ตอนที่ 221

ไม่แปลกใจเลยทำไมถึงได้คุ้นหน้ากับชายวัยกลางคนคนนี้ พอยืนอยู่กับเฒ่าจางแล้วทั้งสองดูมีความคล้ายคลึงกันอยู่

หากไม่ใช่เพราะความต่างของอายุอาจจะเป็นเพียงพี่น้องก็ได้ แต่ด้วยวัยที่ห่างกันขนาดนี้ก็น่าจะเป็นพ่อกับลูกมากกว่่า

"คุณซูครับ"

เฒ่าจางวางจานพุงหมูและหมูสามชั้นไว้บนโต๊ะ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสุข

"อืม"

ซูข่านพยักหน้า

"ก่อนอื่นเลยผมต้องขอประทานอภัยต่อคุณซูด้วย"

ใบหน้าของเฒ่าจางแสดงถึงความอับอาย

"หวังว่าคุณซูจะยกโทษเรื่องนี้ให้กับผม"

"เกิดอะไรขึ้น?"

ซูข่านเอาหลังพิงเก้าอี้และมองไปที่เฒ่าจาง เขาคาดเดาสิ่งที่เฒ่าจางกำลังจะพูดไม่ออก

ปกติแล้วเฒ่าจางก็เป็นคนที่อ่อนน้อมถ่อมตนอยู่แล้ว แนวคิดของเฒ่าจางก็อยู่ในเกณฑ์ที่ยอดเยี่ยม เหล่าพนักงานในร้านต่างก็สรรเสริญและภักดีต่อตัวเขา แล้วตัวของเฒ่าจางทำอะไรผิด?

"นี่คือลูกชายของผมเองครับเขาชื่อจางต้า เขาเป็นชาวนาอยู่ที่บ้านเกิดของผม ตอนนี้ผลผลิตมันไม่พอสำหรับเอาไว้ซื้อข้าวกับเสื้อผ้า เขาเลยเดินทางมาที่นี่เพื่อทำงานกับผม"

"ทุกเดือนผมส่งเงินกลับไปที่บ้านแต่มันยังไม่พอ ครอบครัวของเขายังอยู่ในบ้านหลังที่ทรุดโทรมและต้องอดมื้อกินมื้ออย่างยากลำบาก"

ซูข่านมองไปที่เฒ่าจาง สายตาของเขาดูไม่มีเรื่องโกหกเลยแม้แต่เรื่องเดียว

เป็นเรื่องตามธรรมดาที่เกิดขึ้นได้ทั่วไปกับเกษตรกรประเทศนี้ การเกิดภัยพิบัติต่างๆอาจจะทำให้พืชผลของพวกเขาเสียหายเป็นไร่ๆ หากไม่วางแผนให้ดีพอก็จะเป็นหนี้สะสมจำนวนมาก

หลายครอบครัวไม่มีเงินมื้อกระทั่งซื้อข้าวให้ลูกตัวน้อยของเขากิน ไหนจะยังเสื้อผ้าสำหรับหน้าหนาวอีก

แต่ปัญหาพวกนี้จะหมดไปในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า รัฐบาลจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเกษตรกรพวกนี้ ในเวลาเพียงไม่กี่ปี ปัญหาเรื่องอาหารและเครื่องนุ่มห่มสำหรับประชากรทั้งประเทศก็จะได้รับการแก้ไข

หลังจากนั้นเศรษฐกิจภายในประเทศก็จะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว มีการจ้างงาน มีการลงทุนมากมายจากต่างประเทศ รัฐบาลมีหน้าที่แต่ช่วยเหลือเรื่องพื้นฐานเท่านั้น

"ผมจึงรับลูกชายของผมมาทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาติจากคุณซู ผมทำเหมือนว่าคุณซูไม่ได้เป็นเจ้านายของผมอยู่เลย โปรดลงโทษผมด้วยครับ"

เฒ่าจางก้มหัวของเขาลง

"เฮ้อ"

ซูข่านถอนหายใจพร้อมกับพูดกับเฒ่าจางด้วยรอยยิ้ม

"เฒ่าจาง ตอนนี้เฒ่าจางเป็นเจ้าของร้านแห่งนี้แล้ว เฒ่าจางจะจัดการคนของเฒ่าจางยังไงก็ได้ จะจ้างพนักงานเสิร์ฟเพิ่มหรือจะเพิ่มโต๊ะก็ยังได้ มันเป็นธุรกิจของเฒ่าจางแล้ว"

"เรื่องธรรมดาแค่นี้ไม่จำเป็นต้องขอโทษขอโพยอะไรฉันเลย"

"คุณซู.."

เฒ่าจางได้ยินคำพูดของซูข่าน ดวงตาที่ขุ่นมัวของเขาก็เต็มเปี่ยมไปด้วยน้ำตาและมองไปที่ซูข่านด้วยความซาบซึ้ง

หากไม่ใช่เพราะคุณซู ป่านนี้เขาคงจะอดตายอยู่ข้างถนนไปแล้ว คุณซูได้รับเลี้ยงเขาและยังเปิดร้านอาหารให้อีก แถมยังให้เขาเป็นเซฟคอยบริหารจัดการร้านนี้ด้วย

คุณซูทำแค่เพียงจ่ายเงินและรอรับปันผลจากำไรของร้านเท่านั้น เกิดมาใช้ชีวิตมานานขนาดนี้ เพิ่งจะเคยได้เจอคนแบบคุณซูนี่แหละ

"ขอบคุณมากครับคุณซู ขอบคุณมากครับ"

"ไอ้ลูกชายคนนี้ ทำไมถึงยังไม่ขอบคุณผู้มีพระคุณของเราอีก"

เฒ่าจางหันหน้าไปหาลูกชายเขาและพูดเสียงดัง

"ขอบคุณครับคุณซู"

จางต้ารีบก้มหัวขอบคุณซูข่านอย่างรวดเร็ว

"ไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้"

ซูข่านโบกมือปัดและพูดด้วยรอยยิ้ม

"นี่มันร้านอาหารของเฒ่าจางนะ ทำตัวให้สมกับเป็นเซฟของที่นี่หน่อ"

"ครับ"

เฒ่าจางยิ้มออกมา เขาได้คลายความกังวลของเขาไปจนหมด คุณซูไม่ได้ตำหนิเรื่องที่เขาเอาลูกชายมาทำงานด้วย

"คุณซูครับ ผมต้องขอตัวไปจัดการเมนูที่เหลือของคุณซูก่อน ผมแนะนำให้คุณซูรีบทานอาหารพวกนี้ขณะที่มันยังร้อนอยู่นะครับ"

ที่ร้านอาหารวังหลวงแห่งนี้ นอกจากเฒ่าจางแล้วยังมีพ่อครัวอีก 2-3 คน พวกเขาสามารถปรุงอาหารฝืมือใกล้เคียงกับเฒ่าจางได้เลย แต่ถ้าสักเกตดีๆก็จะเห็นความแตกต่างเล็กน้อย

ซูข่านมาที่นี่เพื่อต้องการกินอาหารฝีมือของเฒ่าจาง เทคนิคการใช้ความร้อนและการเลือกวัตถุดิบของเฒ่าจางยังยากที่จะหาใครมาเทียบได้

เมื่อซูข่านมาที่นี่เฒ่าจางจะเป็นคนปรุงอาหารให้กับซูข่านทั้งหมด เขาไม่ให้พ่อครัวคนอื่นมายุ่งเลยแม้แต่น้อย ซูข่านต้องได้กินอาหารที่รสชาติดีที่สุดในร้าน

ซูข่านเห็นชูเฟิงจ้องมองพุงหมูและหมูสามชั้นจนตาไม่กระพริบ ซูข่านเลยพูดออกมา

"กินกันเถอะ"

ซูข่านได้หยิบตะเกียบบนโต๊ะขึ้นมาและคีบไปยังพุงหมูตุ๋น เขาคีบผักชีที่อยู่ด้านบนมาด้วยเล็กน้อย

"กร๊อบบ"

ทันทีที่พุงหมูเข้าไปในปากของซูข่าน เสียงกรอบของพุงหมูก็ได้ดังออกมา นอกจากนั้นยังมีรสชาติและกลิ่นหอมของผักชีอีกด้วย

มันเป็นรสชาติที่อัศจรยย์อย่างยิ่ง พุงหมูธรรมดาแต่รสชาติของมันสู้พวกเนื้อสัตว์ดีๆได้เลย

ชูเฟิงและซงหมิงเจียงเห็นซูข่านกิน พวกเขาทั้งสองก็เลยหยิบตะเกียบขึ้นมากินบ้าง

"น่าอร่อยจัง"

ซูเฟิงคีบพุงหมูมาคำใหญ่ เขาไม่เคยได้กลิ่นหอมแบบนี้มาก่อนเลยในชีวิต

ด้วยสภาพฐานะของครอบครัวของชูเฟิง เขาจะได้กินพวกเนื้อสัตว์ช่วงเทศกาลเท่านั้น และยังต้องแบ่งกันกินด้วยกันอีกตั้งหลายคน

ไม่แปลกที่ทำไมชูเฟิงถึงได้ดูผอมๆกว่าเด็กคนอื่น นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้กินเนื้อเยอะขนาดนี้

เมื่อเห็นว่าชูเฟิงได้กินพุงหมูคำใหญ่ด้วยความอร่อย ซูข่านก็ได้ยิ้มออกมาที่มุมปากของเขา

ไม่ว่าจะเป็นพุงหมูหรือจะเป็นหมูสามชั้น ร้านอาหารวังหลวงแห่งนี้ให้เนื้อสัตว์โดยไม่กลัวของหมดเลย

ถ้าหากว่าไปกินหม้อไฟที่ร้านข้างนอก เต็มที่ก็ได้เนื้อสัตว์ไม่กี่ชิ้นเท่านั้น แต่ร้านวังหลวงจะให้เต็มจานเลย

ซูข่านเห็นว่าชูเฟิงชอบกินพุงหมูตุ๋นมากๆ เขาเห็นชูเฟิงคีบคำใหญ่อีก 2-3 ชิ้นหลังจากนั้น ปากของชูเฟิงมันแผล่บไปด้วยน้ำซอส

ไม่นานซุปรากบัวกับซี่โครงหมูและผัดผักใบเขียวก็มาเสิร์ฟ ซูข่านก็ได้กินอย่างเอร็ดอร่อย

ดูเหมือนว่าชูเฟิงนั้นไม่ชอบกินผัก เขาตักเฉพาะซุปกับซี่โครงกินเท่านั้นเอง

เด็กคนนี้ได้หยิบซี่โครงมากินหลายชิ้น กองกระดูกซี่โครงได้กองเต็มหน้าของชูเฟิง

ฝีมือของเฒ่าจางนั้นไม่เปลี่ยนไปเลย อาหารทุกจานที่เข้ามาเสิร์ฟอร่อยทุกอย่าง

"คุณซูครับ ไส้หมูมาแล้วครับ"

จากนั้นเฒ่าจางก็ได้นำอาหารจานสุดท้ายมาเสิร์ฟ