ตอนที่ 374

นี่คือสิ่งที่หวางเอ๋อพยายามเลียนแบบซูข่านทุกครั้งเวลาที่เขาอยู่ข้างนอก แต่สิ่งที่หวางเอ๋อทำนั้นมันไม่ได้ใกล้เคียงกับซูข่านเลยสักนิด

ลูกน้องของหวางเอ๋อต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าหวางเอ๋อนั้นยอดเยี่ยมและน่าเกรงขามกว่า

แต่พอมาได้มาเจอกับพี่สามแล้ว หวางเอ๋อก็รู้ได้ทันทีเลยว่า ลูกน้องพวกนั้นแค่พูดประจบสอพลอ

หนำซ้ำพวกลูกน้องก็ต่างพากันเรียกหวางเอ๋อว่าเป็นพี่รองตลอด

พี่รองงั้นเหรอ?

บ้าไปแล้ว

มันไม่ได้ใกล้เคียงกับพี่สามเลยสักนิด แค่ครึ่งหนึ่งยังเทียบไม่ได้เลยด้วยซ้ำ เรายังคงห่างไกลกับพี่สามอยู่เยอะ

จากนั้นหวางเอ๋อก็พูดต่อว่า

"ครับพี่สาม เดี๋ยวผมจะกลับไปตอบอีกฝ่ายว่า หากเงินไม่ถึง 1 หมื่นล้าน ก็อย่าคิดจะมาคุยเรื่องการซื้อ-ขาย KFC"

"อืม"

ซูข่านพยักหน้าเล็กน้อย

การเสนอราคาที่สูงมากแบบนี้ มันจะทำให้ผู้คนแตกตื่นอย่างมาก อีกฝ่ายคงคิดว่าพวกเรานั้นได้คืบจะเอาศอก การเสนอราคาที่จะขายอย่างต่ำ 1 หมื่นล้านนี่ใครจะกล้าซื้อกันแน่?

หากว่าข่าวนี้แพร่กระจายออกไป ทุกคนในวงการจะต้องตกใจกับราคาที่หวางเอ๋อได้เสนอ หลายคนคงจะมองว่าหวางเอ๋อเป็นคนโง่ที่ไม่รับข้อเสนอและหาว่าเขาบ้าในการตั้งราคาอีกด้วย

ซึ่งมันจะส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของหวางเอ๋อโดยตรง

อย่างไรก็ตามนี่มันเป็นสิ่งที่ซูข่านอยากจะให้หวางเอ๋อเรียนรู้เอาไว้ด้วย ชื่อเสียงที่ได้มันมาอย่างรวดเร็ว ในทางกลับกันมันก็หายไปได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน ทุกอย่างมันมีจังหวะของมันเสมอ

การยกระดับ KFC ให้สูงขึ้นกว่านี้ มันไม่จำเป็นต้องขายกิจการให้กับพวกนายทุนต่างชาติ ชาวจีนเองก็สามารถยกระดับบริษัทให้มีมูลค่าเป็นหมื่นล้านได้เช่นเดียวกัน

ทันทีที่หวางเอ๋อสามารถเปลี่ยนทัศนคติตัวเองให้มีแบบนี้ได้ หวางเอ่อจะถูกยกระดับขึ้นทันที ใครก็ตามที่เคยหัวเราะหวางเอ๋อเรื่องที่ไม่ยอมขาย KFC พวกเขาจะต้องกลืนน้ำลายตัวเองและชื่นชมในความมุ่งของเขาแทน

ไม่เพียงแต่จะยกระดับร้านของตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่ยังแสดงถึงศักยภาพของชาวจีนที่ไม่ยอมน้อยนายต่างประเทศอีกด้วย

ใครได้ยินก็จะต้องชื่นชมในตัวของหวางเอ่อ

ไฟในการไปเจรจากับ KFC ของหวางเอ๋อได้เพิ่มมากขึ้นหลังการได้มาพูดคุยกับซูข่าน เขามีความมั่นใจมากขึ้นในธุรกิจ KFC ที่ซูข่านได้มอบหมายให้เขาทำ

เขารู้สึกซาบซึ้งที่ซูข่านได้ให้โอกาสนี้กับเขา

หลังจากนั้นเหตุการณ์ทุกอย่างในหนานจิงก็กลับไปอยู่ในจุดที่มันควรจะเป็น

เวลาได้ผ่านไปอย่างช้าๆ เทศกาลตรุษจีนก็ได้หมดลงไป หลี่เจียงเฝิงและพี่น้องของเขาที่เดินทางกลับบ้านมา พวกเขาก็ได้มารวมตัวกันที่บ้านของซูข่าน จางต้าฝูก็มาด้วยเช่นเดียวกัน

"ผมได้ให้คนไปจัดการเรื่องเอกสารและพาสปอร์ตเรียบร้อยแล้ว พี่หลี่สามารถเดินทางไปที่ไหนก็ได้ในพม่าตามแต่พี่หลี่ต้องการ"

จากนั้นจางต้าฝูก็หันไปมองยังบอดี้การ์ดของเขา บอดี้การ์ดก็ได้หยิบพาสปอร์ตและเอกสารเดินทางออกมาจากกระเป๋าก่อนจะยื่นให้กับเฒ่าหลี่

เฒ่าหลี่รับมาก็มองดูเล็กน้อยก่อนจะแจกจ่ายให้กับหลี่เจียงเฝิงและพี่น้องของเขาอีก 5 คน

"อืม"

เฒ่าหลี่พยักหน้าเล็กน้อยและหันไปมองยังซูข่าน

จากนั้นเฒ่าหลี่ หลี่เจียงเฝิง จางต้าฝูและคนที่เหลือ พวกเขาก็ได้ออกเดินทางจากบ้านของซูข่านไป

เมื่อเห็นเฒ่าหลี่จากไปแล้ว ซูข่านก็รู้สึกหัวใจหวิวๆขึ้นมา มันเป็นความรู้สึกที่ไม่ถึงกับเศร้า แต่ก็ไม่ได้มีความสุข

"หมิงเจียง!!"

ซูข่านตะโกนเสียงดัง

"ครับพี่สาม"

ซงหมิงเจียงรีบวิ่งมาหาซูข่านอย่างรวดเร็ว

ซูข่านหันไปพูดกับซงหมิงเจียงว่า

"ส่งข้อความไปหาสูเจิ้งเหมาเดี๋ยวนี้ ฝากเขาบอกจางหม่านที่เซียงเจียงให้ติดต่อยังตระกูลโจวและตระกูลเจิ้งแห่งเซียงเจียงทันที"

"ให้จางหม่านตรวจสอบเรื่องของจางต้าฝูกับธุรกิจอัญมณีของเขา เราจะต้องรับรองความปลอดภัยให้กับเฒ่าหลี่ให้ได้มากที่สุด"

"ครับพี่สาม"

ซงหมิงเจียงพยักหน้า

ถึงแม้ว่าเสียงของซูข่านจะแผ่วเบา แต่ลึกๆซงหมิงเจียงก็สัมผัสได้ถึงความน่ากลัวที่ออกมาจากคำพูดของซูข่าน มันเป็นน้ำเสียงที่เขาไม่อยากจะได้ยินอีกเป็นครั้งสอง

หากว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับเฒ่าหลี่

ซงหมิงเจียงคิดว่าพี่สามจะไม่ปล่อยให้จางต้าฝูไว้แน่ ต่อให้เป็นคนแก่ก็ตาม แต่ถ้าพี่สามสั่งให้เขาไปจัดการกับจางต้าฝู เขาก็ไม่อาจปฏิเสธคำสั่งนี้ได้

หลี่เจียงเฝิงก็ได้พูดกับซงหมิงเจียงก่อนที่จะเดินทางไปเหมือนกัน หากว่าเขาไม่สามารถคุ้มครองความปลอดภัยให้กับเฒ่าหลี่ได้ หลี่เจียงเฝิงก็ไม่คิดจะกลับมาทำงานให้กับซูข่านอีกไปตลอดชีวิต

พี่สามได้ฝากเขาดูแลเฒ่าหลี่ให้ดีที่สุด หากว่างานนี้เกิดเรื่องไม่คาดฝันละก็… มันจะเป็นความอัปยศที่สุดในชีวิตของเขา

เวลาได้ผ่านไปอย่างช้าๆ

เฒ่าหลี่ได้จากบ้านของซูข่านไปแล้วเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ ซูข่านเองก็รู้สึกอึดอัดใจเล็กน้อย

เขารู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอย่างบอกไม่ถูก จากนั้นก็มีภาพของเฒ่าหลี่เกิดเรื่องไม่ดีแว่บเข้ามาในหัวของซูข่าน

"บ้าจริง ลืมมันไปซะ"

ซูข่านส่ายหัวและเดินไปที่สวนหลังบ้าน เขาต้องการที่จะหาอะไรทำเพื่อไม่ให้หัวคิดอะไรฟุ้งซ่านไปมากกว่านี้อีก

เจิงฮัวเฉียงก็ได้กลับมาจากบ้านเกิดของเขาแล้วเรียบร้อย

"พี่สามครับ"

เจิงฮัวเฉียงเห็นซูข่านเดินเข้ามา เขาก็ยืนขึ้นและก้มหัวลงเล็กน้อย

"ไม่ต้องก็ได้ ทำตัวตามสบายเถอะ"

ซูข่านส่ายหัวพร้อมพูดด้วยรอยยิ้ม

"กลับบ้านครั้งนี้เป็นยังไงบ้างล่ะ?"

"ขอบคุณพี่สามที่ถามถึงเรื่องนี้ครับ"

เจิงฮัวเฉียงพูดกับซูข่านด้วยความเคารพ

"ตั้งแต่ได้ทำงานกับพี่สามมา สภาพความเป็นอยู่ของคนที่บ้านก็ดีขึ้นมากเลยครับ ถึงแม้ว่าจะมีเงินพอซื้อเนื้อกินทุกมื้อ แต่พวกเขาก็ยังคงชินกับการกินข้าวกับผักดองอยู่"

"หมิงเจียงบอกฉันว่านายสร้างบ้านหลังใหญ่ให้กับพวกเขางั้นเหรอ?"

ซูข่านถามต่อด้วยรอยยิ้ม

"ใช่ครับ"

"เป็นเพราะเงินที่พี่สามได้ให้ผมมาในตอนที่ผมกลับจากรัสเซีย เงินก้อนนั้นมันทำให้ผมสามารถสร้างบ้านหลังใหญ่ให้กับครอบครัวของผมได้"

เจิงฮัวเฉียงพูดด้วยความภาคภูมิต

"ถ้าไม่ใช่เพราะทำงานกับพี่สาม ป่านนี้ผมคงทำไร่ไถ่นากับชาวบ้านที่นั่นไปแล้ว"

"ฮ่าๆๆๆ"

ซูข่านหัวเราะออกมา

"ฉันไม่ได้ทำอะไรมากเลย ที่นายมีทุกวันนี้ด้วยเพราะตัวนายเองล้วนๆ"

แท้จริงนั้นเจิงฮัวเฉียงเป็นคนที่ขยันทำงานมาก เขาทุ่มเทแรงกายแรงใจในการทำงานสุดๆ

ซูข่านได้พูดต่ออีกว่า

"ฉันมีอะไรบางอย่างอยากให้นาย แต่มันจำเป็นต้องจากบ้านไปเป็นเวลานาน นายสนใจไหม?"

"ได้โปรดให้ผมได้มีโอกาสทำงานนั้นเถอะครับพี่สาม"

เจิงฮัวเฉียงตอบโดยไม่ลังเลทันที

ซูข่านนั่งลงยังเก้าอี้ที่เจิงฮัวเฉียงได้ซ่อมเสร็จ เขาเอนหลังพิงกับเก้าอี้ก่อนจะพูดด้วยรอยยิ้ม

"ไม่ต้องห่วง ฉันไม่ให้นายทำงานผิดกฏหมายแน่ แต่นายแน่ใจจริงๆใช่ไหมว่าอยากทำ?"

"ตราบใดที่เป็นงานที่ทำให้กับพี่สาม ผมเต็มใจที่จะทำทุกอย่างครับ"

เจิงฮัวเฉียงพูดกับซูข่านอย่างรวดเร็ว

"นายเป็นคนเก่งนะ"

ซูข่านมองไปที่เจิงฮัวเฉียงและพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ จากนั้นก็พูดขึ้นว่า

"ถ้าฝากเรื่องนี้ให้นายไปทำ ฉันจะรู้สึกวางใจอย่างมาก"