ตอนที่ 418

ในวันต่อๆมาซูข่านก็กำลังรอสูเจิ้งเหมากับลู่กั๋วเฉียงในการสืบหาว่าใครที่เป็นคนปล่อยข่าวให้กับสื่อหนังสือพิมพ์ที่ทำให้ชื่อเสียงของโรงงานอิเล็กทรอนิกส์กั๋วเฉียงต้องเสียหาย

เจตนาของคนที่ทำนั้นจะต้องมีเป้าหมายเพื่อที่จะกำจัดโรงงานอิเล็กทรอนิกส์กั๋วเฉียงออกไปอย่างแน่นอน

หากเกิดเรื่องไม่ดีกับผลิตภัณฑ์อย่างตู้เย็น ผลิตภัณฑ์อื่นๆในโรงงานกจะได้รับผลกระทบด้วย

อาจจะร้ายแรงไปถึงยอดขายของแต่ละผลิตภัณฑ์

ซูข่านอยากรู้เหลือเกินว่าใครกันแน่ที่ทำแบบนี้ เพราะถ้ามันมีครั้งแรกเกิดขึ้น ยังไงก็จะต้องมีครั้งสอง ครั้งสามตามมาอีกแน่นอน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนี้ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่โรงงานอิเล็กทรอนิกส์กั๋วเฉียงกำลังได้กำไรจากยอดขายตู้เย็นและผลิตภัณฑ์อื่นจำนวนมาก

มันดึงดูดความสนใจของคนทั่วทุกสารทิศนับไม่ถ้วน

ภายใต้สถานการณ์แบบนี้ ความอิจฉาริษยาจะต้องมากขึ้นจนอีกฝ่ายไม่สามารถอยู่เฉยได้ โดยทั่วไปแล้วศัตรูโดยธรรมชาติของ…

"ศัตรูโดยธรรมชาติอย่างงั้นเหรอ?"

เมื่อคิดถึงคำนี้ ดวงตาของซูขา่นก็หรี่ลงเล็กน้อย

"หรือว่าจะเป็นพวกคู่แข่งพัดลมเฟยเซีย"

ซูข่านนึกถึงออกแค่ผลิตภัณฑ์เดียวในบรรดาผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของโรงงานอิเล็กทรอนิกส์กั๋วเฉียง

พัดลมไฟฟ้าเฟยเซียนั้นมีชื่อเสียงที่ดีมาก มีการโฆษณาในทีวีถ่ายทอดไปยังทั่วประเทศ แถมยอดขายและปริมาณสั่งซื้อของพัดลมเองก็ไม่เคยลดลงเลย

มันเป็นพัดลมเอกประสงค์ที่เหมาะสมกับทุกบ้านและทุกภูมิประเทศ ขนาดของมันไม่ใหญ่เกินไปแถมยังราคาเข้าถึงได้ง่ายอีกด้วย

นี่เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของโรงงานอิเล็กทรอนิกส์กั๋วเฉียง

รึว่าอีกฝ่ายจะกลัวว่าตู้เย็นที่เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ของโรงงานอิเล็กทรอนิกส์กั๋วเฉียงจะเป็นสินค้ายอดนิยมเหมือนกับพัดลมไฟฟ้าเฟยเซีย

แต่ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้…

ตอนนี้คำถามแต่ละอย่างของซูข่านมันขาดแค่เพียงคำตอบเพียงข้อเดียว มันเหมือนกันปมเชือกใหญ่ๆที่ต้องการการแก้ปมแค่ครั้งเดียวแล้วปมเชือกทั้งหมดก็จะคลี่ออก

ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะต้องมีอะไรบางอย่างเกี่ยวกับกับหนังสือพิมพ์ก็เป็นได้

"เฮ้อ"

ซูข่านถอนหายใจออกมาเบาๆ

"ก๊อกๆๆ"

ทันใดนั้นก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น ซูข่านลุกขึ้นและเดินไปมองที่ตาแมวของประตูทันที เขาเห็นสูเจิ้งเหมายืนอยู่อีกฝั่งของประตู

"แกร๊ก"

ซูข่านเปิดประตูออกอย่างรวดเร็ว

"สวัสดีครับคุณซู"

สูเจิ้งเหมารีบทักทายซูข่าน

"อืม"

ซูข่านพยักหน้าให้เล็กน้อยและเดินกลับเข้าไปในห้อง สูเจิ้งเหมาเข้ามาในห้องก่อนจะปิดประตูและเดินตามซูข่านเข้าไป

ซูข่านกลับมานั่งโซฟาและชี้ให้สูเจิ้งเหมานั่งลงก่อนจะถามว่า

"เป็นยังไงบ้าง? สืบได้ถึงไหนแล้ว?"

สูเจิ้งเหมาค่อยๆนั่งลงและส่ายหน้าด้วยความผิดหวัง

"ไม่เลยครับคุณซู อีกฝ่ายปิดปังตัวตนได้เป็นอย่างดี ผมไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเป็นใคร"

ซูข่านชะงักเล็กน้อยเมื่อได้ยิน

สูเจิ้งเหมาจึงรีบอธิบายอย่างรวดเร็ว

"ผมได้ติดต่อไปยังผู้บริหารของสำนักพิมพ์หนังสือพิมพ์แล้วครับ พวกเขาบอกผมว่า พวกเขาได้รับจดหมายที่ข้างในระบุรายละเอียดเกี่ยวกับการทำงานผิดพลาดของตู้เย็นจากโรงงานอิเล็ทรอนิกส์กั๋วเฉียง พร้อมกับแนบรูปมาอีก 2-3 รูปครับ"

"จากนั้นผมก็ได้ไปยังสถานที่ที่ส่งจดหมายฉบับนี้มาครับ แต่สถานที่ตรงนั้นกลับไม่มีอะไรเลย ไม่มีแม้กระทั่งร่องรอยหรืออะไรที่บ่งบอกได้เลยว่าใครเป็นคนส่งครับ"

ขนาดในยุคสมัยใหม่เอง การสืบหาว่าใครเป็นคนมาส่งจดหมายยังเป็นเรื่องที่ยากเลย ไม่ต้องพูดถึงเรื่องการหาคนในยุคนี้ มันไม่ต่างอะไรกับการไล่ตามเงาหรอก

วันๆหนึ่งมีคนเข้าออกไปรษณีย์กันเท่าไหร่

"ฮ่าๆๆๆๆ"

ระหว่างที่สูเจิ้งเหมากำลังอธิบายด้วยความตึงเครียดนั้น ซูข่านก็หัวเราะออกมาจนทำให้สูเจิ้งเหมาชะงักไปชั่วขณะ

เขาได้แต่มองไปที่ซูขา่นด้วยความสงสัย

คุณซูเป็นอะไรไป?

ทำไมเขาถึงยังหัวเราะออกมาได้?

การที่ไม่สามารถสืบหาว่าใครเป็นคนปล่อยข่าวได้นั้น มันทำให้คุณซูมีความสุขอย่างงั้นเหรอ?

คำถามมากมายเกิดขึ้นในหัวของสูเจิ้งเหมา เขาพยายามจะอ้าปากถามแต่ก็ไม่รู้จะถามซูข่านว่าอะไร

"เหลาสู"

มุมปากของซูข่านยกขึ้นแสดงให้เห็นถึงรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ

"อีกฝ่ายได้เผยหางของตัวเองออกมาแล้วแท้ๆ ทำไมเหลาสูถึงได้มองข้ามไปง่ายๆอย่างนี้ล่ะ"

"เอ่อ…"

สูเจิ้งเหมามองไปที่ซูข่านด้วยความประหลาดใจ เขาไม่เห็นว่าอีกฝ่ายเผยตัวตนออกมาเลยแม้แต่นิดเดียว ทำไมคุณซูถึงได้บอกว่าอีกฝ่ายได้เผยตัวออกมาแล้ว?

"คุณซูโปรดชี้แนะสูเจิ้งเหมาผู้โง่เขลาคนนี้ที ผมไม่รู้จริงๆว่าอีกฝ่ายได้เผยตัวตนของพวกเขายังไง"

สูเจิ้งเหมาถามด้วยความสงสัย

ซูข่านจึงอธิบายด้วยรอยยิ้ม

"เหลาสูบอกว่าอีกฝ่ายได้แนบรูปถ่ายมาพร้อมกับรายละเอียดการทำงานที่ผิดพลาดของตู้เย็นจากโรงงานอิเล็กทรอนิกส์กั๋วเฉียงใช่ไหม?"

"ใช่ครับ แล้วมันเผยตัวตนของอีกฝ่ายยังไงครับ?"

สูเจิ้งเหมายังคงถามต่อด้วยความสงสัย

ซูข่านจึงได้พูดเบาๆด้วยรอยยิ้ม

"นายคิดว่าในเผิงเฉิงส่วนใหญ่แล้วคนที่ใช้งานกล้องจะเป็นใครกัน?"

สูเจิ้งเหมาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบซูข่าน

"ก็พวกนักข่าวแหละครับ ส่วนใหญ่แล้วก็พวกเขาจำเป็นต้องถ่ายรูปและส่งให้กับสำนักพิมพ์ในสังกัดตัวเองอยู่แล้ว อีกพวกหนึ่งก็คงจะเป็นสตูดิโอรับถ่ายภาพ"

"ถ้าคนธรรมดาพวกเขาคงจะไม่…."

รอยยิ้มของสูเจิ้งเหมาค่อยๆยกขึ้นมาช้าๆ

"ไม่มีเหตุจำเป็นที่จะต้องมีกล้องถ่ายรูปยังไงล่ะ"

ซูข่านช่วยพูดต่อจากคำพูดของสูเจิ้งเหมา

ในยุคที่ค่าแรงเฉลี่ยต่อปีไม่ถึง 1,000 หยวนนั้น คนทั่วไปคงจะไม่มีปัญญาซื้อกล้องมาใช้งานได้เลย ของแบบนี้มันเป็นของฟุ่มเฟือยสำหรับคนมีเงินเท่านั้น

"คุณซูหมายความว่า…"

ดวงตาของสูเจิ้งเหมาเป็นประกายและพูดขึ้นด้วยความประหลาใจ

"คนที่ส่งรูปให้กับสำนักพิมพ์จะต้องไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไปใช่ไหมครับ?"

"ถูกต้อง"

ซูข่านพยักหน้าเล็กน้อยและพูดด้วยรอยยิ้ม

"มันไม่มีทางที่คนทั่วไปจะมีกล้องเอาไว้สำหรับถ่ายรูปได้เลย นอกจากนี้รูปถ่ายก็ยังไม่ได้โดนถ่ายโดยสำนักพิมพ์หรือสตูดิโอถ่ายรูป"

"ดังนั้นเจ้าของรูปถ่ายจะต้องมีกล้องของตัวเองแน่ๆ ซึ่งคนที่มีกล้องจะต้องเป็นคนที่มีรายได้สูงกว่าคนทั่วไปอยู่แล้ว"

"การที่คนๆนั้นส่งจดหมายถึงหนังสือพิมพ์ได้ด้วย แสดงว่าเขาจะต้องมีประสบการณ์ในด้านนี้พอสมควร ไม่อย่างนั้นเขาคงจะไม่รู้ลู่ทางในการปล่อยข่าวพวกนี้หรอก"

เมื่อฟังการวิเคราะห์ของซูข่าน สูเจิ้งเหมาก็ตกตะลึงและคิดกับตัวเองในใจ

"คุณซูช่างเป็นคนที่ยอดเยี่ยมอะไรอย่างนี้"

สูเจิ้งเหมาไม่คิดมาก่อนเลยว่า แค่เล่ารายละเอียดการไปสืบหาข้อมูลที่สำนักพิมพ์ของหนังสือพิมพ์ คุณซูก็สามารถวิเคราะห์และตีวงให้เหลือแคบลงได้แล้ว

การวิเคราะห์ของคุณซูเหมือนกับเปาปุ้นจิ้นไม่ก็ตี๋เหรินเจี๋ยเลย ไม่ใช่แค่การวิเคราะห์มั่วๆแต่เป็นการวิเคราะห์ที่เต็มไปด้วยเหตุและผลของมัน

คุณซูจะสุดยอดไปถึงขนาดไหนกันเนี่ย

ด้วยรายละเอียดแค่นี้ คุณซูก็สามารถสืบหาคนที่อยู่เบื้องหลังในการปล่อยข่าวได้แล้ว ขนาดตัวของสูเจิ้งเหมาที่ลงทุนไปถึงสถานที่แต่ก็ยังไม่พบอะไร