษามากขึ้น ถ้าจ้าวชิงชิงสามารถเรียนจบปริญญาโทด้วยอายุแค่นี้ได้ บอกได้เลยว่าอนาคตของเธอจะไปได้ไกลมากๆ
เมื่อเห็นรอยยิ้มซูข่าน หัวใจของจ้าวชิงชิงก็เต้นผิดจังหวะเล็กน้อย
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved