ตอนที่ 337

"ครับคุณซู"

สูเจิ้งเหมาตอบรับซูข่านทันที เขาประทับใจในคำพูดของซูข่านมาก นาทีนั้นเขาได้คิดว่าซูข่านนี้แหละเป็นวีรบุรุษที่ทำเพื่อส่วนรวมมากกว่าทำเพื่อตัวเอง

"ทุกที่ในประเทศจะต้องเต็มไปด้วยโรงเรียนของซิงซีกรุ๊ป"

"ฮ่าๆๆๆๆ"

ซูข่านหัวเราะเสียงดัง

"พี่สามครับ"

ระหว่างที่ซูข่านคุยอยู่กับสูเจิ้งเหมานั้น ซงหมิงเจียงก็ได้เข้ามาและพูดว่า

"ผู้ใหญ่บ้านได้พาชาวบ้านมาคุยกับหัวหน้าสูเกี่ยวกับเรื่องของโรงงานครับ"

"อืม"

ซูข่านพยักหน้าและมองไปที่สูเจิ้งเหมา

"ฝากชาวบ้านพวกนี้ด้วยนะเหลาสู"

"ครับคุณซู"

สูเจิ้งเหมาพยักหน้า

ขณะที่ซูข่านยืนขึ้นและกำลังจะออกเดิน เสียงของสูเจิ้งเหมาก็ดังขึ้นมาอย่างเร่งรีบ

"คุณซูช่วยเลือกชื่อสำหรับโรงงานวิกผมแห่งนี้ด้วยครับ"

"ชื่อ?"

ซูข่านชะงักไปชั่วขณะ เขาไม่สามารถก้าวขาออกเดินได้

"นั่นสินะ"

ซูข่านครุ่นคิดอยู่ชื่อแล้วก็พูดว่า

"ชื่ออะไรดี?"

มีชื่อมากมายได้หลั่งไหลเข้ามาในหัวของซูข่าน แต่ชื่อพวกนั้นก็ถูกปัดตกไปอย่างรวดเร็ว

"ซาแมตต์?(Shamat)"

นี่คือชื่อที่ซูข่านได้คิดออก หากว่าวิกผมนี้เป็นที่นิยมขึ้นมา ผู้คนต่างก็จะเรียกวิกผมนี่ว่าวิกผมซาแมตต์ ชื่อนี้มันสามารถสื่ออารมณ์ออกมาได้มากมาย แตมันก็ยังไงๆอยู่

เขาสลัดเอาชื่อของซาแมตต์ออกจากหัวทันที ซูข่านรู้สึกว่าชื่อแบรนด์วิกผมนี้จะต้องเป็นชื่อที่เรียกง่ายในยุโรปและอเมริกา

เขาพยายามนึกถึงชื่อของวิกผมที่โด่งดังไปทั่วโลกอย่างแซสซูน(Sassoon)และมินมิน นี่เป็นแบรนด์ที่มีชื่ออย่างมากในเรื่องของแฟชั่นเกี่ยวกับทรงผม

แม้แต่ห้างของพรอคเตอร์แอนด์แกมเบิล(Procter & Gamble) ยังมีวิกผมของแซสซูนขายเลย สมแล้วที่เป็นแบรนด์วิกผมระดับโลก

"ชื่ออะไรดี?"

ซูข่านครุ่นคิดอยู่สักพักก่อนจะเบิกตากว้างออกมาเหมือนนึกอะไรออก

"ชื่อนี้ละกัน"

ซูข่านยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย

"ชื่ออะไรครับคุณซู"

สูเจิ้งเหมาถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นมาก เขาจ้องมาที่ซูข่านอย่างใจจอใจจ่อ

"บาซาร์(Bazzar)"

ซูข่านตอบด้วยรอยยิ้ม

"โรงงานวิกผมบาซาร์เหรอครับ?"

สูเจิ้งเหมาทวนชื่อซ้ำอีกครั้งด้วยความงุนงง หลังจากออกเสียงแล้ว สูเจิ้งเหมาก็รู้สึกว่าชื่อนี้มันมีเสน่ห์มากๆ เขารู้สึกชอบชื่อนี้

"คุณซูครับ ถ้างั้นเราต้องไปทำการจดเทียนชื่อแบรนด์บาซาร์ไว้ไหมครับ? หรือว่าจะให้ผมเร่งผลิตวิกผมอย่างเดียวก่อน?"

"นายไปจัดการเรื่องจดทะเบียนแบรนด์ละกัน ชื่อนี้มันจะต้องแพร่หลายไปทั่วทั้งโลก"

ซูข่านหัวเราะ

เรื่องชื่อของแบรนด์ต่างๆนั้นบางบริษัทไม่ค่อยจะใส่ใจกันสักเท่าไหร่ เมื่อถึงเวลาที่สินค้าของพวกเขาพร้อมที่จะขายแล้ว ปรากฎว่าชื่อแบรนด์บริษัทของพวกเขานั้นถูกจดทะเบียนโดยพวกเด็กหัวเกรียนบางคน

ซึ่งแบรนด์ต่างๆก็ต้องใช้เงินของพวกเขาในการซื้อชื่อนี้คืน

บริษัทบางประเทศเลือกที่จะเปลี่ยนชื่อเพราะรู้สึกว่ามันไม่คุ้มที่จะต้องไปให้เงินกับเด็กหัวเกรียนพวกนั้น แต่รู้อะไรไหมว่าแบรนด์ใหม่พวกเขาขายสู้คู่แข่งไม่ได้เลย

ทั้งๆที่เป็นผลิตภัณฑ์ตัวเดิมแท้ๆ นี่แหละคือความทรงพลังของชื่อแบรนด์ เวลาที่เรากระหายน้ำและอยากจะดื่มเครื่องดื่มเย็นๆ ส่วนใหญ่แล้วก็มักจะหยิบแต่เครื่องดื่มของโคคา-โคล่าหรือโค้กเท่านั้น

ทุกอย่างนี้ซูข่านรู้อยู่แล้วว่ามันจะเป็นยังไงเมื่อแบรนด์ของเขาดัง บริษัทต่างประเทศเองก็มักจะเลียนแบบสินค้าที่ครองตลาดแล้วขายในราคาที่ถูกกว่าอยู่แล้ว

ดังนั้นมันจะต้องทำให้แบรนด์นี้ติดตลาดให้ได้ก่อน คนทั่วทั้งโลกจะได้รู้จักและใช้สินค้าจากแบรนด์ของเรา

จากนั้นเวลาที่ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆออก ผู้คนก็จะต่างไว้ใจเพียงเพราะว่าชื่อแบรนด์ ยกตัวอย่างง่ายๆอย่างสินค้าของแอปเปิ้ล สมาร์ทโฟนของเขาเทคโนโลยีสู้ของจีนหรือเกาหลีไม่ได้เลย

แต่ทำไมผู้คนยังนิยมใช้โทรศัพท์สมาร์โฟนของแอปเปิ้ลล่ะ?

เห็นไหมว่าชื่อแบรนด์นั้นทรงพลังมากๆ

ซูข่านเลยอยากให้สูเจิ้งเหมาไปจัดการลงทะเบียนชื่อแบรนด์พวกนี้ มันจะได้หลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจจะตามมาได้ในภายหลัง

"ครับคุณซู"

สูเจิ้งเหมาพยักหน้าอย่างรวดเร็วและพูดต่อว่า

"คุณซูช่างเป็นเป็นคนที่มองการณ์ไกลจริงๆ สูเจิ้งเหมาผู้นี้ขอชมเชยคุณซูจากใจจริง"

"เฮ้อ"

ซูข่านส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้และพูดกับสูเจิ้งเหมา

"เลิกพูดประจบสอพลอฉันได้แล้ว นายรีบไปคุยกับผู้ใหญ่บ้านเกี่ยวกับเรื่องจะจัดตั้งโรงงานดีกว่า"

"ตกลงเรื่องสัดส่วนของโรงงานกับหมู่บ้านให้ดีด้วย จากนั้นก็มาบอกฉันว่าสัดส่วนต่างๆแบ่งเป็นเท่าไหร่ พื้นที่ตรงไหนใช้ทำอะไร"

จากนั้นซูข่านก็เดินออกไปอีกด้านหนึ่ง

การเจรจารายละเอียดเกี่ยวกับโรงงานพวกนี้ซูข่านไม่อยากจะเข้าไปยุ่ง เขามอบเรื่องพวกนี้ให้สูเจิ้งเหมาจัดการเพียงคนเดียว เขามีประสบการณ์มากมายเกี่ยวกับเรื่องโรงงาน มันไม่ยากเกินมือเขาหรอก

ถึงแม้ว่าที่นี่จะเป็นบ้านนอกก็จริงอยู่ แต่ชาวบ้านที่นี่ก็ไม่ได้เป็นคนโง่เหมือนกับในเพลงหรือละครน้ำเน่าหรอกนะ พวกเขาก็พอมีความรู้อยู่บ้าง

ซูข่านไม่ได้อยากจะเอาเปรียบชาวบ้านหมู่บ้านซูเจียเลยแม้แต่น้อย กลับกันเขาอยากจะผลักดันชาวบ้านพวกนี้ให้มีอนาคตมากกว่า

หมู่บ้านซูเจียจะต้องกลายเป็นหมู่บ้านที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศจีน

หลังจากที่ซูข่านออกไปแล้ว ผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านก็ได้เข้ามาทันที พวกเขาและสูเจิ้งเหมาก็ได้เริ่มการประชุมตกลงหารือเกี่ยวกับเรื่องของโรงงานในหมู่บ้าน

สำหรับหมู่บ้านซูเจียแล้ว สูเจิ้งเหมาคิดว่าสถานที่ตรงนี้สามารถจัดการผลิตของส่งขายได้เป็นล้านๆหยวน บางทีอาจจะได้เงินดอลล่าห์มาหลายล้านอีกด้วย

ผู้ใหญ่บ้านหรือชาวบ้านเองก็ต่างตกตะลึงกับมูลค่าที่สูเจิ้งเหมาได้ประมาณไว้ พวกเขาไม่คิดเลยว่าหมู่บ้านที่อยู่นอกเมืองแบบนี้จะสามารถทำเงินแบบนั้นได้

ยิ่งไปกว่านั้นการกระทำทุกอย่างใช้เวลาเพียงไม่นาน

ทั่วทั้งห้องต่างตื่นเต้นเกี่ยวกับสัญญาที่สูเจิ้งเหมาได้เสนอ

เขาต้องการที่ตั้งโรงงานในส่วนที่ไกลจากตัวหมู่บ้านออกไปเล็กน้อยเพื่อไม่กระทบกับชาวบ้าน โดยจะเลือกสถานที่รกร้างเป็นหลัก

ซึ่งโรงงานที่จัดตั้งนี้จะออกเงินโดยทางสูเจิ้งเหมาทั้งหมด แต่หมู่บ้านซูเจียจะได้สัดส่วนการถือหุ้นของโรงงานนี้ด้วย

เรียกได้ว่าเป็นข้อเสนอที่ยากจะปฏิเสธ การปรับปรุงที่ดินรกร้างให้กลายเป็นโรงงาน ชาวบ้านเองต่างก็ดีใจกับข้อเสนอนี้

แต่ข้อเสนอนี้จะต้องเป็นข้อเสนอที่เซ็นร่วมกันทั้งหมู่บ้าน ผู้ใหญ่บ้านจึงได้จัดการประชุมหมู่บ้านทันทีและพูดถึงข้อเสนอ

ไม่มีใครในหมู่บ้านซูเจียที่จะปฏิเสธ พวกเขาทั้งหมดลงนามในข้อเสอนนี้

นอกจากเรื่องสัดส่วนเรื่องหุ้นแล้ว ทั้งสองฝ่ายก็ยังได้ลงนามในข้อตกลงที่เหลืออีก เรียกได้ว่าเป็นข้อตกลงเสริมระหว่างทั้งสองฝ่าย