ตอนที่ 359

"บรึ๊ยยยย~ย~หนาวหนาว"

เสียงบ่นของหยางไท่เฉียนดังขึ้น เขาได้เดินออกจากสนามบินพร้อมกับเอามือกอดตัวเองไว้ด้วยความหนาว

นี่เป็นครั้งแรกที่เขามาเจออากาศหนาวเย็นที่นี่

มันหนาวจนเขาสามารถแข็งตายได้เลย

อากาศมันหนาวมาก

"คุณก็เดินต่างไปต่างประเทศบ่อย แต่ทำไมคุณหยางยังไม่คุ้นชินกับอากาศหนาวละครับ"

ซงหมิงเจียงมองไปที่หยางไท่เฉียนและถามด้วยรอยยิ้ม

"ที่นี่มันหนาวกว่าที่ยุโรปอีกครับ"

หยางไท่เฉียนตอบด้วยน้ำเสียงที่สั่น เขาไม่รู้จะตอบด้วยรอยยิ้มหรือตอบด้วยน้ำตาดี

"เข้าข้างในก่อนเถอะครับ พี่สามกำลังรอคุณอยู่"

ซงหมิงเจียงหัวเราะพร้อมกับพาหยางไท่เฉียนเข้ามาในบ้านของซูข่าน เขาเดินนำหยางไท่เฉียนไปที่ห้องรับแขกทันที

วันนี้ซูข่านได้บอกกับซงหมิงเจียงว่าให้ไปรอรับหยางไท่เฉียนที่สนามบิน หยางไท่เฉียนเองก็รู้จักกับซงหมิงเจียงอยู่แล้วเขารู้ว่าชายคนนี้ทำหน้าที่เป็นบอดี้การ์ดให้กับเจ้านาย

โดยทั่วไปแล้วพวกเขาก็มีเจ้านายคนเดียวกัน

"ขอบคุณครับ"

หยางไท่เฉียนพูดอย่างรวดเร็ว

ภาษาจีนกลางของหยางไท่เฉียนนั้นไม่ได้แข็งแรงมากเท่าที่ควร แต่เขาก็พยายามเรียนรู้ภาษาจีนกลางอย่างหนักเพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสาร

ตัวของหยางไท่เฉียนนั้นใช้ภาษาจีนกวางตุ้งมาทั้งชีวิต แต่หลังจากที่ได้ร่วมงานกับซูข่านแล้ว เขาจำเป็นต้องเรียนภาษาจีนกลางไว้ด้วย

เจ้านายของพวกเขาเป็นคนประเทศจีนที่สามารถพูดภาษาจีนกลางได้ หากว่าเขาไม่สามารถสื่อสารภาษาจีนกลางกับเจ้านายมันก็ยังไงๆอยู่

นอกจากนี้หยางไท่เฉียนยังได้ยินมาว่า สูเจิ้งเหมาที่ทำงานกับเจ้านายมาตั้งแต่ต้น เขาได้จ้างครูภาษาจีนกลางมาสอนพวกเขาและลูกๆ

หยางไท่เฉียนจึงมีไฟในการเรียนจีนกลางมากขึ้นไปอีก

ถ้าอยากเอาใจนายใหญ่ จำเป็นต้องใช้จีนกลางนี่แหละในการสื่อสาร จะให้พูดจีนกวางตุ้งหรือภาษาอังกฤษตลอดไปไม่ได้หรอก

หยางไท่เฉียนรู้สึกว่าเขาจะต้องหาครูสอนภาษาจีนกลางมาสอนเขาแบบตัวต่อตัวบ้างแล้ว ไม่อย่างงั้นมันจะน้อยหน้าสูเจิ้งเหมา

ในฐานะผู้รับผิดชอบบริษัทสิทธิบัตรฮั่วถงแล้ว นักธุรกิจแบบเขาควรที่จะพูดให้ได้มากกว่า 3 ภาษาด้วยซ้ำ

หากทำอย่างนั้นได้ก็จะไม่มีปัญหาตามมาแล้วเจ้านายเองก็จะวางไว้วางใจการติดต่อประสานงานของเราด้วย

"เชิญครับ"

ซงหมิงเจียงพูดด้วยรอยยิ้ม

แม้ว่าเขาจะเป็นเพียงบอดี้การ์ดที่ทำหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัย แต่ทุกคนก็สุภาพและให้เกียรติกับซงหมิงเจียง

เป็นเพราะซงหมิงเจียงใกล้ชิดกับเจ้านายของพวกเขาที่สุด แม้ว่าซงหมิงเจียงจะไม่ได้อำนาจอะไรมากมาย แต่ด้วยความสนิทของเขากับเจ้านาย

ทำให้เกือบทุกคนให้เกียรติซงหมิงเจียงเหมือนกัน

เมื่ออยู่ในบ้านหยางไท่เฉียนก็มองไปรอบๆตัวบ้านด้วยความประหลาดใจ และเขาก็เห็นซูข่านที่นั่งรอเขาอยู่ที่ห้องรับแขก ซึ่งซูข่านกำลังนั่งกินอะไรบางอย่างอยู่บนโต๊ะ

มันเป็นซุปแกะที่มีสีสันน่าทานอย่างมาก

"คุณหยางมาถึงแล้วครับพี่สาม"

ซงหมิงเจียงที่เดินเข้ามาพร้อมกับหยางไท่เฉียนก็ได้พูดกับซูข่านที่กำลังกินซุปอยู่

"ไปเอาเก้าอี้มา 2 ตัวแล้วนั่งกินด้วยกันสิ"

ซูข่านสั่งซงหมิงเจียง

อากาศหนาวๆแบบนี้มันเหมาะที่สุดที่จะกินซุปร้อนๆ

ซุปเนื้อแกะนี้ได้ถูกส่งตรงมาจากร้านอาหารวังหลวง เนื้อแกะเองก็เพิ่งแล่มาสดๆ แถมรสชาติน้ำซุปก็ถูกจัดการโดยเฒ่าจางอีก

ซงหมิงเจียงเองก็ไม่รอช้าไปยกเก้าอี้มาสองตัวพร้อมทั้งจานและตะเกียบ 2 ชุด

หยางไท่เฉียนนั่งลงและมองจานกับตะเกียบตรงหน้าเขา

"ทำตัวตามสบายนั่นแหละ รีบกินก่อนที่ซุปมันจะเย็นซะสิ"

ซูข่านมองไปที่หยางไท่เฉียนที่กำลังนั่งตัวสั่นด้วยความหนาว

ถ้าคุยกันตอนที่ร่างกายเป็นแบบนี้ จะต้องคุยไม่รู้เรื่องแน่นอน เขาต้องหาอะไรทำให้หยางไท่เฉียนรู้สึกอบอุ่นและสบายใจก่อน

หยางไท่เฉียนที่มาหนานจิงก็เพื่อจะรายงานเรื่องทั้งหมดให้ซูข่านได้รู้เกี่ยวกับบริษัทรถยนต์ที่ยุโรปรวมไปถึงการเข้าซื้อกิจการรถยนต์

ตอนนี้สำนักงานใหญ่ของบริษัทก็ได้ย้ายไปที่เซียงเจียงแล้ว ในยุโรปเหลือเพียงโรงงานกับพนักงานบางส่วนเท่านั้น

หยางไท่เฉียนจึงอยากจะมารายงานเรื่องพวกนี้ให้ซูข่านได้รู้ถึงที่หนานจิงก่อนที่จะเดินทางต่อกลับไปยังเซียงเจียง

"ขอบคุณครับเจ้านาย"

หยางไท่เฉียนชะงักไปชั่วขณะหลังจากได้ยินซูข่านพูด คำพูดของซูข่านทำให้หยางไท่เฉียนรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น

เขาหยิบตะเกียบขึ้นมาและคีบไปที่เนื้อแกะสไลซ์ทันที จากนั้นเขาก็เอาถ้วยมาตักน้ำซุปลงในชามของเขาเล็กน้อย 2-3 ครั้ง

แล้วหยางไท่เฉียนก็ค่อยๆตักเนื้อแกะในน้ำซุปขึ้นมาเป่าและกินช้าๆ

รสชาติของเนื้อแกะที่สดใหม่ก็ได้พุ่งกระจายเต็มปากของหยางไท่เฉียน เนื้อแกะแทบจะละลายในปากของเขาทันที เขาไม่จำเป็นต้องออกแรงเคี้ยวเลยสักนิด

"เป็นไงบ้าง?"

ซูข่านมองไปที่หยางไท่เฉียน

"อร่อยมากครับ เนื้อแกะนี้อร่อยมาก"

หยางไท่เฉียนยกนิ้วโป้งชูให้กับซูข่านพร้อมพูดด้วยรอยยิ้ม

หลังจากที่เขากินเข้าไปแค่คำเดียว ร่างกายของเขาก็รู้สึกอบอุ่นไปหมด

ทุกคนได้กินซุปเนื้อแกะกันอย่างเอร็ดอร่อยได้สักพัก…จากนั้นซูข่านก็วางตะเกียบลง

หยางไท่เฉียนเองก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นอย่างมาก ตอนนี้เขารู้สึกร้อนไปทั่วร่างกายแล้ว พร้อมกับความรู้สึกที่สดชื่นอย่างบอกไม่ถูก

"เจ้านายครับ"

หยางไท่เฉียนเห็นซูข่านวางตะเกียบลงเขาก็ได้วางตะเกียบตามและพูดขึ้นมาว่า

"ผมได้ทำตามคำสั่งเจ้านายแล้วครับ ผู้บริหารที่ไม่ยอมทำงานต่อก็ได้ลาออกพร้อมกับได้เงินชดเชยไปแล้ว ส่วนช่างเทคนิคก็ยังอยู่ครบครับ"

"อืม"

ซูข่านพยักหน้า

"ฝ่ายบริหารพวกนั้นไล่ออกไปบ้างก็ดี ต้องเฉือดไก่ให้ลิงดูซะบ้าง คนที่เหลือจะได้รู้ว่าต้องทำงานยังไง"

"วิธีนี้จะเป็นการคัดคนที่อยากทำงานกับบริษัทของเราจริงๆ"

สำหรับการผลิตรถยนต์แล้วซูข่านรู้เพียงแค่ขั้นตอนพื้นฐานเท่านั้น แล้วก็เป็นพวกเกี่ยวกับรูปลักษณ์ของรถยนต์ ส่วนเรื่องเทคโนโลยีในตัวรถซูข่านไม่รู้อะไรเลย

ดังนั้นเขาจึงได้บอกให้หยางไท่เฉียนเก็บช่างเทคนิคของบริษัทรถยนต์ไว้ก่อน พวกเขาเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีค่ามากที่สุดในบริษัท

สำหรับผู้บริหาร ซูข่านก็ไม่ได้วางแผนที่จะกำจัดฝ่ายบริหารทั้งหมด

พวกเขามีประสบการณ์มากมายในการบริหารบริษัทนี้ เหตุผลที่บริษัทต้องขายกิจการก็ไม่ใช่ความผิดพวกเขา แต่เป็นเพราะเทคโนโลยีของบริษัทเขาสู้บริษัทยักษ์ใหญ่ไม่ได้

บริษัทยักษ์ใหญ่ใหญ่ในยุโรปได้ทุ่มเงินมหาศาลไปกับการพัฒนาเครื่องยนต์ของพวกเขา ส่วนทางบริษัทรถยนต์ในญูี่ปุ่นเองก็สามารถตีตลาดจนแย่งส่วนแบ่งไปได้

บริษัทรถยนต์ชั้นสองและสามในยุโรปจึงไม่สามารถอยู่ในสถานการณ์ที่ดุเดือดอย่างนี้ได้เลย