ตอนที่ 336

เพราะสัญญาที่ไม่ชัดเจนทำให้เกิดปัญหาขึ้นระหว่างนายทุนกับชาวบ้าน พวกนายทุนนี่แหละจะอาศัยช่องโหว่ที่ชาวบ้านไม่รู้กฎหมาย

พื้นที่ต่างๆของชาวบ้านก็จะไม่ใช่ของเขาอีกต่อไป หากอ่านสัญญาไม่ดีก็อาจตกหลุมพรางของพวกนายทุนพวกนี้ได้

แม้ว่าความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยก็จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

ซูข่านจำได้ว่าในชีวิตที่แล้วของเขา ตอนนั้นมีการคิดสัดส่วนของผู้ถือหุ้นไม่ชัดเจน ซึ่งท้ายที่สุดแล้วก็นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอันดับของผู้ถือหุ้น ทุกอย่างมันเป็นเพราะความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ซูข่านจะระวังไม่ให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอีก

ไม่อย่างงั้นมันจะทำลายทุกๆอย่างที่สร้างขึ้นมากับมือ

ซูข่านไม่เสียดายธุรกิจหรืออุตสาหกรรมอะไรต่างๆเลยแม้แต่น้อย แต่ที่ซูข่านเสียดายที่สุดก็คือเวลากับแรงที่ลงไปกับมัน

ฉะนั้นแล้วการกระทำทุกอย่างต้องมีความละเอียดรอบครอบอยู่เสมอ

"คุณซูไม่ต้องห่วงครับ ผมได้ปรึกษากับทางสำนักงานทนายผู้เชี่ยวชาญกฎหมายมาก่อนแล้ว ทุกอย่างจะต้องโปร่งใสและถูกกฎหมายทั้งหมดครับ"

สูเจิ้งเหมาพูดอย่างมั่นใจ

"แล้วเรื่องที่ฉันบอกให้นายไปคุยกับพวกผู้นำที่นี่ล่ะ?"

ซูข่านวางแผนจะให้สูเจิ้งเหมาบริจาคเงินสร้างโรงเรียนประถมในสถานที่แห่งนี้ด้วย เรื่องนี้จำเป็นต้องเป็นเรื่องที่ทำร่วมกับหน่วยงานของภาครัฐ แต่งานนี้ซูข่านยังไม่ได้บอกให้สูเจิ้งเหมารู้ทั้งหมด

"เรียบร้อยครับคุณซู"

สูเจิ้งเหมาพูดด้วยรอยยิ้ม

"เมื่อวานตอนที่ผมกลับไปพร้อมกับผู้นำของที่นี่ ตอนเย็นผมก็ได้พูดเรื่องนี้ไว้แล้วครับ"

"ดีมาก"

ซูข่านพยักหน้าเล็กน้อย

สูเจิ้งเหมาก็เก่งขึ้นที่ละนิดแล้ว ที่การเขาพูดคุยเรื่องการบริจาคโดยยังไม่มีคำสั่งของซูข่านนั้นเป็นสิ่งที่ดี

เรื่องแบบนี้มันมีมาตั้งแต่สมัยก่อนแล้ว พวกคนที่ค้าขายร่ำรายต่างๆนาๆ พวกเขาได้เงินจากชาวบ้านหลายต่อหลายหมู่บ้านมากมายนัก

พวกพ่อค้าเหล่านี้มักจะแบ่งเงินไปสร้างสะพานข้ามแม่น้ำหรือถนนในหมู่บ้านอยู่เสมอ การค้าขายมันต้องควบคู่ไปกับการบริจาคเพื่อส่วนรวมแบบนี้ด้วย

ในยุคหลังๆก็เริ่มมีเศรษฐีบริจาคเงินเพื่อสร้างนู้นสร้างนี่เยอะขึ้นเรื่อยๆ แต่ทำไมชื่อพวกที่ดินหรือเจ้าของที่บริจาคอะไรพวกนั้นเป็นชื่อของเศรษฐีที่บริจาคก็มี

ไม่รู้ว่าพวกเขาตั้งใจจะบริจาคเงินให้กับมูลนิธิของตัวเองรึเปล่า?

หรือว่าพวกเขาใช้ชื่อของพวกนี้ในการหลบเลี่ยงภาษีจากภาครัฐ?

แม้ว่าพวกเขาจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม การที่เงินบริจาคได้ไปใช้เพื่อส่วนรวมจริงๆก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี การให้โอกาสกับคนที่ด้อยโอกาสนั้นเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง

การสร้างโรงเรียนประถมที่มีขนาดมากกว่า 3 ชั้นไว้ในหมู่บ้านซูเจียนั้นก็นับเป็นอย่างหนึ่งที่ควรทำ ถึงแม้ว่าโรงเรียนประถมแห่งนี้จะมีขนาดใหญ่กว่าโรงเรียนมัธยมก็ตาม

ทางผู้นำของที่นี่คงไม่มีอะไรต้องมาขัดเพราะการสร้างโรงเรียนนั้นเป็นโครงการของสูเจิ้งเหมา ถ้าหากว่าเป็นของซูข่านผู้นำของที่นี่คงจะขอให้เปลี่ยนเป็นโรงเรียนมัธยมและตั้งในตัวเมืองแล้ว

พอเป็นสูเจิ้งเหมาทุกคนในเมืองนี้ต่างก็เห็นด้วยและยอมรับกันหมด

"ขอบคุณครับคุณซู ทุกอย่างเป็นเพราะผมได้เรียนรู้จากคุณซูทั้งหมด"

สูเจิ้งเหมาพูดอย่างสุภาพ

ต่อหน้าซูข่านแล้ว อำนาจของสูเจิ้งเหมาไม่มีความหมายอะไรเลย เขาไม่กล้าที่จะเย่อหยิ่งหรือทรนงตัวสักนิด สูเจิ้งเหมารู้ดีว่าคนตรงหน้าเขายิ่งใหญ่ขนาดไหน

"การบริจาคเงินสร้างโรงเรียนของนายทำให้ฉันนึกอะไรบางอย่างออก"

ซูข่านพูดกับสูเจิ้งเหมาด้วยรอยยิ้ม

"มันคืออะไรเหรอครับ?"

สูเจิ้งเหมามีสีหน้าที่งุนงงและถามซูข่าน

"ได้โปรดคุณซูช่วยชี้แนะสูเจิ้งเหมาผู้โง่เขลาคนนี้ด้วยครับ สูเจิ้งเหมาผู้นี้จะทำให้ดีที่สุด"

"เฮ้อ"

ซูข่านส่ายหัวเล็กน้อยกับคำพูดของสูเจิ้งเหมาและพูดต่อว่า

"ไม่มีอะไรมากหรอก ฉันกำลังคิดถึงพวกไลอ้อนกรุ๊ปอยู่ดีพอ"

"หลังจากนี้พวกไลอ้อนกรุ๊ปน่าจะเริ่มการบริจาคเหมือนกับพวกเราแต่พวกเขาจะมุ่งเน้นไปทางโรงเรียนมัธยมซะมากกว่า ไม่ก็วิทยาลัย"

"การบริจาคสร้างโรงเรียนของพวกเขามักจะใช้ชื่ออาคารไลอ้อนนำหน้าเสมอ ปริมาณการบริจาคก็มากน้อยไปตามงบที่พวกเขามี"

หลังจากที่พูดเสร็จ ซูข่านก็หลับตาลงพร้อมกับคิดอะไรในหัวของเขา ไม่นานซูข่านก็ลืมตาขึ้นมา

"ฉันคิดว่าพวกเราน่าจะทำอะไรแซงหน้าพวกไลอ้อนกรุ๊ปซะแล้วแหละ"

เดิมทีการบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือสังคมต่างๆนั้น จะเริ่มมานิยมทำกันหลังนี้อีกไม่กี่ปี ตอนนี้เท่ากับว่าซูข่านและสูเจิ้งเหมาได้ล่วงหน้านำไปก่อนหนึ่งก้าว

การที่สูเจิ้งเหมาบอกกับทางการว่าจะบริจาคเงินสร้างโรงเรียนนั้นจะต้องเป็นข่าวใหญ่แน่ แล้วพวกไลอ้อนกรุ๊ปคงจะเห็นข่าวนี้เหมือนกัน

จากนั้นพวกไลอ้อนกรุ๊ปอาจจะทำเลียนแบบหรืออาจจะไม่ทำเลยก็ได้ มันไม่สามารถคาดเดาอะไรได้เลย

ถ้าไลอ้อนกรุ๊ปไม่บริจาคเงินสร้างโรงเรียนจะเกิดอะไรขึ้น?

รู้ไหมว่าปีๆหนึ่งมีเด็กจบมาจากโรงเรียนที่มีคำนำหน้าว่าไลอ้อนเท่าไหร่?

เด็กๆพวกนั้นก็เป็นเด็กที่มีความสามารถเหมือนกัน การกระทำดั่งกล่าวของไลอ้อนกรุ๊ปก็เป็นการเร่งให้เด็กในประเทศจีนได้มีการศึกษามาพัฒนาบ้านเมืองมากขึ้น

คนที่เรียนจบแล้วทำงานในเมืองส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่จบมัธยมมาจากโรงเรียนของไลอ้อนกรุ๊ปทั้งนั้น ถ้าไม่มีโรงเรียนพวกนี้เด็กๆอาจจะไม่มีโอกาสก็ได้

จริงอยู่ที่ไลอ้อนกรุ๊ปทำแบบนี้มาหลายปีก่อนที่จะมีคนรู้ พวกเขามักจะเป็นประเภทที่แอบไปบริจาคแบบไม่โจ่งแจ้ง

เด็กๆที่จบจากโรงเรียนของไลอ้อนกรุ๊ปต่างก็อยากจะตอบแทนบุญคุณโดยการสมัครงานเข้าไปเป็นพนักงาน จากนั้นพวกเขาก็ตั้งใจทำงานถวายชีวิตให้

นี่จะกลายเป็นองค์กรที่มีทุกอย่างครบวงจรในบริษัทเลยก็ได้ จะมีบริษัทไหนที่ทำได้แบบไลอ้อนกรุ๊ปบ้าง?

บริษัทต่างประเทศเห็นจุดนี้ก็อยากจะมาร่วมงานด้วยทั้งนั้น

"ผมว่าไม่เป็นไรหรอกรครับ"

ดวงตาของสูเจิ้งเหมาเป็นประกายเมื่อได้ยิน

"การทำความดีเพื่อสังคมแบบนี้มันไม่ได้ใช้เงินอะไรมากมายเลย ผมว่าใครทำมันก็เหมือนกันแหละครับ จริงๆทางซิงซีกรุ๊ปก็สามารถทำแบบนั้นได้นะครับ"

ปัจจุบันยอดขายเสื้อผ้าและสิ่งทอจากโรงงานของสูเจิ้งเหมาในเครือซิงซีกรุ๊ปได้พุ่งไปอยู่ที่ประมาณ 100 ล้านต่อเดือนเข้าไปแล้ว

หากว่าเป็นอย่างนี้ต่อไปการครองตลาดเสื้อผ้าสิ่งทอก็ไม่ไกลเกินเอื้อม ถึงตอนนั้นยอดขายก็ไม่ใช่ 100 ล้านอีกต่อไป

อาจจะ 200 300 หรือจะ 1,000 ล้านต่อเดือนเลยก็ได้ใครจะรู้

แล้วโรงเรียนมัธยมหรือวิทยาลัยหนึ่งแห่งมีค่าเท่าไหร่?

กำไรที่ได้มาจากยอดขายแบ่งมาสร้างโรงเรียนพวกนี้ได้เป็นสิบๆแห่งเลยด้วยซ้ำ ต่อให้ไลอ้อนกรุ๊ปไม่เข้ามาสูเจิ้งเหมาคิดว่าทางซิงซีกรุ๊ปก็สามารถทำแบบนี้ได้เหมือนกัน

แล้วคุณซูเองก็พอใจในผลลัพธ์นี้

ตราบใดที่คุณซูพอใจ สิ่งนั่นแหละคือดีที่สุด

"อืม"

ซูข่านพยักหน้าและหัวเราะเล็กน้อย

"ถ้าอย่างงั้นเวลาที่เหลาสูไปที่ไหนของประเทศจีนก็ลองคุยเรื่องพวกนี้กับผู้นำในภูมิภาคนั้นดู เท่านี้ก็จะมีโรงเรียนให้กับเด็กๆทั่วประเทศจีนแล้ว"