ตอนที่ 345

เสี่ยวผิงได้ยินเลยแสดงท่าทางมุ่งมั่นก่อนจะมองไปที่ซูข่าน

ทำไมพี่สามถึงได้เป็นผู้ชายที่มีเมตตาขนาดนี้? ที่ผ่านมาพี่สามก็เห็นเราทำหน้าที่เดิมๆซ้ำไปซ้ำมาทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นทำกับข้าว ทำความสะอาด ฯลฯ เกี่ยวกับงานแม่บ้าน

ซึ่งมันไม่ได้แสดงถึงศักยภาพของตัวเราได้เลยสักนิด แต่พี่สามก็ยังเชื่อมั่นในตัวเรา

การหาคนแม่บ้านสักคนมาแทนที่มันง่ายซะยิ่งกว่าง่ายซะอีก แถมแม่บ้านที่นี่ได้เงินเดือนสูงกว่าที่อื่นตั้งหลายหยวน ใครๆก็อยากจะมาทำ

แต่การทำงานที่ยิ่งใหญ่กับพี่สามได้นั้น ไม่ใช่ว่าใครก็สามารถทำได้หรอกนะ

นอกจากนี้แล้วเสี่ยวผิงยังแอบหวังเล็กๆอยู่ในใจว่า สักวันหนึ่งเธอจะเป็นคนสำคัญที่พี่สามจะขาดเธอไม่ได้ ถึงแม้ว่าจะเป็นความหวังที่เกินจริงไปหน่อย แต่การที่เสี่ยวผิงขยับเข้ามาใกล้พี่สามมากขึ้นเรื่อยๆ แค่นี้เธอก็มีความสุขแล้ว

เสี่ยวผิงเลยกัดฟันและพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า

"ทำค่ะ!! หนูจะต้องประสบความสำเร็จและทำให้เงิน 200,000 ของพี่สามกลายเป็น 400,000 หยวนให้ได้"

เสี่ยวผิงจะไม่ทำให้ซูข่านผิดหวังแน่นอน

โชคชะตาของเสี่ยวผิงได้เปลี่ยนไปทันทีเมื่อเธอตอบตกลงจะทำงานนี้ให้กับซูข่าน อีกหลายสิบปีข้างหน้า เธอจะถูกขนานนามว่าเป็นเจ้าแม่แห่งการท่องเที่ยว นี่คือคำตอบที่เปลี่ยนชีวิตของเสี่ยวผิงไปตลอดกาล

"โอเค"

ซูข่านก็พูดตอบด้วยรอยยิ้ม

"รอตรงนี้แปปหนึ่ง"

จากนั้นซูข่านก็เดินออกจากห้องรับแขกไปยังห้องนอนของเขา ซูข่านหยิบกล่องขึ้นมาจากในตู้เสื้อผ้าแล้วเปิดออก ทันทีที่กล่องเปิดออกนั้นกลิ่นก็ลอยโชยออกมาทันที

ซูข่านได้กลิ่นนั้นก็ส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้

"ถ้าเปิด-ปิดกล่องแบบนี้เรื่อยๆต่อไป เดี๋ยวอีกหน่อยเงินน่าจะขึ้นราทั้งกล่องแน่"

ซูข่านมองไปที่กล่องแล้วก็หยิบเงินข้างในมานับ เขาค่อยๆนับและแบ่งออกเป็นกองโดยกองหนึ่งจะอยู่ที่ 10,000 หยวน ซูข่านหยิบขึ้นมา 20 กองใส่ถุงใบหนึ่งแล้วก็ปิดกล่อง

เขาเอากล่องไปวางไปที่เดิมของมันก่อนจะหยิบถุงแล้วเดินออกจากห้อง

ไม่นานซูข่านก็กลับมายังห้องรับแขก

"พี่สามคะ?"

เสี่ยวผิงชำเหลืองมองไปยังถุงในมือของซูข่าน ถุงใบนั้นมันดูตุงๆและปูดออกมา เสี่ยวผิงก็เดาได้ว่าข้างในนั้นมันคืออะไร

200,000 หยวน….

ข้างในนั้นจะต้องเป็นเงิน 200,000 หยวนแน่ๆ

พี่สามสามารถเตรียมเงิน 200,000 ได้เพียงแค่ชั่วพริบตาเท่านั้น เกิดมายังไม่เคยเห็นใครหยิบเงินที่เยอะและเร็วขนาดนี้มาก่อนเลย

ในยุคที่รายได้ต่อปีของคนทั่วไปอยู่แค่ไม่กี่ร้อยหยวน ซึ่งมันน่าต่ำจนน่าสมเพชเลย ด้วยเงิน 200,000 หยวนนั้น อาจจะเป็นเงินทั้งเมืองของเมืองเล็กๆเลยก็ได้

ยุคนี้คนรวยหรือพวกเศรษฐีมีเงินต่อปีอย่างมากก็แค่ 10,000 หยวนเท่านั้น พวกเขาต้องใช้เวลาถึง 20 ปีเลยกว่าจะหาเงิน 200,0000 แบบซูข่านได้

"นี่คือเงิน 200,000 หยวนที่เธอจะต้องใช้ในการเปิดบริษัทท่องเที่ยว"

ซูข่านพูดกับเสี่ยวผิงพร้อมกับวางถุงเงินไว้บนโต๊ะ

"เอ่อ…"

แม้ว่าเสี่ยวผิงจะตัดสินใจที่จะทำตามที่ซูข่านบอกแล้ว แต่เมื่อเธอเห็นเงิน 200,000 นั้น เสี่ยวผิงก็ได้ตกตะลึงกับเงินจำนวนมากที่อยู่ต่อหน้าเธอ

เฒ่าหลี่ที่นั่งอยู่ใกล้ๆเองไม่ได้มีท่าทางตกใจแต่อย่างใด เขารู้ดีกว่าซูข่านนั้นมีสมบัติและทรัพย์สินอยู่อีกมาก

ต่อให้มีเงินมากกองตรงหน้ามากกว่านี้สัก 100 เท่า เฒ่าหลี่เองก็จะไม่มีความรู้สึกอะไรกับเงินพวกนี้ สิ่งเดียวที่จะทำให้เขาหวั่นไหวมีเพียงอย่างเดียวคือของเก่าหรือวัตถุโบราณนั่นเอง

ตอนนี้ถ้าเฒ่าหลี่จะขอเงินซูข่านสัก 1 ล้านซูข่านก็ยินดีที่จะมอบให้กับเฒ่าหลี่เหมือนกัน แม้ว่ามันจะมีมูลค่าเยอะก็จริงสำหรับคนในยุคนี้

แต่ซูข่านก็รู้ถึงความสำคัญและความสามารถของเฒ่าหลี่ แค่ไข่มุกราตรีที่ซ่อนอยู่ในบ้านหลังนี้ก็ประเมินราคาไม่ได้แล้ว

เสี่ยวผิงมือสั่นเล็กน้อยขณะที่เอื้อมมือไปหยิบถุงเงินที่วางอยู่บนโต๊ะ ซูข่านเห็นแบบนั้นจึงหยิบถุงและยื่นให้กับเธอเอง

ทันทีที่เสี่ยวผิงถือถุงใบนี้ เธอรู้สึกได้เลยว่าถุงใบเล็กๆแค่นี้แต่มันหนักมาก

ทั้งทีมันเป็นเงินแท้ๆ แต่เสี่ยวผิงกลับรู้สึกเหมือนกำลังยกภูเขาทั้งลูกอยู่

"ใช่สิ"

ซูข่านเหมือนคิดอะไรออกเลยพูดกับเสี่ยวผิงว่า

"ถ้าเธอมีปัญหาในการจัดการเรื่องบริษัท เธอไปปรึกษาจางเฉียงหรือเฒ่าจางก็ได้ บอกพวกเขาว่าบริษัทท่องเที่ยวนี้เป็นบริษัทของฉัน"

"แล้วถ้าพวกเขาจัดการเรื่องบริษัทให้เธอไม่ได้อีกก็ไปหาหวางเอ๋อซะ ถ้าหวางเอ๋อจัดการไม่ได้ค่อยมาหาฉัน"

กลุ่มคนที่ทำงานให้กับซูข่านอย่างจางเฉียงหรือเฒ่าจางนั้น พวกเขาทั้งคู่สามารถบริหารคนได้อย่างดีเลย ธุรกิจที่ดำเนินไปได้ด้วยดีเป็นเพียงการจัดการคนที่ดีของทั้งสอง

การบริหารคนใครที่บอกว่าง่ายอยากให้เขาลองมาบริหารดู การจัดการกับสิ่งมีขีวิตที่มีความรู้สึกนั้น ต่อให้เรียนจบจากอะไรมาก็ยังไม่สามารถจัดการให้ดีได้

มันเป็นเรื่องที่ฟังดูธรรมดาแต่การจัดการนั้นยากกว่าที่คิด ไม่อย่างงั้นพวกพนักงานตามโรงงานหรือในบริษัทจะลาออกเพราะเกลียดขี้หน้ากันทำไม?

เรื่องบางเรื่องที่เราเห็นว่าเล็กน้อยแต่สำหรับบางคนคือเรื่องใหญ่เลยก็มี การบริหารให้เคร่งครัดมากเกินไปก็ส่งผลให้พนักงานเครียด หากปล่อยปะละเลยะเกินไปพนักงานก็จะไม่เชื่อฟังอีก

มันจำเป็นต้องเคร่งในบางเรื่องและปล่อยในบางเรื่องถึงจะดีที่สุด แต่บางบริบทมันก็ไม่สามารถทำอย่างนั้นได้ในกรณีที่งานนั้นมันจำเป็นและส่งผลต่อชีวิตของคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาชีพเกี่ยวกับสุขภาพ

อย่างหวางเอ๋อเองก็เป็นหนึ่งในคนที่จัดการเรื่องพวกนี้ได้อย่างดี เขาสามารถปล่อยให้ร้าน KFC ดำเนินการต่อไปได้โดยที่เขาไม่ต้องไปควบคุมเลยด้วยซ้ำ แถมมาตรฐานของร้านเองก็ดีอย่างที่ซูข่านคาดไว้

แน่นอนว่าร้าน KFC นั้นถูกพูดถึงเรื่องการบริการและความสะอาด เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องที่หวางเอ๋อได้กำชับพนักงานเป็นอย่างดี ส่วนเรื่องอื่นๆหวางเอ๋อก็ไม่ได้บังคับอะไรพนักงานมาก

"ค่ะพี่สาม"

เสี่ยวผิงพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง

ซูข่านยิ้มให้เล็กน้อยและยืนขึ้นเตรียมพร้อมที่จะกลับไปยังห้องของตัวเอง เสี่ยวผิงมองตามซูข่านที่ลุกขึ้นก่อนจะพูดอย่างรวดเร็ว

"พี่สามคะ?"

"ว่าไง?"

ซูข่านมองไปที่เสี่ยวผิงก็เห็นท่าทีที่วิตกกังกลของเธอ เขาก็รู้สึกงุนงงเล็กน้อย

เสี่ยวผิงมองไปที่ซูข่านพร้อมกับกระพริบตาๆราวกับเป็นลูกสะใภ้ตัวน้อยที่ต้องการความช่วยเหลือ

"เฒ่าจางและคนอื่นๆได้ชื่อที่พี่สามตั้งเปิดเป็นร้านของพวกเขาทั้งหมด บริษัทท่องเที่ยวที่จะเปิดใหม่นี้ พี่สามช่วยตั้งชื่อให้หน่อยได้ไหมคะ?"

เสี่ยวผิงพูดด้วยน้ำเสียงที่กล้าๆกลัวๆ

"ฮ่าๆๆ เรื่องนี้เองเหรอ"

ซูข่านหัวเราะพร้อมกับพูดด้วยรอยยิ้ม

"เรื่องง่ายๆแค่นี้ไม่ห็นต้องกังวลขนาดนั้นเลย เดี๋ยวฉันตั้งชื่อให้ก็ได้"

ที่เสี่ยวผิงพูดก็ถูกของเธอ บริษัทหรืออะไรก็ตามส่วนใหญ่แล้วซูข่านจะเป็นคนตั้งชื่อให้ทั้งหมด ดูเหมือนเขาจะกลายเป็นคนที่บ้าการตั้งชื่อแล้ว

เดี๋ยวอีกหน่อยเมื่อถึงตอนที่ทุกคนรู้ความจริงว่าซูข่านอยู่เบื้องหลังทุกอย่างแล้ว ชื่อต่างๆที่เขาตั้งให้บริษัทนั้นก็จะกลายเป็นชื่อที่มีคุณค่าขึ้นมาทันที

บริษัทใหญ่ๆจะมีชื่อเสียงระดับโลกถูกตั้งมาจากคนๆเดียว แค่ได้ยินก็รู้สึกสนใจขึ้นมาแล้วใช่ไหมล่ะ?

เสี่ยวผิงถอนหายใจด้วยความโล่งอกก่อนจะถามกับซูข่านด้วยรอยยิ้ม

"พี่สามจะตั้งชื่อว่าอะไรคะ?"

ซูข่านหัวเราะเล็กน้อยแล้วตอบว่า

"แน่นอนว่าชื่อมันจะต้องเหมาะแก่การท่องเที่ยว"

"เอาเป็นบริษัทท่องเที่ยวชวี่หนาเอ๋อหวันล่ะกัน"

"ชวี่หนาเอ๋อหวัน?"

เสี่ยวผิงชะงักเล็กน้อยเมื่อได้ยินชื่อ