ตอนที่ 353

ไม่กี่ชั่วโมงต่อมาทางบริษัทรถยนต์ก็ได้ติดต่อมาเพื่อเปิดโต๊ะการเจรจาครั้งใหม่กับทางบริษัทสิทธิบัตรฮั่วถงอีกครั้ง

หยางไท่เฉียนได้พูดเชิงๆว่าไม่สนใจการเจรจาครั้งใหม่และปฏิเสธพวกเขาโดยตรง จากนั้นหยางไท่เฉียนก็เตรียมที่จะเช็คเอาท์โรงแรมทันที

"คุณหยางครับ คุณไม่สนใจการเจรจาครั้งนี้จริงๆเหรอครับ?"

ผู้ช่วยอ้าปากค้างและมองไปที่หยางไท่เฉียนด้วยความตกใจ

นี่เป็นครั้งแรกที่อีกฝ่ายได้เปิดโต๊ะเจรจาเอง ก่อนหน้านี้จะเป็นฝ่ายบริษัทฮั่วถงที่ทำเองทุกอย่าง

"แน่นอน"

หยางไท่เฉียนพูดด้วยรอยยิ้ม

"พวกเขาเองน่าจะเข้าใจได้ง่ายๆนะ ทำธุรกิจมาก็หลายปีแต่มูลค่าบริษัทในตลาดกลับไม่ได้สูงเท่ากับคู่แข่งคนอื่น"

ผู้ช่วยได้ยินก็ชักงักไปชั่วขณะ

หยางไท่เฉียนเลยพูดต่อว่า

"นายไปเก็บของได้แล้ว พวกเราจะเช็คเอาท์และส่งคืนห้องพักทั้งหมดคืนโรงแรม"

ผู้ช่วยรีบพูดขึ้นมาด้วยความตกใจ

"คุณหยาง พวกเราจะไม่ซื้อบริษัทนี้แล้วเหรอครับ?"

"ฮ่าๆๆ"

หยาวไท่เฉียนหัวเราะ

"ไม่ซื้อแล้ว แต่เราต้องเดินทางไปยังบริษัทรถยนต์ตามข่าวที่นายได้รับมา"

"แต่บริษัทนั้นน่าจะมีคู่แข่งอยู่เยอะเลยนะครับ"

ผู้ช่วยพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่เป็นกังวล

"คู่แข่ง? แล้วใครบอกนายว่าเราต้องไปสู้กับคู่แข่งพวกนั้นล่ะ?"

หยางไท่เฉียนหัวเราะๆเบาๆ พร้อมกับแสดงสีหน้าที่เจ้าเล่ห์

เขารู้ดีว่าบริษัทรถยนต์จะต้องมีเส้นสายกับโรงแรมที่หยางไท่เฉียนพักอยู่แล้ว ดังนั้นเขาจึงได้ส่งให้ผู้ช่วยลงไปทำเรื่องที่จะเช็คเอาท์ออก

หลังจากนั้นพวกบริษัทรถยนต์ก็จะรู้ข่าวการเช็คเอาท์ พวกเขาก็จะตื่นตระหนกอีกครั้งหนึ่ง ด้วยบริษัทอื่นที่ขายกิจการได้ประกาศขายในราคาที่ต่ำกว่าพวกเขา

ดังนั้นการหาผู้ซื้อรายใหม่นั้นยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรซะอีก ท้ายที่สุดแล้วพวกผู้บริหารเองก็จะขายธุรกิจไม่ได้ และจะทำให้บริษัทขาดทุนจนต้องประกาศล้มละลาย

หากว่าบริษัทล้มละลายแล้ว พวกเขาก็แทบจะไม่มีสิทธิในการเป็นเจ้าของทรัพย์สินในบริษัทอีกต่อไป เมื่อถึงตอนนั้นเองพวกผู้บริหารจะต้องหาเงินมาชดใช้หนี้อีกด้วย

หยางไท่เฉียนเองก็เคยทำงานเกี่ยวกับด้านสิทธิบัตรมาก่อน ตัวเขานั้นรู้ดีที่สุดว่าจะต้องเล่นเกมแบบนี้ยังไง สงครามจิตวิทยาแบบนี้ก็เป็นงานหนึ่งที่หยางไท่เฉียนถนัดมาก

ในสถานการณ์ปัจจุบันขึ้นอยู่กับว่าใครจะเป็นฝ่ายที่นิ่งมากกว่ากัน แต่ทางฝ่ายของหยางไท่เฉียนนั้นถือแต้มต่ออย่างมากในเรื่องที่มีบริษัทอื่นขายราคาที่ถูกกว่า ทางบริษัทรถยนต์จะต้องร้อนลนและหาทางทำอะไรสักอย่างแน่ๆ

ผู้ช่วยพยักหน้าและเดินจากไป ไม่นานพนักงานของโรงแรมก็ได้ขึ้นมาตรวจสอบที่ห้องพัก

หยางไท่เฉียนรวมถึงผู้ช่วยคนอื่นก็เก็บสัมภาระและเตรียมตัวเดินทางออกจากโรงแรม

ขณะที่พวกเขาทั้งหมดกำลังจะออกจากโรงแรมนั้น หยางไท่เฉียนก็เห็นใบหน้าที่คุ้นเคยกลุ่มหนึ่ง คนเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นผู้บริหารที่เขาเจรจาด้วยเป็นเวลาหลายวัน

ประธานบริษัทนี้ชื่อว่าวิล เขาเป็นชายร่างสูงที่เดินเข้ามาหาหยางไท่เฉียนเป็นคนแรก เขามองมาที่หยางไท่เฉียนกับกระเป๋าเดินทาง คนอื่นๆที่อยู่ด้านหลังเขาก็เริ่มมีท่าทีที่เป็นกังวลมากขึ้นเรื่อยๆ

"คุณหยางจะกลับเซียงเจียงแล้วเหรอครับ? หรือว่าคุณจะเดินทางไปที่อื่นต่อ?"

วิลได้ถามกับหยางไท่เฉียนเบาๆ

เขารู้ดีว่าหยางไท่เฉียนกำลังจะออกเดินทาง หากว่าหยางไท่เฉียนเดินทางไปยังประเทศเพื่อนบ้านแสดงว่าเขานั้นน่าจะไปเจรจากับบริษัทรถยนต์รายอื่น

บริษัทรถยนต์ของเขานั้นหมดหนทางที่เติบโตต่อแล้วจริงๆ ตลาดรถยนต์ทั่วทั้งโลกก็ถูกรถจากประเทศญี่ปุ่นแย่งส่วนแบ่งจนไม่เหลือตกมาถึงพวกเขา

ในยุโรปเองหากไม่ใช่บริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีชื่อเสียงมาอย่างยาว แทบจะไม่มีบริษัทไหนทนกับปัญหาขาดทุนอย่างหนักได้ในทุกวัน

หากไม่รีบขายธุรกิจของพวกเขาในตอนนี้ หนี้ก็จะสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วพอตอนที่ธนาคารมายึด พวกเขาก็จะไม่หลายอะไรติดตัวสักอย่างเดียว

"คุณวิลครับ"

หยางไท่เฉียนพูดด้วยรอยยิ้ม

"เจ้านายของผมที่เซียงเจียงเรียกตัวผมกลับด่วน พวกผมเลยต้องรีบเดินทางไปที่เซียงเจียงครับ"

"อะไรนะครับ"

หลังจากได้ยินคำพูดของหยางไท่เฉียนแล้ว วิลเองก็มีท่าทีที่กระวนกระวายมากขึ้น ถ้าอีกฝ่ายบอกว่าไปดูบริษัทรถยนต์ที่ประเทศเพื่อนบ้านยังรู้สึกดีกว่านี้อีก

อย่างน้อยพวกเขาก็ยังเก็บบริษัทเราไว้เป็นตัวเลือกอยู่ แต่เมื่อสักครู่เขาพูดว่ากลับเซียงเจียงอย่างงั้นเหรอ?

ถ้าเขากลับไปเซียงเจียงโดยไม่มีอะไรติดไม้ติดมือกลับไปแบบนี้ โอกาสที่เขาจะเดินมาเจรจาครั้งที่ 2 คงไม่มีแน่ๆ

"การเจรจาของพวกเราใกล้จะได้ข้อสรุปแล้วเชียว น่าเสียดายจริงๆที่คุณหยางกับทีมจะต้องเดินทางกลับไปก่อน"

วิลพูดด้วยรอยยิ้มพร้อมกับแสดงสีหน้าที่เสียดาย แต่ความจริงแล้วเขานั้นอยากจะร้องไห้ออกมาด้วยว้ำ

ถ้าเขารู้แต่แรกคงจะไม่ยื่นราคาที่สูงขนาดนี้ให้กับหยางไท่เฉียน

"ไม่น่าเสียดายหรอกครับ"

หยางไท่เฉียนตอบห้วนๆ แววตาของเขานั้นเรียบเฉยราวกับว่าไม่ได้สนใจในคำพูดของวิลเลยสักคำเดียว เมื่อเห็นอย่างงั้นวิลก็เลยยิ่งกังวลมากกว่าเดิม

หยางไท่เฉียนเห็นแววที่เปลี่ยนไปของวิลก็แอบหัวเราะอยู่ในใจ ถึงขนาดนี้แล้วเขายังทำตัวเหมือนกับเป็นสิงโตอยู่เลย

"ผมว่าเราทั้งสองได้ข้อสรุปการเจรจาของทั้งสองฝ่ายแล้ว ผมไม่มีอะไรที่จะเจรจากับพวกคุณอีกแล้วครับ ขอตัวชก่อนนะครับ"

"หวังว่าจะมีโอกาสได้เจอกันอีกนะครับ แต่ผมคิดว่าน่าจะเป็นโอกาสที่น้อยมากเลย"

หยางไท่เฉียนพูดด้วยรอยยิ้ม

หลังจากพูดจบหยางไท่เฉียนกับผู้ช่วยของเขาก็เดินจากไปทันที พวกเขาทั้งหมดกำลังจะเดินผ่านวิลและผู้บริหารคนอื่นๆเพื่อขึ้นรถไปยังสนามบิน

วิลเองยังคงตกตะลึงและทำตัวไม่ถูก

นี่เขากำลังจะฝ่ายโอกาสให้หลุดลอยไปอย่างงั้นเหรอ?

"ไอ้วิล ไอ้คนงี่เง่า นี่แกกำลังจะปล่อยให้พวกเขากลับไปอย่างงั้นเหรอ?"

"นั่นสิ ทำไมแกถึงทำแบบนั้นนะ"

"ก็ลองดูราคาที่ไอ้วิลมันเสนอดูสิ ทำอย่างกับบริษัทตัวเองเป็นบริษัทขนาดใหญ่มากมั้ง"

"นี่เขามาซื้อถึงที่ขนาดนี่แล้วก็ปล่อยไปอย่างงั้นเหรอ?"

"ราคาสูงแบบนี้ใครมันจะโง่ซื้อกันล่ะ"

"เขาจะต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ทั้งหมด"

ผู้บริหารหลายคนและกรรมการบริษัทเริ่มพูดคุยกัน เริ่มเกิดความขัดแย้งมากขึ้นในบริษัทของวิล ตัวของเขานั้นได้ยินคำด่าทอต่างๆ

ถ้าบริษัทของเขานั้นขายไม่ได้ กรรมการพวกนี้ก็จะต้องรับผิดชอบในส่วนของหนี้บริษัทด้วย

ทุกวินาทีที่เสียไปนั้นไม่ได้อะไรขึ้นมาเลย วิลเลยตัดสินใจครั้งสุดท้าย

เขาสูดหายใจเข้าลึกๆและหันไปพูดกับกรรมการบริษัทด้วยเสียงที่เข้ม

"ตอนนี้มันไม่ใช่เวลาที่เราจะต้องมาพูดกันเรื่องนี้ พวกเราต้องตามคุณหยางให้ทันและเสนอราคาใหม่ให้กับเขา โดยเราจะขายบริษัทของเราในราคาที่ต่ำที่สุดเท่าที่จะลดได้"