ตอนที่ 270

ในช่วงเวลานี้ของปีที่แล้ว ชายชราแห่งตระกูลซูได้ประทับใจและยอมรับในสิ่งที่ซูข่านทำอย่างมาก และนี่ก็วนมาอีกหนึ่งปีแล้ว

คราวนี้จะเกิดอะไรขึ้นอีกบ้าง..

ซูข่านเองก็ไม่สามารถรับประกันเรื่องอะไรพวกนี้ได้เลย มันอยู่นอกเหนือประสบการณ์ชาติเก่าของเขา ตาเฒ่านั่นเองก็ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

"พี่สาม"

ซงหมิงเจียงเดินออกไปที่สวนหน้าบ้าน ซูข่านได้หันหน้ามาหาซงหมิงเจียงแล้วพูดต่อ

"ข้างนอกก็มืดขนาดนี้แต่พี่สามยังเห็นผมด้วยเหรอครับ"

"สมกับเป็นพี่สามจริงๆ"

ซงหมิงเจียงหัวเราะ

ซูข่านเลยพูดด้วยรอยยิ้ม

"หลังจากพาฉันไปส่งเสร็จ นายจะกลับไปที่บ้านของนายก็ได้นะเห็นว่าอยู่ไม่ไกลจากตรงนั้นมากใช่ไหม? แล้วค่อยกลับมาหลังจากนั้นก็ได้ ใช้เวลาช่วงนี้อยู่กับครอบครัวของนายบ้างเถอะ ไปดูแลครอบครัวของนายบ้าง"

"พี่สามคือผม…"

ซูข่านยกมือขึ้นเพื่อหยุดซงหมิงเจียงที่กำลังจะพูดต่อ

บ้านเกิดของซงหมิงเจียงเองก็อยู่ไม่ไกลจากหนานจิงมาก

ซูข่านเลยบอกให้พวกเขากลับไปหาครอบครัว

ในตอนนี้หลี่เจียงเฝิงที่ทำหน้าที่แบบเดียวกับซงหมิงเจียงต้องไปทำงานให้กับซูข่านที่พรมแดน ซงหมิงเจียงจึงต้องทำหน้าที่นี้เพียงคนเดียวลำพัง

กว่าที่งานของหลี่เจียงเฝิงจะเสร็จก็กินเวลาอีกหลายเดือน บางทีอาจจะต้องเปลี่ยนมาตรการการรักษาความปลอดภัยช่วงนั้นใหม่

ในช่วงที่ซงหมิงเจียงไม่อยู่บ้านซูข่านคิดว่าเขาเองก็น่าจะจัดการเรื่องพวกนี้ด้วยตัวเอง ที่บ้านของซูข่านเองก็เหลือแค่เฒ่าหลี่กับเสี่ยวผิงเท่านั้น

เห็นว่าคืนนี้เฒ่าจางกับลูกชายจะทำอาหารเลี้ยงฉลองเทศกาลที่ร้านและนำมาที่บ้าน พวกเขาเลยชวนเฒ่าหลี่กับเสี่ยวผิงฉลองกันที่บ้าน

ร้านอาหารวังหลวงเองก็เปิดบริการจนถึงเมื่อวานนี้ พอร้านปิดเฒ่าจางก็ได้ทำสตูว์สูตรพิเศษที่เอาไว้กินเลี้ยงโดยเฉพาะ

จริงๆเฒ่าจางก็อยากจะมาทำที่บ้านของซูข่านด้วยตัวเอง แต่วัตถุดิบและอุปกรณ์ของที่บ้านมันยังดูไม่เหมาะสมเท่าไหร่ เฒ่าจางเลยเลือกทำที่ร้านอาหารวังหลวงดีกว่า

ซูข่านหมดห่วงได้เลยเกี่ยวกับพวกเฒ่าหลี่ ด้วยฝีมือของเฒ่าจางเองนั้นพวกเขาน่าจะมีมื้ออาหารที่พิเศษที่สุดในหนานจิงแห่งนี้แล้ว

"ครืนนน"

รถตู้คันเก่าที่มีซงหมิงเจียงขับและซูข่านนั่งอยู่ข้างๆก็ได้ขับออกไปบนถนนช้าๆ

เวลานี้เป็นช่วงที่มีหิมะตก ถึงแม้ว่าหิมะจะไม่ได้ตกหนาจนบังทัศนวิสัยแต่มันก็มากพอที่จะทำให้ถนนลื่นได้อยู่ ซงหมิงเจียงต้องระมัดระวังถนนลื่นเป็นพิเศษ

ผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมง รถตู้ก็ได้จอดลงที่หน้าซอยของบ้านประจำตระกูลซู

"ถึงแล้วครับพี่สาม"

ซงหมิงเจียงดึงเบรคมือแล้วหันไปพูดกับซูข่าน

"นายกลับไปเถอะ เดี๋ยวฉันไปต่อเองได้"

พอพูดจบซูข่านก็เปิดประตูและลงจากรถทันที

ซูข่านไม่อยากที่จะนั่งรถเข้าไปข้างในบ้านของตระกูลซู นอกจากตาเฒ่าหัวหน้าตระกูลแล้ว ยังมีคนอื่นอยู่ด้วย

การนั่งรถเข้าไปมันจะดึงดูดความสนใจมากเกินไปหน่อย

ซูข่านเดินเข้าไปในบ้านตระกูลซู ที่หน้าประตูบ้านมีคนสองคนยืนเฝ้าอยู่ พอสองคนเห็นซูข่านก็โค้งคำนับให้และเปิดประตูให้ซูข่านทันที

ระหว่างที่เดินเข้าไปในบ้านซูข่านเองก็เห็นร่างๆหนึ่งซึ่งมันดูคุ้นตาเขาเหลือเกิน จะเป็นใครไปไม่ได้นอกซะจากลูกพี่ลูกน้องของเขา

"ในที่สุดนายก็มาถึงสักทีนะ ยืนรอจนรากจะงอกที่ขาแล้ว"

ซูเหวินเห็นซูข่านเดินเข้ามาเขาก็รีบเข้าไปทักทายด้วยสีหน้าที่มีความสุข เขาเดินไปจับมือซูข่านอย่างรวดเร็ว

ซูข่านเองชะงักเล็กน้อยทันทีที่มือของซูเหวินมาสัมผัสกับมือของเขา

มือของซูเหวินนั้นเย็นมาก ซูข่านเองก็ได้เหลือบไปมองที่ใบหน้าของซูเหวินแล้วก็พบว่า ใบหน้าของเขามีสีแดงเล็กน้อยจากความหนาวเย็น แสดงว่าที่ซูเหวินบอกว่ายืนรอนานแล้วนี่เป็นเรื่องจริง

ทำไมท่าทางของซูเหวินถึงได้เปลี่ยนไปขนาดนี้ ซูข่านมองดูซูเหวินตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนจะพูดกับเขาด้วยรอยยิ้ม

"ต้องขอโทษด้วยครับ ผมไม่รู้ว่าพี่ซูเหวินจะมายืนรอผมตรงนี้"

"เอาน่านายมาก็ดีแล้ว"

ซูเหวินหัวเราะออกมาเสียงดัง สายตาของเขาดูแตกต่างจากก่อนหน้านี้สิ้นเชิง เขารีบดึงซูข่านเข้ามาโอบไหล่และพาเดินเข้าไปในบ้าน

"ไปกันเถอะ คุณปู่รอพวกเรานานแล้ว"

"ครับ"

ซูข่านพยักหน้าพร้อมกับเดินเข้าไปในบ้านพร้อมกับซูเหวิน

ดูเหมือนว่าจะไม่มีความเกลียดชังออกมาจากตัวของซูเหวินแล้ว จริงๆเขาก็เป็นหนึ่งในครอบครัวของตระกูลซูเช่นกัน

จริงๆซูข่านไม่ได้ต้องอะไรมากมายจากการกลับมาเกิดในชาตินี้ เขาแค่ไม่อยากให้ตระกูลซูต้องมาล้มละลายเพราะเดินเกมผิดพลาดเท่านั้นเอง เขายังอยากให้พ่อของเขามีชีวิตอยู่ต่อไปเรื่อยๆ

ซูข่านต้องการเพียงเท่านี้เอง

แต่เงื่อนไขทั้งหมดที่ว่ามานั่น อันดับแรกต้องทำให้ตระกูลซูไม่ล้มละลายไปซะก่อน ซูเหวินเองก็ได้มีท่าทางที่เปลี่ยนไปแล้ว ดูเหมือนเขาเปลี่ยนไปเป็นคนละคนก่อนหน้านี้เลย

จริงๆพวกเราทั้งคู่ก็ตระกูลซูเหมือนกันนั่นแหละ ทั้งซูข่านและซูเหวินเองจะต้องสนับสนุนซึ่งกันและกันเพื่อที่ทำให้ตระกูลซูก้าวต่อไปได้

ในตอนที่ซูข่านเองยังเป็นเด็ก มันก็มีบางครั้งที่ซูเหวินได้ทำตัวเป็นเหมือนพี่ชายที่แสนดีของเขา แต่ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกันตอนที่โตขึ้นเขาถึงได้เปลี่ยนไปขนาดนั้น

ทั้งซูข่านและซูเหวินเองก็ได้เดินเข้าไปในบ้าน เมื่อไปถึงห้องโถงซูข่านก็เห็นพ่อและลุงกำลังคุยอยู่กับตาเฒ่าด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส มีเสียงหัวเราะดังออกมาจากทั้งสามคน เป็นบรรยากาศการพูดคุยที่เป็นกันเองสุดๆ

สีหน้าของลุงที่มักจะมองพ่อในแง่ร้ายก็ได้หายไปแล้ว

"คุณปู่ครับ ซูข่านมาถึงแล้วครับ"

ซูเหวินเอามือที่โอบไหล่ซูข่านลงและพูดเสียงดัง สายตาของทั้งสามคนก็ได้หันมามองที่ซูข่านทันที

ซูข่านเห็นใบหน้าของปู่นั้นเต็มไปด้วยความตื่นเต้น

"โอเค โอเค"

"ในที่สุดหลานของตระกูลซูทั้งสองคนก็ได้มาถึงแล้ว มาเถอะมานั่งก่อน"

ตาเฒ่าเองพูดด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นและดีใจสุดๆ

ไม่รู้ว่าตาเฒ่าจะมีแผนอะไรซ่อนอยู่อีกไหม แต่ดูท่าทางแล้วเขาดูมีความสุขดีเหมือนกัน

ในฐานะที่เป็นผู้นำตระกูล เขาคงไม่อยากให้ลูกๆหลานๆต้องมาชิงดีชิงเด่นกันหรอก

มันมีแต่จะทำให้ตระกูลแตกออกเป็นเสี่ยงๆซะมากกว่า

ใครกันจะอยากให้ตระกูลต้องแยกย้ายกันไปคนละทิศคนละทาง

"สวัสดีครับคุณปู่"

ซูข่านกล่าวทักทายตาเฒ่าด้วยน้ำเสียงที่มีความสุขเช่นกัน

"ฮ่าๆ"

ชายชราหัวเราะอย่างมีความสุข

ซูเจียงจุนลุงของซูข่านก็ได้มองไปที่ซูข่านด้วยความพึงพอใจ ในใจลึกๆเองเขาก็ยังรู้สึกกังวลอยู่เล็กน้อยที่ซูข่านไม่ยอมรับข้อเสนอของซูเหวิน

แต่ในเมื่อเขาสามารถทำงานโดยไม่ต้องใช้เส้นสายของตระกูลซูได้ ตัวของซูข่านเองก็น่าจะมีดีซ่อนอยู่เหมือนกัน

"ลุงได้ยินเรื่องราวทั้งหมดจากปู่แล้วแหละ ถ้ามีอะไรให้ลุงช่วยก็บอกลุงได้เลยนะ"

ซูเจียงจุนพูดกับซูข่าน ระหว่างที่ซูข่านกำลังเดินเข้ามา เขารู้สึกได้ว่าตัวตนของซูข่านนั้นยิ่งใหญ่มากๆ

"ขอบคุณครับคุณลุง"

ซูข่านกล่าวขอบคุณอย่างสุภาพ