ตอนที่ 299

ซูข่านก็อยากจะรู้เหมือนกัน

เหยื่อที่เขากำลังจะล่อปลาตัวใหญ่นั้นจะได้ผลไหม เขาเป็นคนที่ได้ส่วนแบ่งจากการลงุทนเยอะมากๆ จะเป็นยังไงถ้าส่วนแบ่งที่เขาได้รับจะต้องแบ่งมาให้ซูข่าน

"อึ้บ"

ซูข่านกระชากเบ็ดตกปลาขึ้นอย่างแรง มีอะไรบางอย่างติดขึ้นมากับตะขอด้วยแต่มันสั่นไปมาอย่างรวดเร็วจนมองได้ไม่ชัด หลังจากนั้นไม่กี่วิเบ็ดตกปลาก็เริ่มนิ่งขึ้นเผยให้เห็นด้านหลังสีน้ำเงินของปลา

วัดจากตาแล้วปลาตัวนี้น่าจะมีความยาวอย่างน้อย 30 เซนติเมตร

ซูข่านยิ้มออกมาหลังจากที่ได้ต่อสู้กับปลาตัวนี้มา ปลาชนิดนี้ขึ้นชื่อเรื่องตกยากอันดับต้นๆมาโดยตลอด

น้ำหนักของมันน่าจะสัก 5 กิโลกรัมเป็นอย่างน้อย

ซูข่านลุกขึ้นยืนและค่อยๆหมุนคันเบ็ด จากนั้นเขาก็คว้าเอาปลาเฮอร์ริ่งขึ้นมา

"พี่สาม ทำไมปลาตัวใหญ่จังครับ"

ซงหมิงเจียงนั่งลงและช่วยซูข่านเอาปลาออกจากตะขอ

"ฮ่าๆ"

ซูข่านหัวเราะออกมาเสียงดังและพูดว่า

"ฉันไม่คิดว่าฉันจะตกได้ตัวใหญ่แบบนี้อีกแล้วในวันนี้"

หลังจากสิ้นเสียงพูดของซูข่าน ปลาเฮอร์ริ่งตัวใหญ่ก็สบัดหางไปมาอย่างแรงบนพื้น มันดิ้นไม่หยุดเลย

ซูข่านมองดูปลาที่พยายามต่อสู้ดิ้นรนเอาชีวิตรอด ปลาตัวนี้หากอยู่ในแม่น้ำมันก็จะสามารถว่ายไปไหนต่อไหนได้ แต่ถ้ามันถูกจับขึ้นมาบนบกเมื่อไหร่ ชะตากรรมของมันก็อยู่ในมือของคนจับทันที

มนุษย์เองก็ไม่ต่างกัน หากไปอยู่ในสถานการณ์ที่จำเป็นต้องต่อสู้เพื่อเอาตัวรอด มนุษย์ก็จะแสดงศักยภาพอย่างที่ตัวเองไม่เคยทำได้มาก่อน แต่พวกเขาก็ไม่รู้ว่าการต่อสู้นั้นจะรอดหรือตาย

หากว่าแพ้พ่าย สิ่งที่เดียวจะต้องยอมรับเลยก็คือความตาย

ระหว่างที่ปลาเฮอร์ริ่งกำลังดิ้นอยู่บนพื้น ก็มีเสียงของรองเท้าส้นสูงกระทบกับพื้นไม้ดังมาแต่ไกล ซูข่านหันไปมองยังต้นตอของเสียงทันที

เขาเห็นจางหม่านกำลังเดินมาพร้อมกับผู้ชายคนหนึ่ง เป็นชายหนุ่มอายุยังไม่เยอะมาก ท่าทางของเขานั้นก็มองไปรอบๆด้วยความอยากรู้อยากเห็น

ซงหมิงเจียงดึงตะขอจากปากของปลาเฮอร์ริ่งเสร็จก็หันไปพูดกับซูข่าน

"พี่สามครับผมดึงตะขอเสร็จแล้วครับ และประธานจางเหมือนจะพาใครมาด้วยนะครับ"

"อืม"

ซูข่านพยักหน้าและนั่งลงยังเก้าอี้ตัวเล็ก

"เอาปลาตัวนี้ไปจัดการให้เรียบร้อย เดี๋ยวตอนเที่ยงเราจะกินข้าวกันที่นี่"

"ครับพี่สาม"

ซงหมิงเจียงตอบด้วยความเคารพ จากนั้นเขาก็เดินออกไปพร้อมกับปลาเฮอร์ริ่งตัวใหญ่ ขณะที่เดินผ่านจางหม่าน ซงหมิงเจียงก็ก้มหัวของเขาลงเล็กน้อย

ชายที่อยู่ข้างๆมองมายังซงหมิงเจียงด้วยความสงสัย สายตาของเขามองไปยังปลาเฮอร์ริ่งตลอดทาง

จางหม่านได้อธิบายสั้นๆเกี่ยวกับตัวของซงหมิงเจียง ชายคนนั้นเลยพยักหน้าเบาๆ

บริษัทที่อยู่เบื้องหลังบริษัทการเงินและการลงทุนเฉียนฟ่าน แท้จริงก็คือยักษ์ใหญ่ในเซียงเจียงอย่างว่านเซี่ยงกรุ๊ปนี่เอง

ทางว่านเซี่ยงกรุ๊ปมาชื่อเสียงอย่างมาก เขาได้ใช้เงินมหาศาลถึง 5,000 ล้านในการช่วยเหลือตลาดอสังหาฯเซียงเจียง

ขนาดเขาที่อยู่ในประเทศญี่ปุ่นยังรู้ถึงข่าวของว่านเซี่ยงกรุ๊ปเลย

ไม่คิดไม่ฝันเลยว่าเบื้องหลังบริษัทยักษ์ใหญ่ขนาดนี้ จะมีคนบงการอยู่เบื้องหลังอยู่ ตอนแรกเขาคิดว่าเป็นสาวสวยตรงหน้าเขา

แต่จริงๆเธอเป็นแค่หุ่นในการรับหน้าของเจ้าของว่านเซี่ยงกรุ๊ปเท่านั้น

ซุนเจิ้งยี่อยากจะรู้แล้วว่าคนที่อยู่เบื้องหลังว่านเซี่ยงกรุ๊ปเป็นคนแบบไหน การที่เขามาที่นี่ด้วยตัวเองครั้งนี้ เพราะว่าเขาได้ใช้เงิน 1 แสนดอลล่าห์ที่บริษัทเฉียนฟ่านให้เขาหมดไปแล้ว

ถึงแม้ว่าจะก่อตั้งซอร์ฟแบงค์(Softbank)ขึ้นมาแล้วก็เถอะ มูลค่าของบริษัทเองก็เติบโตขึ้นอย่างมาก แต่มันก็ยังขาดทุนอยู่ดี

เนื่องจากการพัฒนาทางเศรฐกิจของประเทศญี่ปุ่นเติบโตอย่างรวดเร็ว บริษัทที่เพิ่งก่อตั้งก็เริ่มมีแนวโน้วเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่สิ่งที่ต้องทำคือต้องใช้เงินทุนมหาศาล

ทางเดียวที่ซุนเจิ้งยี่สามารถทำได้เพื่อให้บริษัทได้เติบโตคือการเปิดระดมทุนอีกครั้ง

ข้อตกลงของเขากับบริษัทการเงินฯเฉียนฟ่านคือ หากซอร์ฟแบงค์ต้องการระดมทุนเพิ่ม ทางบริษัทการเงินฯเฉียนฟ่านจะมีสิทธิในการลงทุนก่อนคนอื่น

แต่ทางบริษัทเฉียนฟ่านไม่ได้ต้องการที่ซื้อหุ้นของซอร์ฟแบงค์เพิ่มเติม ทางหลี่เสว่เอ๋อที่เป็นประธานบริษัทก็ได้แนะนำให้ติดต่อกับทางว่านเซี่ยงกรุ๊ป

เมื่อตอนที่ซุนเจิ้งยี่มาถึงเซียงเจียง ทำให้เขารู้ว่าบริษัทการเงินฯเฉียนฟ่าที่ลงทุนกับธุรกิจมากมายในอเมริกานั้น เป็นบริษัทในเครือของว่านเซี่ยงกรุ๊ปนี่เอง

แต่สิ่งที่ทำให้ซุนเจิ้งยี่ตกใจที่สุดก็คือ ประธานจางเธอไม่ใช่ประธานหรือเจ้าของจริงๆของว่านเซี่ยงกรุ๊ป เธอแค่นั่งตำแหน่งประธานเพื่อทำงานแทนเฉยๆ

หากว่าต้องการพบกับเจ้าของจริงๆของบริษัทจำเป็นต้องเดินทางมาพร้อมกับเธอ ดังนั้นซุนเจิ้งยี่และจางหม่านจึงมาที่นี่เพื่อพบกับเจ้าของว่านเซี่ยงกรุ๊ป

ตอนที่ซุนเจิ้งยี่ถึงที่นี่ เขาหยี้ตาด้วยมือตัวเอง

เขาไม่อยากจะเชื่อว่าเจ้าของบริษัทที่มีมูลค่าเป็นพันๆล้านจะมาอยู่ในที่ห่างไกลความเจริญแบบนี้ มันทั้งชนบท ทุรกันดาร บ้านเองก็ดูเก่าอย่างบอกไม่ถูก มันไม่สมกับฐานะของเจ้าของบริษัทเลย

หากว่าไม่เห็นรถฮัมเมอร์จอดอยู่ข้างหน้ากับบอดี้การ์ด ซุนเจิ้งยี่คงคิดว่าเขาถูกหลอกมาเล่นตลกซะแล้ว

ทั้งสองคนเดินมาหยุดลงที่ศาลา ซุนเจิ้งยี่ตกใจมากที่เห็นชาวประมงคนหนึ่งกำลังนั่งตกปลาอยู่ เขามองไปยังซ้ายขวาเพื่อหาคนที่ใส่ชุดสูทที่ดูเหมาะสมกับเป็นนักธุรกิจ

"เจ้านายคะ"

จางหม่านเรียกซูข่านที่นั่งตกปลาอยู่

ซุนเจิ้งยี่หันหน้าไปมองจางหม่านด้วยความตกใจพร้อมกับอ้าปากค้าง

ชาวประมงคนนี้เนี่ยนะ คือเจ้าของว่านเซี่ยงกรุ๊ป เขาเพิ่งอายุไม่เท่าไหร่เองไม่ใช่เหรอ? ดูยังไงก็อายุไม่ถึง 25

จางหม่านมองไปยังซูข่านที่นั่งตกปลาด้วยความสบายใจ เธอสัมผัสได้ถึงบรรยากาศผ่อนคลายที่ออกมาจากตัวของซูข่าน

"ฉันพา…"

ระหว่างที่จางหม่านพูดซุนเจิ้งยี่ก็ได้พูดแทรกขึ้นมาเป็นภาษาจีนทันที

"สวัสดีครับคุณซู"

ซุนเจิ้งยี่ก้มหัวลงเล็กน้อยด้วยความเคารพ ภาษาจีนกวางตุ้งของเขานั้นใช้ได้เลยทีเดียว

ซูข่านหันมามองจางหม่านและซุนเจิ้งยี่ช้าๆ

หน้าตาของซุนเจิ้งยี่ตอนหนุ่มนั้นต่างจากชาติที่แล้วของซูข่านอย่างสิ้นเชิง เขาดูผอมกว่าเยอะเลย แต่ถ้าเทียบกับตอนนั้นแล้วมันก็เกือบจะ 30 ปีเลยแหละ

จะแตกต่างกันก็ไม่เห็นแปลก แต่อย่างน้อยก็ยังมีเค้าโครงเหมือนกันอยู่

"นั่งก่อนสิ"

ซูข่านยกนิ้วขึ้นไปยังอากาศเพื่อส่งสัญญาณให้พี่น้องของซงหมิงเจียง จากนั้นพี่น้องของซงหมิงเจียงคนหนึ่งก็ยกเก้าอี้ตัวเล็กๆสองตัวมาวางให้

"ขอบคุณมากครับ คุณซู"

ซุนเจิ้งอี้พูดขอบคุณด้วยภาษาจีนกวางตุ้งซึ่งมันดูแข็งๆแปลกๆ สำเนียงในการพูดของซุนเจิ้งยี่ยังไม่ดี

ซูข่านไม่มีทางเลือกเขาจึงพูดกับซุนเจิ้งยี่ด้วยรอยยิ้มเป็นภาษาอังกฤษ

"ใช้ภาษาอังกฤษก็ได้ ไม่จำเป็นต้องพูดภาษาจีนที่ยังไม่เชี่ยวชาญ เดี๋ยวจะสื่อสารอะไรผิดพลาด"

ซุนเจิ้งยี่จะต้องฝึกภาษาจีนอย่างหนักแน่ๆ ซูข่านไม่คิดมาก่อนเลยว่าเขาจะมีความพยายามขนาดนี้

สมแล้วที่เขาจะกลายไปเป็นนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงในอนาคต บริษัทซอร์ฟแบงค์เองอาจจะเทียบเคียงกับพวกธนาคารอย่างโกลด์แมนซาร์ค(Goldman Sachs)ได้เลยในเรื่องธุรกิจระหว่างประเทศ