ตอนที่ 232

เมื่อวานนี้เป็นวันที่คาร์ฟูร์เปิดวันแรก ผลประกอบการวันแรกสำคัญมากๆ หากเป็นไปตามเป้าหมายที่วางเอาไว้ก็จะทำให้ผู้คนมีความกระตือรือร้นในการทำงานต่อไป

แต่ถ้าหากว่ายอดไม่ถึงเป้าที่วางไว้ จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างหรือแผนการโดยการด่วน เพื่อส่งเสริมและหาข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น

ในยุคนี้มีการโฆษณามีค่าใช้จ่ายที่ต่ำแต่กลับไปประสิทธิภาพที่สูง มันต่างการยุคที่มีอินเตอร์เน็ตอย่างมาก

ยุคที่การแข่งขันกำลังแย่งลูกค้ากันอย่างบ้าคลั่ง การโฆษณาต่างๆจึงมีราคาที่สูงตามไปด้วย การโฆษณาบนป้ายประกาศขนาดใหญ่ที่ผู้คนผ่านจำนวนมาก อาจสูงถึงปีละ 10 ล้านหยวนเลยก็ได้

เป็นตัวเลขที่น่ากลัวอย่างมาก เพราะว่านี่เป็นแค่ค่าโฆษณาเพียงอย่างเดียว

การโฆษณาที่ดีไม่จำเป็นต้องทำให้มันเวอร์วังอลังการ หากว่ารู้จุดก็สามารถโฆษณาให้ถึงกลุ่มลูกค้าของเราได้

ซูข่านเคยเห็นโฆษณาคลาสสิกมากมาย พวกเขาแทบจะไม่เปลี่ยนรูปลักษณ์ของพรีเซนเตอร์หรือว่าผลิตภัณฑ์เลย เนื่องจากมันทำให้คนติดตากับภาพเหล่านี้ไปแล้วหากเปลี่ยนเป็นโฆษณาสมัยใหม่อาจจะทำกำไรได้น้อยลงก็เป็นได้

"สักครู่ครับพี่สาม"

หวงเสี่ยวเว่ยหยิบสมุดโน้ตออกมาแล้วรีบเปิดสมุดของเขา สีหน้าของหวงเสี่ยวเว่ยดูตื่นเต้นอย่างมาก ไม่ต้องบอกก็รู้ได้เลยว่าผลประกอบการของเมื่อวานเป็นยังไง

"ผมไม่คิดเลยว่ายอดขายของเมื่อวานจะสูงขนาดนี้ เมื่อคืนผมก็ได้ลองคำนวนไปหลายรอบให้มั่นแล้วด้วยครับ"

"ตอนแรกผมคิดวา่าผมคิดผิด แต่ผมก็ได้ลองคำนวนใหม่อีก 4 ครั้งแต่ผลลัพธ์ก็ยังออกมาเหมือนเดิม"

เมื่อคืนนี้หวงเสี่ยวเว่ยได้ทำการคำนวนยอดขายจำนวนทั้งหมด 5 ครั้ง และผลลัพธ์ของทั้ง 5 ครั้งก็เหมือนกันหมด ไม่มีความแตกต่างแม้แต่นิดเดียว

ด้วยตัวเลขนี้มันแสดงให้เห็นเลยว่าหวงเสี่ยวเว่ยไม่ได้คิดเลขผิดไป มันเป็นตัวเลขจริงๆที่ของผลประกอบการวันแรกของคาร์ฟูร์

หวงเสี่ยวเว่ยได้สูดหายใจเข้าลึกๆและพูดต่อว่า

"ยอดขายของต่างๆมีมูลค่ารวมประมาณเกือบ 40,000 หยวนครับ แต่ก็มีเศษออกมาด้วยเล็กน้อย"

หลังจากที่หวงเสี่ยวเว่ยพูดจบ เขาก็ตื่นเต้นอย่างมาก

ยอดขายเกือบ 40,000 หยวนภายในหนึ่งวัน

บ้าไปแล้ว!!

หากว่าขายได้แบบนี้ทุกวันเป็นเวลาหนึ่งปีจะเป็นยังไง? เอาแค่ยอดขาย 1 เดือนก็เป็นล้านไปแล้ว

"ยอดขายเยอะใช้ได้"

ซูข่านรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย เขาไม่คิดเลยว่ายอดขายวันแรกของคาร์ฟูร์จะสูงขนาดนี้

มันทำให้ซูข่านประหลาดใจอย่างมาก

ในยุคที่เงินเดือนเฉลี่ยอยู่แค่ไม่กี่สิบหยวนกับมูลค่าการซื้อขายวันเดียวหลายหมื่นหยวน มันช่างต่างกันราวฟ้ากับเหว

เขาคิดว่ายอดขายของซุปเปอร์มาร์เก็ตในยุคนนี้จะเยอะขนาดนี้ แสดงว่าภายใต้แรงกดดันของพวกผู้คนในหนานจิง พวกเขาคงมีสิ่งที่ต้องการอยู่เป็นจำนวนมาก

"เสื้อผ้าขายได้เท่าไหร๋?"

ซูข่านถามกับหวงเสี่ยวเว่ย

ในบรรดาผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่ายอดขายของเสื้อผ้าน่าจะสูงเป็นอันดับต้นๆ การที่ผู้คนจะซื้อเสื้อผ้าได้จำเป็นต้องใช้คูปองเสื้อผ้า ซึ่งมันหาได้ยากยิ่งกว่าคูปองเครื่องใช้ไฟฟ้าอีก

หวงเสี่ยวเว่ยมองไปยังสมุดก่อนจะตอบซูข่าน

"ยอดขายเสื้อผ้าคิดเป็น 30% ของยอดขายทั้งหมดครับ"

"รวมๆแล้วก็ประมาณ 10,000 กว่าหยวนครับ"

มันเป็นไปตามที่ซูข่านได้คาดการณ์ไว้อยู่แล้ว สินค้าที่ขายดีอันดับต้นๆก็คงหนีไม่พ้นเสื้อผ้า

คนที่มีเสื้อผ้าหรือเครื่องนุ่งห่มในยุคนี้มาไม่มาก เวลาที่พวกเขาอยากได้เสื้อผ้าใหม่ ส่วนใหญ่แล้วก็มักจะนำเศษผ้ามาเย็บปักกับเสื้อตัวเก่าของพวกเขา

แม้ว่าจะเป็นเสื้อผ้าตัวใหม่แล้วก็ตาม แต่มันคือเสื้อตัวเก่าที่มีเศษผ้ามาปักเพิ่มเฉยๆ

เช่นเดียวกันกับกางเกงยีนส์ มีร่องรอยเศษผ้าเย็บทั่วกางเกงเต็มไปหมด เสื้อผ้าดีๆใหม่ๆก็มักจะไปอยู่พวกคนมีเงินเสมอ

ซูข่านเลยไม่กังวลเกี่ยวกับยอดขายเสื้อผ้าของคาร์ฟูร์เลย มันไม่มีทางลดลงได้อย่างแน่นอน ผู้คนที่อยู่ในหนานจิงต่างต้องการเสื้อผ้าใหม่มาก แล้วในหนานจิงมีคนอยู่ทั้งหมดกี่คน?

ถึงแม้ว่ายอดซื้อจะไม่ได้เยอะเท่ากับยุคหลังๆ แต่ภายใต้ฐานที่ใหญ่โตแบบนี้ ผู้คนต่างก็ต้องการเสื้อผ้าใหม่เป็นจำนวนมาก ไม่ต้องพูดถึงบ้านที่มีเด็กเลย ความต้องการเสื้อผ้าย่อมเยอะกว่าบ้านทั่วไปอยู่แล้ว

ในตลาดของประเทศจีนตอนนี้ยังไม่มีแบรนด์เสื้อผ้าไหนตีตลาดได้แตก ซูข่านจึงอยากจะให้สูเจิ้งเหมารีบเข้ามาตีตลาดแห่งนี้ โดยเริ่มใช้คาร์ฟูร์ของเขาเป็นจุดแรกในการขาย

หลังจากนั้นอีกไม่กี่ปี อุตสาหกรรมสิ่งทอจากต่างประเทศก็จะเริ่มเข้ามา ตอนนั้นที่พวกเราก็จะได้นำเทคโนโลยีใหม่ๆมาใช้กับพวกเสื้อผ้า แล้วราคาสินค้าที่ผลิตออกมาก็จะเริ่มถูกลงเรื่อยๆ

ซูข่านได้เตือนหวงเสี่ยวเว่ย

"ถึงแม้ว่ายอดขายวันแรกจะดี แต่นายก็ต้องพยายามต่อไป ระยะเวลาจะเป็นตัวพิสูจน์ว่าคาร์ฟูร์ของนายจะยิ่งใหญ่ได้ไหม"

"ครับพี่สาม"

หวงเสี่ยวเว่ยได้ยินคำพูดของซูข่าน ความคิดที่กำลังจะเป็นใหญ่ของเขาก็ได้หายไป ตอนที่เขาเดินทางไปเซียงเจียงกับซูขานครั้งแรก หวงเสี่ยวเว่ยรู้ดีกว่าซูข่านเป็นคนยังไง

ตอนนั้นซูข่ายได้ซื้อนาฬิการาคาหลายแสน ไม่ได้ซื้อเพียงเรือนเดียวด้วย แต่กลับซื้อถึงสองเรือน

นอกจากนั้นก็ยังได้ใช้จ่ายเงินมากมายในห้างสรรพสินค้าจนคนภายในห้างต้องตกตะลึงและออกกฏมาเพื่อซูข่านโดยเฉพาะ

หวงเสี่ยวเว่ยเองก็อยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมด เขาจึงรู้ดีว่าพี่สามของเขานั้นยิ่งใหญ่ขนาดไหน

และตอนนี้พี่สามกำลังมอบโอกาสและสิ่งดีๆให้กับเขาอยู่ หากไม่มีพี่สาม หวงเสี่ยวเว่ยเองก็ยังคงเป็นเด็กเก็บขยะหาข้าวกินไปวันๆ

ในทุกวันก่อนหน้านี้ เขาต้องเดินออกตามซอยหรือตามถนนต่างๆเพื่อหาของไปขาย ถ้าวันไหนโชคดีก็จะได้ของไปแลกกับข้าว 2 มื้อ ถ้าวันไหนฝนตกหนักก็ต้องอดกินข้าวไป เป็นเรื่องที่น่าเศร้าอย่างมาก

"ผมจะพยายามให้มากขึ้นครับ เพื่อให้ซุปเปอร์มาร์เก็ตคาร์ฟูร์ประสบความสำเร็จให้เร็วที่สุด"

หวงเสี่ยวเว่ยพูดอย่างหนักแน่น

"ดีมาก ไว้นายค่อยกลับมารายงานกับฉันอีกหนึ่งเดือนละกัน ไปทำงานของนายได้แล้ว"

ซูข่านโบกมือไล่หวงเสี่ยวเว่ยออกไป

ที่นั่นมีเพียงแค่ซู่เฟิงที่คอยทำงานร่วมกับหวงเสี่ยวเว่ยเท่านั้น แต่ซู่เฟิงเองก็ยังไม่เคยเห็นซุปเปอร์มาร์เก็ตของจริงมาก่อน

ดังนั้นการที่ซู่เฟิงและหวงเสี่ยวเว่ยไปจัดการการห้างคาร์ฟูร์ที่ยอดขายต่อวันเยอะแบบนี้ หากว่าได้ยอดนี้ตลอดทั้งเดือนก็จะมีรายได้สูงถึงเดือนละ 1 ล้านหยวน

ซูข่านครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นเขาก็หรี่ตาลงเล็กน้อย

ในเวลานี้ซุปเปอร์มาร์เก็ตได้เปิดทำการแล้วที่หนานจิง อุปทานของสินค้าก็จะถูกเริ่มแก้ไขได้ในอีกไม่นาน

การแก้ปัญหาก็สามารถทำได้เพียงใช้เงินเท่านั้น อยากได้ตอนไหนก็สามารถเดินมาซื้อได้เลยที่ซุปเปอร์มาร์เก็ต