ตอนที่ 395

ลุงหมิงได้ยินก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เขาไม่คิดเลยว่าเจ้านายของเขานั้นจะยกย่องความสามารถของชายที่ชื่อซูข่านมากขนาดนี้

ในความคิดของเขานั้น ชุ่นอี่อีเป็นอัจฉริยะทางธุรกิจที่ไม่ได้เห็นมาหลายทศวรรษแล้วในตระกูลชุ่น

เธอมีความสามารถทางด้านนั้นอยู่อย่างเต็มเปี่ยม

อย่างไรก็ตามจากที่ฟังความเห็นของเธอนั้น เห็นได้ชัดว่าตัวของชุ่นอี่อีได้ให้ความสำคัญกับธุรกิจของชายที่ชื่อซูข่านอย่างมาก

ทำไมธุรกิจ KFC เล็กๆแค่นี้จะสามารถบ่งบอกได้ถึงศักยภาพทั้งหมดของชายคนนี้แล้ว? ปกติแล้วตระกูลชุ่นไม่เคยวิเคราะห์ใครได้เร็วขนาดนี้มาก่อน นี่ถือเป็นเรื่องประหลาดมากสำหรับลุงหมิง

"ลุงหมิง"

ชุ่นอี่อีได้พูดต่อด้วยรอยยิ้ม

"จากนี้ไปลุงหมิงไม่ต้องตรวจสอบธุรกิจที่อยู่มือของพี่ซูข่านแล้วนะ บอกทุกคนที่เหลือให้หยุดด้วย"

"ครับคุณหนู"

ลุงหมิงพยักหน้าด้วยความเคารพทันที

"ถ้าฉันรู้ว่าลุงหมิงยังไม่หยุดละก็…จะหาว่าฉันไม่เตือนก็ได้นะ"

น้ำเสียงของชุ่นอี่อีประโยคหลังสุดนั้นเป็นน้ำเสียงที่แผ่วเบา แต่กลับมีจิตสังหารออกมาจากคำพูดนั้น

ผู้หญิงที่ดูอ่อนโยนแต่แรกกลับมีความไร้ปรานีอยู่ภายในตัวเยอะอยู่เหมือนกัน

ต่อหน้าซูข่านแล้ว ชุ่นอี่อีก็เป็นเพียงเด็กสาวคนหนึ่งที่เป็นเพื่อนเล่นในวัยเด็กเท่านั้น แต่ตอนนี้เธอกลับได้เติบโตและกลายเป็นผู้ใหญ่ที่น่ากลัวมากคนหนึ่ง

ดวงตาของลุงหมิงเต็มไปด้วยความสุขขณะที่มองชุ่นอี่อีผ่านกระจกหลัง

เขามีความสุขมากที่ได้เห็นชุ่นอี่อีเติบโตไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว ตั้งแต่ที่ชุ่นอี่อีได้ย้ายไปที่ยุโรปพร้อมกับครอบครัว ตอนนั้นลุงหมิงก็ได้ทำหน้าที่เป็นบอดี้การ์ดให้กับเธอ

สำหรับเขาเรียกได้ว่า เป็นการเฝ้าดูชุ่นอี่อีตั้งแต่เด็กจนมาถึงตอนปัจจุบัน เขารู้จักชุ่นอี่อีเป็นอย่างดี เธอนั้นมีความคิดที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าคนทั่วไปตั้งแต่อายุยังน้อยแล้ว

ตอนที่เธออายุได้ 14 ปี ตอนนั้นเธอก็ได้วางแผนการเข้าซื้อกิจการหลายสิบล้านปอนด์ให้กับครอบครัว ซึ่งทำให้ตระกูลชุ่นรู้สึกตกใจมาก

จากนั้นมาผู้นำตระกูลชุ่นหรือพ่อของชุ่นอี่อี ก็ได้เริ่มให้เธอมีส่วนร่วมในบริษัทเป็นต้นมา และด้วยความสามารถที่น่าทึ่งของเธอ ไม่กี่ปีเท่านั้นมูลค่าของบริษัทก็ได้เพิ่มขึ้นจากเดิมหลายต่อหลายเท่า

คนในตระกูลชุ่นทุกคนต่างชื่นชมในความสามารถของชุ่นอี่อีอย่างมาก เว้นก็แต่พ่อของเธอเพียงคนเดียว

หากไม่มีอะไรผิดพลาดเกิดขึ้น หลังจากที่เธอเรียนจบจากมหาวิทยาลัยอิมพีเรียล เธอก็จะได้เข้าควบคุมธุรกิจของตระกูลชุ่นทั้งหมด และอาจจะได้กลายเป็นผู้นำตระกูลคนใหม่ก็ได้…

ลองเทียบความสามารถนี้กับผู้ชายที่เธอได้เพิ่งยกย่องไปดูสิ

"คนนี้คือคนที่คุณหนูได้พูดถึงบ่อยๆตอนที่เธอยังเป็นเด็ก ผู้ชายแบบนี้แหละที่คู่ควรกับคุณหนู"

ลุงหมิงได้คิดกับตัวเองในใจ

ตั้งแต่เขาทำงานเป็นบอดี้การ์ดให้กับชุ่นอี่อีมา เขาก็ได้ยินแต่การพูดถึงของผู้ชายคนหนึ่งในเมืองหนานจิงตลอด ไม่คิดมาก่อนเลยว่าจะเป็นชายคนนี้

ขณะเดียวกัน ณ บ้านของซูข่าน

ซูข่านที่กินข้าวเย็นเสร็จก็เตรียมตัวที่จะออกไปเดินเล่นยามดึก

อุณหภูมิในช่วงตอนดึกนั้นลดลงกว่าตอนกลางวันมาก แต่ก็ไม่ได้หนาวเกินไปจนต้องใส่เสื้อผ้า 3-4 ชั้นเหมือนอย่างฤดูหนาว

อากาศจะเป็นอย่างนี้เรื่อยๆไปจนกว่าจะถึงเดือนพฤษภาคม บางวันอาจจะมีวันที่อุ่นมากไปจนถึงหนาวมากเลยก็มี

ระหว่างที่ออกมาหน้าบ้านนั้น ซูข่านก็เห็นซงหมิงเจียงกลับมาพอดี

"ผมติดต่อทางคุณหยางเรียบร้อยแล้วครับ เขาบอกว่าเขาจะบินไปที่ทวีปยุโรปเพื่อตรวจสอบเรื่องนี้ด้วยตัวเองครับ"

"อืม"

ซูข่านพยักหน้า

ซูข่านต้องการรู้ว่าตระกูลชุ่นนั้นมีธุรกิจขนาดใหญ่แค่ไหนเพราะในชาติที่แล้วของเขา ตระกูลชุ่นไม่ได้กลับมาลงทุนอะไรที่ประเทศจีนเลย

เนื่องจากมันมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปหลายอย่างจากผลกระทบที่เขาได้ทำ ดังนั้นซูข่านจึงรู้สึกว่าเขานั้นต้องใส่ใจกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ

ซูข่านต้องการเห็นว่าตระกูลชุ่นในตอนนี้นั้นเป็นอย่างไรบ้าง พวกเขามีบทบาทแค่ไหนในประเทศอังกฤษหรือประเทศอื่นในยุโรป

"แต่…"

พอซูข่านได้นึกถึงชุ่นอี่อีนั้น เขาก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาเล็กน้อย เขาเคยช่วยชีวิตผู้หญิงคนนี้ไว้เมื่อตอนที่ซูข่านยังเป็นเด็ก

สุดท้ายเธอก็ได้เปล่าประกาศไปว่าจะแต่งงานกับเขา และตอนนี้ก็ดูเหมือนว่าเธอจริงจังกับเรื่องแบบนี้ซะด้วยสิ

"เอายังไงกับเธอดี?"

จากนั้นซูข่านก็ส่ายหัว 2-3 ครั้ง เขารู้สึกปวดหัวทุกครั้งเมื่อคิดถึงเรื่องของชุ่นอี่อี

"ช่างมันละกัน"

ซูข่านถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมา อย่างน้อยผู้หญิงคนนั้นก็น่าจะอยู่ที่เมืองหนานจิงไม่นาน หลังจากการเจรจากับรัฐบาลในเมืองนี้เสร็จ เธอก็น่าจะกลับไปเรียนต่อยังมหาวิทยาลัยอิมพีเรียลแล้ว

ภาวนาให้การเจรจาเกิดขึ้นเร็วๆทีเถอะ

หลังจากที่คิดเรื่องนี้จบ ซูข่านก็ได้หันไปพูดกับซงหมิงเจียงว่า

"ไปบอกให้จางเฉียงมาหาฉันพรุ่งนี้ที่บ้าน"

"ครับพี่สาม"

ซงหมิงเจียงพยักหน้า หลังจากที่ได้คำสั่งจากซูข่าน ซงหมิงเจียงก็หันหลังและออกเดินทันที

จากนั้นซูข่านก็ได้เดินเล่นบริเวณบ้านของเขาต่ออีกเล็กน้อย เขากำลังคิดถึงเรื่องที่จะพูดกับจางเฉียงในวันพรุ่งนี้เกี่ยวกับหมู่บ้านซีกวนและการเตรียมการต่างๆ

ตอนนี้ที่หมู่บ้านซีกวนก็เริ่มมีการก่อสร้างอะไรต่างๆขึ้นที่นั่นแล้ว อีกไม่นานที่นั่นก็จะเป็นแหล่งศูนย์รวมเทคโนโลยีแห่งแรกในประเทศจีน คนเก่งๆหลายคนก็ได้มาจากสถานที่แห่งนี้

อย่างหลิวจินตงที่เป็นผู้สร้างแผ่นดิสก์ ตอนนี้เขาน่าจะยังทำงานช่วยเหลือที่บ้านไปวันๆอยู่ กว่าที่เขาจะมาที่หมู่บ้านซีกวนแห่งนี้และเริ่มต้นบริษัทก็ยังเป็นเวลาอีกนาน

ซูข่านชื่นชอบเรื่องราวของหลิวจินตงมาก จากคนธรรมดาไม่ได้มีอะไรเลยได้ไต่เต้าขึ้นไปจนกลายเป็นเศรษฐีระดับโลก เรื่องราวในตำนานแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยบนโลกใบนี้

ตอนนี้สิ่งที่ซูข่านกำลังจะทำก็คือเขาต้องการให้จางเฉียงเดินทางไปที่นั่นและซื้ออสังหาฯให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

สถานที่ตรงนั้นเป็นแหล่งรวมของคนเก่งๆมากมาย มูลค่าที่ดินเองก็ไม่ได้น้อยไปกว่าในเมืองใหญ่ๆสักเท่าไหร่

ยังไงก็ต้องมีครอบครองให้ได้

เช้าวันต่อมา

ซูข่านได้ตื่นขึ้นและลุกไปเปิดหน้าต่าง ทันทีที่หน้าต่างเปิดออกซูข่านก็เห็นซงหมิงเจียงกำลังออกกำลังกายอยู่ที่สวนหน้าบ้าน

"พี่สามครับ"

ซงหมิงเจียงตะโกนขึ้นมาเสียงดัง

"เดี๋ยวจางเฉียงจะมาหาพี่สามในตอนสายๆก็ไม่ก็ตอนบ่ายครับ ตอนนี้เขาติดธุระอยู่ที่เทียนจิน"

ซูข่านโบกมือปัดเล็กน้อยและพูดว่า

"ไม่เป็นไร พอเขามาให้มาหาฉันทันที"

"ครับพี่สาม"

ซงหมิงเจียงพยักหน้า

จากนั้นซูข่านก็ได้เปลี่ยนชุดของเขาก่อนจะเดินลงมาที่ห้องรับแขกเพื่อล้างหน้า ตอนนั้นซงหมิงเจียงก็ได้เข้ามาพร้อมกับพูดว่า

"ผมซื้อข้าวเช้ามาไว้ให้แล้วนะครับ"

ซงหมิงเจียงพูดด้วยความเคารพ

"ขอบใจมาก"

ซูข่านเอามือไปตบที่ไหล่ของซงหมิงเจียงเบาๆ ก่อนจะเดินไปล้างหน้าที่กะลามังที่ซงหมิงเจียงได้เตรียมไว้ให้

เขาหยิบผ้าที่วางข้างๆขึ้นมาชุบน้ำและบิดหมาดๆก่อนนำขึ้นมาเช็ดหน้าของเขา ความสดชื่อก็ได้เข้ามาสู่ร่างกายของซูข่านทันที

หลังจากที่จัดการตัวเองเสร็จแล้วซูข่านก็เดินไปยังโต๊ะกินข้าว เขาเห็นมีของมากมายอยู่บนโต๊ะและแต่ละอย่างก็ส่งกลิ่นหอมออกมา