ตอนที่ 301

ซุนเจิ้งยี่ส่ายหัวและรีบตอบซูข่านอย่างเร็วรวด

"คุณซูครับ ทางซอร์ฟแบงค์ต้องการที่เปิดระดมทุนโดยแลกกับหุ้น 10% เท่านั้นเองครับ ซึ่งแลกกับเงิน 1 ล้านดอลล่าห์"

ซุนเจิ้งยี่อยากได้เงิน 5 ล้านดอลล่าห์ก็จริงอยู่ แต่เขาก็ไม่กล้าที่จะยอมขายหุ้น 50% ของเขาเพื่อแลกกับเงินจำนวนนี้หรอก

หุ้น 50% รวมกับบริษัทในเครืออีก 10% ถ้าโดนเปลี่ยนผู้ถือหุ้นรายใหญ่เขากลัวว่าจะโดนไล่ออกทันที

จางหม่านก็รีบพูดขึ้นมาเช่นกัน

"เจ้านายคะ มันเยอะไปไหมคะ?"

ซูข่านตอบด้วยรอยยิ้ม

"เยอะตรงไหน? ฉันคิดว่ามันก็สมเหตุสมผลแล้วที่ซอร์ฟแบงค์จะมีมูลค่าถึง 10 ล้านดอลล่าห์ เธอรู้ไหมว่าญี่ปุ่นเศรษฐกิจโตขนาดไหนในช่วงเวลาที่ผ่านมา?"

จางหม่านตกตะลึง

มันคุ้มที่ลงทุนกับซอร์ฟแบงค์จริงๆงั้นเหรอ?

ถ้าจางหม่านรู้เรื่องนี้มาก่อน ตอนที่ซอร์ฟแบงค์ได้เปิดระดมทุนครั้งแรก เธอน่าจะลงมากกว่า 1 แสนดอลล่าห์ ตอนนั้นสามารถซื้อหุ้นได้ถึง 30-40% เลยทีเดียว

"เอ่อ..คุณซูครับ"

ซุนเจิ้งยี่รู้สึกอับอายอย่างบอกไม่ถูก เขาไม่คิดเลยว่ามูลค่าบริษัทที่เขาตั้งขึ้นมาเล่นๆจะสามารถใช้ได้จริงกับชายคนนี้

"เป็นไปได้ไหมครับที่คุณจะยอมลด % หุ้นลงมาหน่อย"

"ฮ่าๆๆ"

ซูข่านหัวเราะออกมาที่ได้ยิน ซุนเจิ้งยี่ก็ตกตะลึงที่เห็นซูข่านหัวเราะ

ซูข่านยิ้มที่มุมปากก่อนจะพูดกับซุนเจิ้งยี่

"ไม่ต้องห่วง ฉันให้เงินคุณ 5 ล้านดอลล่าห์ก็จริง แต่ฉันไม่ได้ต้องการหุ้นถึง 50% ของบริษัทคุณหรอก"

"อะไรนะครับ?"

ซุนเจิ้งยี่ตกใจอีกครั้ง

เขาประหลาดใจที่อีกฝ่ายไม่ได้ต้องการหุ้น 50% เพื่อแลกกับเงิน 5 ล้านดอลลห่

หรือว่าเขาจะต้องการหุ้นที่ 40%?

เมื่อรวมกับบริษัทในเครือก็จะมีอยู่ที่ 50% เท่ากับเรา ก็จริงอยู่ที่ 50% ไม่สามารถไล่เราออกบริษัทได้ แต่การที่อีกฝ่ายถือหุ้นอยู่ 50% ก็ไม่ต่างอะไรจากการเอาปืนมาจ่อทีหัว

สำหรับซุนเจิ้งยี่แล้วตัวเลขนี้มันก็ยังอันตรายเกินไปสำหรับเขาอยู่ดี

ปืนที่จ่อหัวนั้นจะยิงตอนไหนก็ได้ เช่นเดียวกันกับเขา ถ้าหุ้นของเขาถูกแบ่งไปอีกสัก 1% ก็อาจถูกไล่ออกได้ทุกเมื่อ

ซุนเจิ้งยี่มองไปที่ซูข่านอย่างหวาดระแวง ชายคนนี้อายุไม่ห่างจากเขาเท่าไหร่ก็จริง แต่เขากลับน่ากลัวกว่าที่เห็นมาก ไม่แปลกใจเลยที่เขาจะทุ่มเงินเพื่อช่วยเหลือตลาดอสังหาฯได้เป็นพันๆล้าน

ยิ่งไปกว่านั้นเขายังดูอำนาจและมีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่อีก เขาไม่ไหวติงอะไรกับการประเมินมูลค่าบริษัทที่เกินจริงของเราแม้แต่น้อย

ในชีวิตของซุนเจิ้งยี่ มีครั้งหนึ่งที่เขาได้พบกับประธานบริษัทของมิตซูบิซิกับพานาโซนิค พวกเขาทั้งสองมีอะไรบางอย่างเหมือนกับชายที่ซูข่านคนนี้เลย

อำนาจของคนรวยงั้นเหรอ? นักลงทุนบางคนก็ไม่ได้อำนาจอะไรแบบนี้สักหน่อย

บอกได้เลยว่าชายที่ซูข่านคนนี้เป็นคนที่น่ากลัวคนหนึ่งเลยแหละ ฉันคิดว่าเขาสามารถเขย่าโลกใบนี้ได้ทั้งใบเลยด้วย

ลองมาเทียบกับเราที่อายุไล่เรี่ยกันดูสิ ไม่ต่างอะไรจากลูกไก่ที่อยู่ในกำมือของชายคนนี้เลย

จากนั้นสายตาของซุนเจิ้งยี่ที่มองซูข่านก็เริ่มเปลี่ยนไป ซูข่านเห็นก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา

นี่แหละคือเหตุผลว่าทำไมซุนเจิ้งยี่ถึงได้ยิ่งใหญ่ในชาติก่อนของซูข่าน

เขาสามารถประเมินอะไรต่างๆได้จากคำพูดไม่กี่คำเท่านั้น บางทีเขาอาจจะคิดเรื่องการลงทุนของเราไปถึง 20-30 ปีในอนาคตแล้วก็ได้ วิสัยทัศน์ของเขากว้างไกลจริงๆ

ซูข่านชอบความสามารถนี้ของซุนเจิ้งยี่อย่างมาก น้อยคนนักที่จะมีความสามารถแบบนี้

"ฟังให้จบก่อนสิ"

ซูข่านรีบโบกมือขัดซุนเจิ้งยี่ที่กำลังจะพูด

"ฉันจะใช้คุณ 5 ล้านดอลล่าห์โดยยังไม่เอาอะไรเลยตอนนี้ แต่สิ่งที่ฉันต้องการคือหุ้น 30% ของซอร์ฟแบงค์ในอีก 3 ปีข้างหน้า"

"คุณซูรบกวนอธิบายโดยละเอียดด้วยครับ"

ซุนเจิ้งยี่ถามด้วยความสงสัย

จางหม่านหันหน้ามามองซูข่านพร้อมกับใบหน้าที่มีคำถามเป็นร้อย เธอรู้สึกงงกับข้อเสนอนี้ของซูข่านอย่างมาก เท่ากับว่าว่านเซี่ยงกรุ๊ปต้องเสียเงิน 5 ล้านดอลล่าห์โดยไม่ได้อะไรกลับมาเลยเนี่ยนะ?

แถมมูลค่าหุ้นของซอร์ฟแบงค์ในอีก 3 ปีข้างหน้าจะเป็นยังไงก็ไม่รู้?

หากว่าบริษัทซอร์ฟแบงค์ขาดทุนจากการดำเนินธุรกิจ เท่ากับว่าว่านเซี่ยงกรุ๊ปจะเสียเงิน 5 ล้านดอลล่าห์ไปเลยฟรีๆ

ซูข่านมองที่จางหม่านและซุนเจิ้งยี่ที่มีสีหน้างงงวยทั้งสองก่อนจะอธิบายด้วยรอยยิ้ม

"ก็ตามที่ฉันได้บอกทีแรกนั่นแหละ คุณเอาเงินไปก่อนเลย 5 ล้านดอลล่าห์ โดยแลกกับหุ้น 30% แต่หุ้นนี้คุณค่อยโอนมาให้ทางว่านเซี่ยงกรุ๊ปในอีก 3 ปีข้างหน้า โดยไม่สนว่ามูลค่าหุ้นของซอร์ฟแบงค์ในตอนนั้นจะเป็นเท่าไหร่"

"เอ่อ.."

ซุนเจิ้งยี่รู้สึกประหลาดใจที่ได้ยินข้อเสนอนี้ นี่เป็นข้อเสนอที่แปลกประหลาดที่สุดตั้งแต่เขาทำธุรกิจมา

ในแง่ของนักลงทุนมันไม่มีอะไรมาการันตีเงิน 5 ล้านนี้ได้เลย มันอาจจะสูงขึ้นเป็นร้อยล้านหรืออาจจะหมดจนติดลบก็ได้

เขาไม่กลัวเลยเหรอว่าซอร์ฟแบงค์จะล้มละลายหรือขาดทุนจากธุรกิจ

และสมุมติว่าไม่ขาดทุนก็จริง หากมูลค่าบริษัทในอีก 3 ปีข้างหน้าคือ 10 ล้านดอลล่าห์ เท่ากับว่าหุ้น 30% ที่จะโอนให้ทางว่านเซี่ยงกรุ๊ปก็จะมีมูลค่าแค่ 3 ล้านดอลล่าห์เท่านั้น

"คุณซูครับ"

ซุนเจิ้งยี่แสดงท่าทางประหลาดใจและถามซูข่านด้วยความสงสัย

"คุณไม่กลัวเหรอครับว่าทางซอร์ฟแบงค์จะไม่ขาดทุน? "

"ถ้ามูลค่าบริษัทของผมลดลง"

"30% ของคุณก็อาจจะมีมูลค่าไม่ถึง 5 ล้านดอลล่าห์นะครับ"

"ฮ่าๆๆๆๆ"

ซูข่านหัวเระาออกมาเสียงดัง จากนั้นก็พูดด้วยรอยยิ้มอย่างมีเลศนัยกับซุนเจิ้งยี่

"ขาดทุนกับ 5 ล้านงั้นเหรอ? นี่เป็นเพียงเงินส่วนหนึ่งของผมเท่านั้นเอง ถ้าคุณขาดทุนผมก็ไม่ได้เสียดายอะไรเงินส่วนนี้เลย"

สำหรับซูข่านแล้วเงิน 5 ล้านนั้นเป็นจำนวนเพียงเล็กน้อยเท่านั้นถ้าแลกกับการซื้อซุนเจิ้งยี่

ยังไงมันก็คุ้มค่าสุดๆ

"ฉันคิดว่าคุณมีค่ามากกว่านั้นอีกนะ มูลค่าของตัวคุณสูงเป็นร้อยเป็นพันล้านดอลล่าห์เลย"

"อึ้ก"

เมื่อได้ยินคำพูดของซูข่าน ซุนเจิ้งยี่ก็กลืนน้ำลายอึ้กใหญ่ด้วยความยากลำบาก เขาไม่คิดว่าตัวของเขาจะมีมูลค่ามากขนาดนี้

แถมยังถูกยกย่องจากเจ้าของบริษัทที่แท้จริงของว่านเซี่ยงกรุ๊ปอีก

ว่านเซี่ยงกรุ๊ปเองก็เป็นหนึ่งในบริษัทชั้นนำที่มีชื่อเสียงอย่างมากในเซียงเจียง ขนาดเขาที่อยู่ประเทศญี่ปุ่นยังได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของว่านเซี่ยงกรุ๊ปเลย

แทบจะไม่มีบริษัทไหนหรือเครือไหนทำได้แบบว่านเซี่ยงกรุ๊ป นี่นับเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้รับคำชมจากคนที่เป็นเจ้าของคนนี้

แถมยังถูกตีมูลค่าว่าตัวเขามีคุณค่ามากมายหลายพันล้านดอลล่าห์อีก

ซุนเจิ้งยี่รู้สึกตื่นเต้นอย่างมากที่ได้รับคำยกย่องจากซูข่าน

ซูข่านมองดูซุนเจิ้งยี่ที่กำลังครุ่นคิดถึงข้อเสนอของเขาอยู่นั้น เขาก็ไม่สนใจและหันไปตั้งใจตกปลาในแม่น้ำต่อ ที่แม่น้ำแห่งนี้ยังคงมีปลาตัวเล็ก-ใหญ่ซ่อนตัวอีกเยอะ

ซุนเจิ้งยี่เองที่อยู่ข้างเขาก็เป็นหนึ่งในปลาใหญ่ที่เขาต้องตกเหมือนกัน ปลาตัวนี้เป็นปลาที่หายากแถมยังมีคุณภาพดีอีกด้วย

หลังจากที่ซูข่านเหวี่ยงเบ็ดล่อปลาตัวนี้ กลิ่นของเหยื่อที่ติดกับเบ็ดนั้น จะล่อปลาที่ชื่อซุนเจิ้งยี่ได้หรือไม่

"แกร็กๆ"

ระหว่างที่กำลังมองแม่น้ำที่ไหลไปอย่างช้าๆ ซูข่านก็ตกใจที่เบ็ดของเขานั้นถูกดึงอย่างแรงอีกครั้ง

ดูเหมือนว่าปลาตัวใหญ่จะมากินเหยื่อของเขาอีกแล้ว