ตอนที่ 230

ในยุคที่มูลค่าของที่ดินยังไม่ได้สูงมาก การใช้เงินจำนวนไม่กี่ล้านหยวนในการซื้อที่ดินและสร้างโกดังตามเมืองหลวงสำคัญของจังหวัดต่างๆ มันคือการลงทุนระยะยาว

แต่ในยุคที่การขนส่งยังไม่ได้พัฒนามาก ขนาดการเดินทางด้วยรถไฟยังใช้เวลาเป็นวันๆ การลงทุนด้วยเงินจำนวนมากขนาดนั้นก็ไม่ต่างอะไรจากเทน้ำมหาศาลลงในทะเลทราย

แต่ใครมันจะไปคิดว่าทะเลทรายดังกล่าวจะกลายเป็นที่ดินมูลค่าหลายพันล้าน ในยุคที่เศรษฐกิจของประเทศจีนได้เติบโตจนกลายเป็นอันดับ 2 ของโลก

ที่ดินในตอนนี้จะมีมูลค่ามหาศาลอย่างยิ่ง เพียงแค่ไม่กี่ตารางเมตรก็อาจจะถึงล้านหยวนเลยก็ได้

ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งที่ซูข่านได้บอกให้จางเฉียงไปทำคือการจดทะเบียนบริษัทที่ครอบครองที่ดินตรงนั้น ถือได้ว่าเป็นการบริหารจัดการที่ดินได้อย่างถูกวิธี และสิ่งนี้มันสามารถทำเป็นโกดังเก็บให้กับซุปเปอร์มาร์เก็ตของซูข่านได้ด้วย

ก่อนยุคที่จะมีอินเตอร์เน็ต อีคอมเมิร์ซยังไม่ได้ถือกำเนิดขึ้น โมลเดลธุรกิจอย่างที่ซูข่านทำต้องใช้เงินทุนมหาศาลในการจัดการ แต่นี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญรึเปล่า?

แน่นอนมันคือเรื่องบังเอิญ อยู่ๆจางเฉียงก็ได้เสนอไอเดียที่จะขยายโกดัง ประจวบกับช่วงเวลาที่คาร์ฟูร์ได้เปิดพอดี ซูข่านจึงเห็นโอกาสนี้ในการจัดการรวมทั้งสองอย่างเข้าด้วยกัน

ในโกดังที่จางเฉียงต้องการจะเปิดนั้นเขาต้องการจะใช้งานในการพักของเพื่อส่งไปยังที่ต่างๆ และโกดังนั้นก็ยังสามารถเป็นที่เก็บของสำหรับซุปเปอร์มาร์เก็ตได้อีกด้วย

เหตุผลที่ซูข่านไม่ซื้อที่ดินหรืออาคารพาณิชย์มาทำแบบนี้ ก็เพราะเมื่อไม่นานมานี้มีแนวคิดเรื่องการดำรงชีพเกิดขึ้นในประเทศจีน

หลังจากที่แนวคิดนี้ได้แพร่หลายไปทั่ว คนจำนวนมากต่างต้องการที่จะเก็บสมบัติที่เป็นอาคารพาณิชย์ของพวกเขา ซึ่งมันทำให้มูลค่าสูงกว่าปกติมาก

สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แล้ว โดยธรรมาชาติของธุรกิจนี้ก็คือการซื้อมาและขายไปของที่ดินและบ้าน การที่อาคารพาณิชย์ราคาสูงกว่าปกตินั้น มันทำให้ได้กำไรน้อยกว่าที่ควรจะเป็นอย่างมาก

และธุรกิจอสังหาเนี่ย มันไม่ใช่ว่าจะมีคนมาซื้อทุกวัน กว่าที่บ้านหลังหนึ่งจะขายออกต้องใช้เวลาเป็นเดือนๆ บางหลังอาจเป็นปีๆเลยก็ได้ เพราะฉะนั้นแล้ว ซูข่านเลยไม่ยุ่งเกี่ยวกับอาคารพาณิชย์เลย

หากเทียบกับบ้านหรือที่ดินเปล่านั้น อัตรากำไรมันห่างชั้นกันคนละเรื่องเลย ซูข่านยอมซื้อบ้านจำนวนมากเพื่อเกร็งกำไรดีกว่า

"พี่สามต้องการให้ผมซื้อจริงๆใช่ไหมครับ"

จางเฉียงถามด้วยความไม่มั่นใจ

"นายคิดว่าฉันพูดเล่นเหรอ?"

ซูข่านมองไปยังจางเฉียงพร้อมกับยิ้มเล็กน้อยที่มุมปาก จางเฉียงเห็นรอยยิ้มนั่น สันหลังของเขาก็เย็นวาบขึ้นมา

"ไม่ครับ"

จางเฉียงรีบตอบอย่างรวดเร็ว

"จำเอาไว้ ที่สำหรับทำโกดังไม่จำเป็นต้องอยู่ในเขตเมืองก็ได้ ถ้าเป็นไปได้ก็เอาในย่านชานเมืองเท่านั้น"

"ครับพี่สาม แล้วต้องขนาด 100 ไร่ด้วยไหมครับ"

จางเฉียงถามด้วยความสงสัย

"เอาที่ใกล้เคียงหรือมากกว่านั้นก็ได้ แต่ละจังหวัดมีที่ดินบริเวณนี้ไม่เท่ากัน นายก็ลองรอบๆหนานจิงดูก่อนก็ได้"

ซูข่านต้องการให้หนานจิงเป็นจุดศูนย์กลางของคลังสินค้า จากนั้นก็ค่อยๆขยายไปตามเมืองต่างๆรอบๆ อันดับแรกเลยก็เป็นเมืองชั้นในสุด แล้วก็ค่อยๆถัดมาอีกชั้น แล้วก็อีกชั้นเรื่อยๆ

ส่วนราคาที่ดินของต่างจังหวัดก็ถูกเหมือนกับหนานจิง โดยเฉพาะที่อยู่ในชานเมือง 1 ไร่เต็มที่ก็แค่ไม่กี่ร้อยหยวนเท่านั้น

หากว่าสามารถสร้างโกดังเก็บของได้ทุกเมืองประมาณ 100 ไร่ ถึงตอนนี้มันจะยังไม่สามารถทำเงินได้มาก แต่หลังจากนี้อีก 5 ปี ราคาที่ดินแถวนั้นก็จะเริ่มสูงขึ้นแล้ว หากว่าไม่เก็บของก็เอาไปขายก็ยังได้

พื้นที่ส่วนใหญ่ในภาคเหนือนั้น มูลค่าที่ดิน 100 ไร่อาจจะสูงถึง 2 แสนล้านเลย

ถ้ามูลค่าของที่ดินสูงขนาดนี้แล้ว มูลค่าของบริษัทที่ครอบครองที่ดินตรงนี้จะสูงขนาดไหน?

นอกจากนี้แล้วยังสามารถหารายได้พิเศษด้วยการเปิดให้บริษัทอื่นมาเช่าทำคลังสินค้าได้อีกด้วย

นี่ก็ถือเป็นธุรกิจใหญ่ประเภทหนึ่งที่มียักษ์ใหญ่เคยทำอยู่ พวกเขามีมูลค่าบริษัทสูงถึงหลายพันล้านหยวน

ซูข่านไม่ได้คิดถึงจุดนี้เลยตอนที่ลู่กั๋วเฉียงมาทำ มันอยู่นอกเหนือจากที่ซูข่านคิดไว้มาก

การทำธุรกิจประเภทนี้ต้องใช้เวลาอีกหลายปีในการพัฒนากว่ามันจะสมบูรณ์

สิ่งที่ซูข่านคิดตอนแรกคือหาตัวแทนในการจำหน่ายสินค้าของเขา หากว่ามีตัวแทนจำหน่ายอยู่แล้ว ไม่ว่าผลิตภัณฑ์ชนิดไหนที่จะผลิตในอนาคต ก็จะสามารถขายได้อย่างง่ายดาย

การขนส่งจากโรงงานไปยังตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศนั้นจำเป็นต้องเพิ่งลอจิสติกส์อย่างมาก เช่นเดียวกับพวกยักษ์ใหญ่อย่าง โค๊กหรือว่าเป๊ปซี่

พวกบริษัทเครื่องดื่มเหล่านี้ในประเทศจีน พวกเขาเข้าควบคุมช่องทางการขนส่งของด้วยตัวเองทั้งหมด นี่เป็นสาเหตุที่ทำไมภายหลังถึงได้เห็นแค่แบรนด์พวกนี้ในตลาดหรือตามซุปเปอร์มาร์เก็ต

พวกเครื่องดื่มที่พวกเราเคยดื่มกันตอนเด็กๆนั้นได้ค่อยๆหายไปทีละอย่าง สุดท้ายก็สูญพันธุ์ไปตามกาลเวลา บริษัทเครื่องดื่มเล็กๆถูกโค๊กกับเป๊ปซี่กลืนกินไปจนหมด

นี่คือความโหดร้ายของธุรกิจแหละ บริษัทต่างชาติที่เข้ามาทำการค้าภายในประเทศ ได้ทำลายสินค้าทุกอย่างที่ผลิตขึ้น

ซูข่านได้ใช้ชีวิตมาจากยุคนั้นแล้ว เขามีประสบการณ์ต่างๆมากมาย ในชีวิตก่อนหน้าที่ตระกูลจะล้มละลาย เขาก็ได้เข้าสู่วงการธุรกิจและทำให้บริษัทของเขามีมูลค่าหลายล้าน

สำหรับเขาแล้วเขารู้กฏเกณฑ์หรือโมเดลธุรกิจพวกนี้ดี เขามีประสบการณ์อันโชกโชนมากกว่าคนในยุคนี้ด้วยซ้ำ

ซูข่านกำลังมองการณ์ไกลและจัดเตรียมการล่วงหน้าไว้ เขารอเพียงคู่แข่งเข้ามาสู่ตลาดเท่านั้น

เมื่อถึงตอนนั้นซูข่านก็พร้อมที่ผลักพวกเขาลงหลุดขนาดใหญ่ที่ซูข่านได้ขุดรอไว้อยู่แล้ว

ในประเทศจีนหลังจากที่คุมช่องทางการขายในตะวันออก ภาคเหนือ หรือภูมิภาคอื่นๆได้ ก็จะสามารถขายผลิตภัณฑ์ได้อย่างครบวงจร

ในแง่ของผลิตภัณฑ์ที่กำลังจะขายทั้งหมด อยู่ในโรงงานกั๋วเฉียงอิเล็กทรอนิกส์ในเมืองเผิงเฉิงอยู่แล้ว

ตอนที่ซูข่านอยู่ที่เผิงเฉิงเมื่อเดือนก่อน เขาได้บอกให้ลู่กั๋วเฉียงจัดการหาช่างเทคนิคที่เชี่ยวชาญด้านพัดลมในเซียงเจียงมา และเริ่มสายการผลิตพัดลมไฟฟ้าแล้ว

นี่เป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่ต้องให้อุปกรณ์หรือแผงวงจรอะไรที่มันซับซ้อนเลย เทคโนโลยีมันแทบจะต่ำสุดแล้วที่สามารถผลิตออกมาได้ ตราบใดที่มีช่างเทคนิคก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

ตอนนี้สินค้าน่าจะเริ่มผลิตออกมาแล้ว ช่องทางการส่งล็อตแรกก็จะต้องถูกส่งที่หนานจิงก่อนอันดับแรก ซึ่งช่องทางนั้นก็ถูกควบคุมโดยจางเฉียงอยู่แล้ว

แล้วพอฤดูร้อนที่กำลังจะมาถึง ผลิตภัณฑ์พัดลมของซูข่านก็จะต้องขายดีแน่นอน

ต่อให้อยู่ในตอนเหนือหรือตะวันออกที่มีอากาศร้อนอบอ้าวไม่กี่เดือนในหนึ่งปี ก็ยังมีช่องทางการขายสำหรับพวกเขาด้วย

มันต้องสักเดือนแหละที่ดวงอาทิตย์เข้าใกล้โลกมากๆมั่ง ตอนนั้นก็คงจะร้อนตับแทบแตกเลย มีอยู่ที่เดียวที่จะไม่ร้อนก็คงเป็นที่ๆมีหิมะเท่านั้น

แต่ถึงอยู่ในที่แห่งนั้นมันจะมีไฟฟ้าใช่ไหมล่ะ

"ครับพี่สาม ผมจะยึดหนานจิงเป็นจุดศูนย์กลางก่อน จากนั้นก็จะเริ่มที่เทียนจิงเมืองข้างๆ แล้วค่อยขยายไปทางมณฑลเหอเป่ย์"

จางเฉียงพูดด้วยความมั่นใจ