หลังจากที่ทานอาหารเช้าเสร็จ ซูข่านก็ได้ไปที่ห้องลับที่สวนหลังบ้าน
ระหว่างที่เดินในห้องลับนั้น ซูข่านก็บังเอิญไปเห็นแหวนอยู่วงหนึ่ง ตัวของแหวนนั้นมีความแวววาวและสวยงามมาก
แหวนวงนี้แทบจะไม่มีรอยตำหนิหรือร่องรอยขีดข่วนเลยแม้แต่น้อย มันดึงดูดความสนใจของซูข่านได้ทันที
เขาไม่รอช้าหยิบแหวนวงนี้เพื่อดูใกล้ๆ ทันใดนั้นเองที่หยิบแหวนวงนี้ขึ้น ซูข่านก็รู้สึกได้ว่าแหวนวงนี้มันให้ความเย็นออกมาเล็กน้อย และตัวแหวนนั้นก็มีแสงออกมาจางๆ
"นี่เป็นแหวนที่ดี!!"
ซูข่านได้ลองใส่แหวนวงนี้ลงในนิ้วของเขา ขนาดของแหวนกับนิ้วของซูข่านมันพอดีกันมาก
จากนั้นซูข่านก็เดินเข้าไปในห้องลับต่ออีกเล็กน้อยและเห็นสมุดเล่มหนาอยู่เล่มหนึ่ง ซูข่านหยิบขึ้นมาแล้วก็เปิดอ่านอย่างรวดเร็ว
"หมวดหมู่แหวน เล่มที่ 3 หน้า 52"
แล้วซูข่านก็วางสมุดเล่มนี้ลงและไปหยิบสมุดอีกเล่มขึ้นมาแทน แน่นอนว่ามันเขียนอยู่ว่าเป็นเล่มที่ 3
นี่คือสมุดบันทึกที่เฒ่าหลี่ได้ทำการจำแนกประเภทของวัตถุโบราณของซูข่านทุกอย่าง ของเก่าและวัตถุโบราณของซูข่านมีจำนวนมากจนสมุดเล่มหนึ่งไม่สามารถบันทึกได้
ซูข่านเปิดหน้า 52 แล้วเริ่มอ่านทันที
"แหวนหยกจากราชวงศ์ถัง ทำจากหยกเหอเถียนคุณภาพสูง เนื้อละเอียดและให้ความชุ่มชื้น ถูกขัดเป็นอย่างดี"
เมื่ออ่านรายละเอียดข้างในแล้วซูข่านก็ยิ้มออกมาเล็กน้อย
"ไม่เลวเลยนี่เฒ่าหลี่ เขียนรายละเอียดไว้ดีมาก"
ซูข่านครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งว่าจะใส่แหวนวงนี้ต่อไปดีไหม แต่สุดท้ายเขาก็ถอดแหวนและวางมันลงกลับที่เดิม
วัตถุโบราณพวกนี้จะถูกนำไปใช้งานยังไงก็ขึ้นอยู่กับเจ้าของล้วนๆ จะเอาแหวนวงนี้เอาไว้สำหรับทับกระดาษก็ไม่ได้มีใครว่า
ที่ซูข่านไม่ใส่ไม่ใช่เพราะแหวนจะทำให้เขาดูเป็นคนฟุ่มเฟือย แต่หยกเหอเถียนนั้นมีคุณลักษณะที่แตกต่างจากหยกทั่วไปอยู่
หยกชนิดนี้จะดูดซับพลังงานจากเลือดของคนที่สวมใส่มัน แน่นอนว่าสีของหยกก็จะเปลี่ยนไปตามเจ้าของที่มันถือ จะเป็นการดีกว่าที่จะเก็บคุณลักษณะของหยกนี้ไว้
แล้วซูข่านก็ใช้เวลาช่วงเช้าอยู่ในห้องลับ
ในตอนบ่ายซูข่านได้ออกมานั่งที่ยังใต้ต้นไม้มุมโปรดของเขา
ซูข่านเอนหลังพิงกับเก้าอี้และเงยหน้ามองขึ้นไปบนฟ้า ใบไม้สีเขียวที่มีสายลมเย็นๆพัดมาอ่อนๆทำให้บรรยากาศใต้ต้นไม้นั้นเย็นสบาย
แดดที่สาดส่องลงมาก็ไม่ได้ทำให้อากาศร้อนขึ้นแต่อย่างใด แต่กลับทำให้อากาศอุ่นขึ้นเล็กน้อยในฤดูใบไม้ผลิแบบนี้
อีกไม่กี่วันอากาศในหนานจิงก็จะอุ่นขึ้นเรื่อยๆแล้ว ถึงตอนนั้นต้นไม้ใหญ่ต้นนี้ก็จะมีใบไม้ที่เขียวชอุ่มและคอยให้ร่มเงาได้พอดี
ซูข่านหลับตาลงและผ่อนคลายไปกับบรรยากาศที่เงียบสงบ
ไม่นานหลังจากนั้นก็มีเสียงเปิดประตูดังขึ้น
"พี่จางเฉียงมาแล้วครับ"
ซงหมิงเจียงที่อยู่ไม่ไกลจากซูข่านได้เดินมาบอกกับเขาและรินชาลงในถ้วยให้
"อืม"
ซูข่านลืมตาขึ้นมาช้าๆและกวาดสายตาไปยังประตูทางเข้าบ้าน เขาเห็นจางเฉียงกำลังเดินเร่งรีบเข้ามา
"ผมขอโทษที่ผมมาสายครับ ยกโทษให้ผมด้วย"
จางเฉียงรีบเข้ามาและพูดด้วยความร้อนลน
"ไม่เป็นไร"
ซูข่านโบกมือปัดเล็กน้อยและพูดต่อว่า
"ที่เทียนจินมีสถานที่เหมาะๆสำหรับโรงแรมฮั่นหยู่เอ็กเพรสไหม?"
"มีครับ"
จางเฉียงรีบตอบอย่างรวดเร็วด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น
ซูข่านยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย เขารู้ว่าจางเฉียงไปที่เทียนจินเพื่อหาสถานที่สำหรับสร้างโรงแรมฮั่นหยู่ในเมืองนั้น
ในเมืองหนานจิงนั้นมีโรงแรมฮั่นอยู่ถึงสองแห่งด้วย และแห่งที่สามก็อยู่ในระหว่างการเตรียมการสร้าง
ด้วยความประสบความสำเร็จในเมืองหนานจิงนั้น ทำให้จางเฉียงมีโมเดลธุรกิจในการทำโรงแรม เขาจึงวางแผนที่จะเปิดในสถานที่แห่งใหม่ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากหนานจิงเท่าไหร่ก็คือเทียนจิน
หากโรงแรมฮั่นหยู่เอ็กเพรสที่เทียนจินประสบความสำเร็จด้วย แสดงว่าโมเดลธุรกิจนี้สามารถนำไปใช้ได้ในเกือบทุกเมือง มันจะเป็นจุดเริ่มต้นในการแพร่ขยายโรงแรมฮั่นหยู่ไปทั่วประเทศ
แน่นอนว่าซูข่านเองเห็นด้วยขยายโรงแรมฮั่นหยู่ เขาจึงได้กำชับจางเฉียงเหมือนกับที่กำชับหวางเอ๋อกับเสี่ยวหู่ เรื่องการสถานที่ในการสร้างโรงแรม
ไม่ว่าโรงแรมฮั่นหยู่จะสร้างขึ้นมาใหม่จากที่ดินเปล่าหรือสร้างต่อจากอาคารเก่านั้น สถานที่ต้องนั้นจำเป็นต้องครอบครองเอาไว้ก่อน
ไม่อย่างนั้นในอนาคตจะต้องเสียค่าเช่ารายปีไม่รู้ปีละกี่ล้านหยวน ถ้าช่วงไหนที่ไม่มีแขกเข้าพัก รายได้เดือนนั้นของโรงแรมก็อาจจะขาดทุนอย่างหนักเพราะจ่ายค่าเช่าได้
จริงอยู่ว่าธุรกิจโรงแรมนั้นไม่เหมือนกับธุรกิจร้านอาหาร ธุรกิจโรงแรมไม่จำเป็นต้องมีอาหารสดที่เหลือทิ้งต่อวัน ส่วนใหญ่แล้วจะเสียแต่ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าพนักงานเท่านั้น
แต่ถ้าต้องจ่ายค่าเช่าต่อเดือนเพิ่มล่ะจะเป็นยังไง?
ตอนราคาที่ดินเองก็ถูกซะยิ่งกว่าราคากะหล่ำปลี แต่ที่ดินในเมืองนั้นจะสูงขึ้นมาเล็กน้อย แต่มันก็จะแค่ไหนกันเชียว?
ลองคิดเล่นๆเกี่ยวกับการสร้างโรงแรมฮั่นหยู่ในเมืองปักกิ่งดูสิ สมมุติว่าซื้อที่ดินในยุคนี้ที่ราคา 1,000 หยวนแล้วทำการสร้างโรงแรม
ผ่านไปสัก 10-20 ปี ราคาที่ดินตรงนั้นจะมีมูลค่าเท่าไหร่? รู้อะไรไหมว่าทองคำแท่งหนึ่งแท่งยังไม่สามารถซื้อที่ดิน 1 ตารางเมตรในเมืองปักกิ่งได้เลย
เห็นไหมว่าการซื้อที่ดินและสร้างโรงแรมมันคุ้มกว่าการไปเช่าเป็นไหนๆ ไม่ว่าจะคำนวนยังไงก็ไม่สามารถคำนวนให้ขาดทุนได้เลย
ถึงแม้ว่าราคาที่ดินในเมืองปักกิ่งนั้นจะสูงมาก แต่มันนำไปใช้ได้กับทุกเมืองใหญ่ในประเทศจีนเหมือนกัน ส่วนใหญ่แล้วก็มีอีกตั้งหลายเมืองที่ในอนาคตจะมีมูลค่าที่ดินสูงกว่าหนานจิง
ยกตัวอย่างง่ายๆก็ที่เทียนจินเลย ที่นั้นในอนาคตก็จะมีมูลค่าที่ดินสูงติดอันดับต้นๆของประเทศ ยิ่งอยู่ในเมืองเท่าไหร่ก็ยิ่งมีราคามากขึ้นเท่านั้น
"ผมเล็งไว้สองแห่งในเมืองเทียนจินครับ โดยจะเริ่มก่อสร้างโรงแรมฮั่นหยู่ที่แรกก่อน จากนั้นก็จะค่อยเริ่มที่สองตามมาครับ"
จางเฉียงอธิบายด้วยความตื่นเต้นเกี่ยวกับแผนการสร้างโรงแรมฮั่นหยู่เอ็กเพรส
"ดีมาก"
ซูข่านพยักหน้าด้วยความพึงพอใจในการทำงานอันรวดเร็วของจางเฉียง
จางเฉียงมองไปที่ซูข่านและถามด้วยความสงสัย
"พี่สามมีอะไรให้ผมทำอะไรไหมครับ?"
"นายรู้จักหมู่บ้านซีกวนไหม?"
ซูข่านถามเบาๆ
"หมู่บ้านซีกวน?"
จางเฉียงชะงักไปชั่วขณะก่อนจะพูดตอบซูข่านว่า
"ผมเคยได้ยินชื่อของมันอยู่ครับ เห็นว่ามีบริษัทอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมากต้องการจะย้ายไปที่นั่น"
ตัวของจางเฉียงเองก็ไม่ได้ทำอะไรที่เกี่ยวกับอิเล็กทรอนิกส์มากนั้น ดังนั้นเขาไม่ได้สนใจเกี่ยวกับข่าวนี้สักเท่าไหร่
ธุรกิจที่อยู่ในมือของจางเฉียงนั้นส่วนใหญ่แล้วจะเป็นโรงแรมกับโลจิสติกส์มากกว่า ตอนนี้เขาเป็นตัวแทนในการจัดจำหน่ายสินค้าไปยังภาคเหนือที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งกำลังแพร่ขยายไปทางตะวันออกและภาคกลางอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ได้ยินซูข่านถามจางเฉียงก็ได้คิดกับตัวเองในใจ
"รึว่าพี่สามต้องการให้เราขยายไปทางหมู่บ้านซีกวนแห่งนั้น"
"ถ้าไม่ใช่แล้วทำไมพี่สามถึงได้ถามถึงหมู่บ้านแห่งนี้กับเรากันล่ะ?"
จากนั้นจางเฉียงก็พยายามพูดด้วยความระมัดระวัง
"พี่สามต้องการให้ผมไปทำอะไรที่หมู่บ้านซีกวนไหมครับ?"
ซูข่านพยักหน้าและพูดด้วยรอยยิ้ม
"ใช่"
"ที่ฉันเรียกนายมาก็เพราะฉันตั้งใจจะให้นายไปที่นั่นแล้วจัดการอะไรบางอย่างให้ฉันหน่อย"
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved