ตอนที่ 398

มันเป็นความรู้สึกที่หมดหนทางในการจัดการกับผู้หญิงคนนี้

เมื่อคืนซูข่านก็ได้โทรศัพท์กลับไปที่บ้านเพื่อคุยกับพ่อแม่ของเขา พวกเขาทั้งคู่เอาแต่พูดถึงเรื่องราวของชุ่นอี่อีอยู่ตลอด ทั้งพ่อและแม่ชอบเธอเอามากๆ

ถึงแม้ว่าชุ่นอี่อีจะอายุยังน้อยอยู่ก็ตาม แต่ซูข่านเองก็ไม่ได้อายุเยอะกว่าเธอเป็น 10 ปีสักหน่อย ถ้าได้แต่งงานกันก็เป็นคู่รักหนุ่มสาวที่จะสร้างอนาคตไปพร้อมกัน

พ่อและแม่เอาแต่พูดจาอย่างกับว่าชุ่นอี่อีเป็นลูกสะใภ้ของตระกูลซุนอย่างเป็นทางการแล้ว ซูข่านได้ยินก็อยากจะร้องไห้ออกมา

นับตั้งแต่พ่อและแม่ของเขารู้เรื่องที่ซูข่านได้ทำธุรกิจต่างๆ ครอบครัวของซูข่านก็ไม่เคยยุ่งอะไรเกี่ยวกับตัวของซูข่านอีกเลย

การเกิดในตระกูลใหญ่ๆอย่างตระกูลซูนั้น มันเป็นไปไม่ได้เลยที่คนในตระกูลจะไปแต่งงานกับชาวบ้านธรรมดาที่ไม่ได้มีฐานะหรือชนชั้นทางสังคมอะไร

มันไม่สำคัญว่าคนที่จะแต่งงานด้วยนั้นร่วมกันฝ่าอุปสรรคอะไรต่างๆมาแค่ไหน สุดท้ายคนในตระกูลต้องยอมรับก่อนถึงจะได้แต่งงานกับคนในตระกูลซู

เรื่องแบบนี้ไม่ใช่แค่ในตระกูลซูเท่านั้น แต่ตระกูลใหญ่ๆในหนานจิงก็เป็นแบบนี้กันเกือบหมด

ซูข่านรู้เรื่องพวกนี้ดี

ตระกูลชุ่นของชุ่นอี่อี เคยเป็นตระกูลใหญ่ที่อยู่ในหนานจิงมาก่อน ถึงแม้ว่าพวกเขาจะย้ายรกฐานไปอยู่ต่างประเทศแล้วก็ตาม แต่ยังไงซะตระกูลชุ่นก็ยังเป็นหนึ่งในตระกูลที่ประสบความสำเร็จอยู่

จากคำเชิญจากรัฐบาลให้กลับมาลงทุนในประเทศ แค่นี้ก็รู้ได้แล้วว่าตระกูลชุ่นนั้นไม่ได้อ่อนแอลงเลยสักนิดเดียว และดูเหมือนจะยิ่งใหญ่กว่าเดิมด้วย

ไม่อย่างนั้นทางรัฐบาลจีนคงไม่เชิญมาร่วมลงทุนด้วยตัวเองหรอก

ถึงแม้จะยิ่งใหญ่สักแค่ไหน แต่ถ้าเทียบกับซูข่านแล้ว ก็นับว่ายังอ่อนแออยู่มาก

ทรัพย์สินโดยรวมของซูข่านตอนนี้นั้น เรียกได้ว่าอยู่ในอันดับต้นๆของโลกก็ว่าได้ ไม่แค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่มีทรัพย์สินเยอะกว่าซูข่าน

แต่ชื่อของซูข่านเองก็ไม่ได้เข้าไปอยู่ในนิตยสารฟอบส์เหมือนกับวอร์เรนบัฟเฟตต์ หรือนักธุรกิจคนอื่น ยังไงซะคนที่ทางนิตรสารได้จัดอันดับนั้น ส่วนใหญ่แล้วก็มักจะมีเงินมากกว่าประมาณ 200 ล้านดอลล่าห์

ถามว่าซูข่านมีทรัพย์สินเยอะกว่า 200 ล้านดอลล่าห์ไหม?

บอกได้เลยว่าซูข่านนั้นมีทรัพย์สินเยอะกว่า 200 ล้านดอลล่าห์อีกหลายเท่า แค่กระแสเงินที่หมุนเวียนในว่านเซี่ยงกรุ๊ปก็มีมูลค่าเข้าไปกว่า 10,000 ล้านแล้ว

และนี่ก็เป็นแค่ทรัพย์สินที่สามารถคำนวนออกมาได้ ซูข่านยังเหลือทรัพย์สินอีกมากที่ยังไม่ได้ตีเป็นจำนวนเงินอีก ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็ทำเงินได้ไม่ต่ำกว่า 100 ล้าน

ไม่ว่าตระกูลชุ่นจะยิ่งใหญ่สักแค่ไหน แต่ก็ยังไม่สามารถเทียบชั้นกับซูข่านได้อยู่ดี

อย่างไรก็ตามนอกจากครอบครัวที่บ้านของซูข่านแล้ว ตาเฒ่าตระกูลซูเองก็ชอบในตัวของชุ่นอี่อีด้วยเช่นกัน แม้ว่าพ่อกับแม่จะไม่ได้บังคับให้เขาแต่งงานกับชุ่นอี่อี

แต่ถ้าหากความสัมพันธ์ของชุ่นอี่อีกับตระกูลซูเป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ ซูข่านเกรงว่าทั้งตาเฒ่า พ่อ และแม่จะต้องให้เขาแต่งงานกับชุ่นอี่อีในสักวันหนึ่ง

แค่คิดซูข่านก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาแล้ว การแต่งงานกับผู้หญิงอายุไม่เท่าไหร่เนี่ย ดูยังไงมันก็เป็นเรื่องที่งี่เง่าพอสมควรเลย

เมื่อใกล้ถึงเวลาขึ้นเครื่อง ชุ่นอี่อีกับลุงหมิงก็ได้จากไป

ซูข่านเฝ้าดูทั้งสองเดินจากไปจนลับสายตา เขาทำอะไรไม่ถูกเลยเวลาอยู่ต่อหน้าชุ่นอี่อี เธอเป็นเหมือนกับคลื่นยักษ์ที่ไม่รู้จะมาเมื่อไหร่และจะผลกระทบได้ขนาดไหน

"ช่างมันเถอะ"

ซูข่านส่ายหัว

จากนั้นซูข่านก็ได้เฝ้ารอข่าวสารจากทางหยางไท่เฉียน เห็นได้ชัดเลยว่าเทคโนโลยีในสมัยนี้นั้นไม่ได้ดีเท่ากับในยุคปัจจุบัน

กว่าที่หยางไท่เฉียนจะหาบริษัทที่มีคนจีนตระกูลชุ่นเป็นเจ้าของได้ ยังไงก็ต้องใช้เวลาประมาณหนึ่ง

ระหว่างที่รอข่าวจากหยางไท่เฉียนนั้น สูเจิ้งเหมาก็ได้ส่งข่าวมาบอก

"พี่สามครับ"

ซงหมิงเจียงเดินเข้ามาหาซูข่านแล้วก็รายงานข่าวที่สูเจิ้งเหมาฝากมาบอก

"หัวหน้าสูได้ส่งคำเชิญมาครับ เขาต้องการให้พี่สามไปร่วมพิธีในการเปิดใช้งานตึกซิงซี"

"เสร็จแล้วงั้นเหรอ?"

ซูข่านถามด้วยความประหลาดใจ

เป็นเวลากว่า 2 ปีที่ใช้ในการสร้างตึกซิงซี ซูข่านไม่เคยคิดเลยว่าเวลา 2 ปีนั้นได้ผ่านไปเร็วขนาดนี้

ความเร็วในการสร้างตึกนั้นทำให้ซูข่านประหลาดใจมาก แต่พอคิดถึงการก่อสร้างในประเทศจีนแล้ว ซูข่านก็คิดว่ามันก็สมเหตุสมผลอยู่ การก่อสร้างในประเทศจีนนั้นเป็นอะไรที่บ้าคลั่งกันมากๆ

พวกเขาสามารถสร้างตึกสูงกว่า 10 ชั้นได้ในระยะเวลาไม่ถึงปีด้วยซ้ำ นอกจากนี้โครงสร้างยังมีคุณภาพตามมาตรฐานอีก การแข่งขันในวงการนี้ค่อนข้างที่จะน่ากลัวเลยทีเดียว

แน่นอนซึ่งมันต้องแลกมาด้วยการทำงานทั้งวันทั้งคืนอยู่แล้ว

สำหรับเรื่องนี้ซูข่านเองก็ไม่ได้บังคับสูเจิ้งเหมาสักเท่าไหร่ ซูข่านเองก็เดาความคิดของสูเจิ้งเหมาออก

ตัวของสูเจิ้งเหมานั้น เขาต้องการที่จะสร้างตึกซิงซีให้เสร็จก่อนตึกจงฮงที่อยู่ในเซียงไฮ้

อย่างน้อยช่วงก่อนที่ตึกจงฮงจะสร้างเสร็จ ตึกซิงซีก็จะครองชื่อตึกที่สูงที่สุดในประเทศจีน

แม้ว่าต้าเฟยจะเคยทำงานด้านมืดมาก่อนในเซียงเจียง แต่เขาก็ยังเป็นญาติกับทางสูเจิ้งเหมา ต่อหน้าสูเจิ้งเหมาแล้ว ต้าเฟยยังคงวางตัวและเคารพสูเจิ้งเหมาอยู่เสมอ

ถึงต้าเฟยจะได้เป็นประธานบริษัทที่นับวันมูลค่าของบริษัทจะยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆก็เถอะ ไหนจะยังตึกจงฮงที่มีความสูงไม่น้อยไปกว่าตึกซิงซีอีก

เทียบกันแล้วตึกซิงซีหรืออะไรก็ตามเกี่ยวกับสูเจิ้งเหมานั้น ไม่มีทางสู้ต้าเฟยได้เลยสักทาง ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เขาจะเร่งโครงการตึกซิงซีให้แล้วเสร็จก่อน

"หัวหน้าสูแจ้งมาว่าเสร็จแล้วครับ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดน่าจะเปิดอย่างเป็นทางการได้ในอีก 15 วัน"

ซงหมิงเจียงพยักหน้าและตอบซูข่าน

"ได้!! พวกเราจะไปร่วมพิธีเปิดตึกซิงซีกัน"

ซูข่านพยักหน้าเล็กน้อย

พิธีเปิดตึกซิงซีจะต้องเป็นพิธีที่ยิ่งใหญ่มากแน่ๆ ซูข่านเองก็อยากจะไปดูพิธีแบบนี้เหมือนกัน และไหนๆก็ไปเผิงเฉิงแล้ว ซูข่านเลยว่าจะไปดูโรงงานรถยนต์ BMW ด้วย

ตอนนี้โรงงานรถยนต์ได้เลือกสถานที่ตั้งโรงงานสำหรับผลิตรถยนต์ BMW แล้วด้วย อีกไม่นานก็จะมีรถตู้ BMW ออกมาวางขายให้กับคนจีนได้ใช้กัน

ซูข่านค่อนข้างให้ความสนใจกับอุตสาหกรรมรถยนต์อย่างมาก มันทำให้ลูกน้องคนอื่นที่ทำงานภายใต้ธุรกิจซูข่านรู้สึกอิจฉาเล็กน้อย

ตลาดอุตสาหกรรมรถยนต์เองก็มีขนาดใหญ่มากๆ จำนวนเงินที่หมุนเวียนอยู่ในตลาดนี้ต่อปีสูงกว่าล้านล้านดอลล่าห์ ยิ่งเศรษฐกิจพัฒนาได้ดีแค่ไหน ความต้องการรถยนต์ก็มีมากขึ้นเท่านั้น

ความต้องการรถยนต์นั้นไม่ได้ลดลงไปเลย ขนาดไปอยู่ในยุคของสมาร์ทโฟนแล้วก็ตาม ตรงกันข้ามอีกต่างหาก การมาของอินเตอร์เน็ตและสมาร์โฟนทำให้รถยนต์เป็นที่ต้องการมากขึ้นไปอีก

"ครับพี่สาม ผมจะรีบส่งข้อความไปหาหัวหน้าสูทันที"

ซงหมิงเจียงพูดอย่างรวดเร็ว

"อืม"

ซูข่านพยักหน้าให้ซงหมิงเจียงเล็กน้อย จากนั้นเขาก็มองซงหมิงเจียงเดินออกจากบ้านไปช้าๆ

สิบวันต่อมา ซูข่าน ซงหมิงเจียงและกั๋วเฟย ก็ได้ไปที่สถานีรถไฟของเมืองหนานจิงเพื่อเตรียมตัวที่จะไปทางใต้อีกครั้ง