ตอนที่ 389

หรือว่าเป็นเพราะพี่สาม?

หลี่ชิงเยว่นึกออกแค่คนๆเดียว เขาเป็นคนเดียวภายในห้องที่จะสามารถทำแบบนั้นได้ ถ้าไม่ใช่พี่สามละก็ คนอื่นๆในห้องถ้ามาคราวก่อนก็ต้องได้กินอาหารรสพิเศษแบบนี้สิ

เซฟในตำนานคนนั้นต้องทำอาหารให้พี่สามแน่ๆ ตอนที่เขาคุยกับผู้จัดการที่หน้าร้าน เขาก็สามารถสั่งให้เรากับชิงชิงมาห้องส่วนตัวโดยไม่ต้องจองได้เลย

นี่ก็น่าจะเป็นคำตอบแล้ว

ศาสตราจารย์ฮู่เองหลังจากพูดจบเขาก็ชำเลืองมองมาที่ซูข่านเช่นเดียวกัน เขาเป็นคนเดียวที่เซฟในตำนานจะต้องทำอาหารมาให้แน่ๆ

บางทีเขาอาจจะช่วยศาสตราจารย์หนี่ได้จริงๆ

เมื่อเห็นหลี่ชิงเยว่กับศาสตราจารย์ฮู่มองมาที่เขาแล้ว ซูข่านเลยรู้ตัวว่าเขาไม่อาจจะปิดบังความลับที่ซ่อนอยู่ตรงนี้ได้อีกแล้ว ซูข่านส่ายหัวเล็กน้อยและพูดด้วยรอยยิ้ม

"ก็ได้ ก็ได้"

"เซฟในตำนานที่พูดถึงกันเป็นเพื่อนกับฉันเอง เวลาที่ฉันมาที่ร้านอาหารวังหลวงเขาจะเป็นคนทำอาหารให้ตลอด"

"อึ้ก"

ศาสตราจารย์ฮู่อ้าปากค้างด้วยความตกใจ ถึงแม้ว่าเขาจะรู้อยู่แล้วว่าซูข่านจะต้องเป็นคนที่เซฟทำอาหารมาให้ แต่เขาก็ไม่คิดเลยว่าจะได้ยินกับหูตัวอง

ทั้งการที่คุณซูมีเพื่อนอยู่ที่เซียงเจียง และไหนจะยังเรื่องเพื่อนของเขาที่ร้านอาหารวังหลวงอีก ผู้ชายคนนี้จะมีคนรู้จักทั่วทั้งประเทศเลยรึยังไงกัน?

"หึๆ"

จ้าวชิงชิงเอามือมาปิดที่ปากของเธอก่อนจะหัวเราะเบาๆ จากนั้นก็หันไปพูดกับศาสตราจารย์ฮู่

"พี่สามมีธุรกิจของเขาอยู่ในมือเยอะเลยค่ะ ไม่แปลกหรอกที่พี่สามจะรู้จักกับคนนั้นคนนี้ไปทั่ว"

"ยอดเลย"

หลี่ชิงเยว่มองไปที่ซูข่านด้วยสายตาที่ชื่นชม จากนั้นก็พูดต่อด้วยรอยยิ้ม

"เพราะมากับพี่สามเลยได้ลิ้มรสของเซฟในตำนานคนนั้นเลย ต้องขอบคุณพี่สามจริงๆ"

จากนั้นหลี่ชิวเยว่ก็หยิบซี่โครงหมูที่โรยด้วยเกลือและพริกไทยขึ้นมาหนึ่งชิ้น กลิ่นหอมของซี่โครงที่ถูกปรุงรสมาอย่างดี ทำให้ผู้คนแทบจะอดใจไว้ไม่อยู่เมื่อได้กลิ่น

หลี่ชิงเยว่เริ่มต้นกินซี่โครงหมูชิ้นนั้นทันที ทันทีที่รสชาติของมันกระทบกับลิ้นของหลี่ชิงเยว่ ใบหน้าของเธอก็ยิ้มออกมาอย่างมีความสุข

ปกติแล้วผู้หญิงที่ทำอะไรแบบนี้ในร้านอาหารมันจะดูไม่ค่อยดีในสายตาของผู้ชายสักเท่าไหร่ แต่อาหารฝีมือของเฒ่าจางนั้น ทำให้ผู้คนลืมตัวและเผลอทำหน้ามีความสุขออกมาอยู่เสมอ

จากนั้นทุกคนในห้องก็กินอาหารกันต่อด้วยความเอร็ดอร่อย

หลังจากกินไปสักพักหนึ่ง ซูข่านก็รู้สึกตึงๆที่ท้องจึงค่อยๆหยุด เขาสังเกตเห็นศาสตราจารย์ฮู่ชำเลืองมาที่เขาบ่อยครั้ง ดูเหมือนว่าเขามีอะไรบางอย่างอยากจะบอก

"ศาสตราจารย์ฮู่มีอะไรให้ผมช่วยไหมครับ?"

"อึ้ก"

ศาสตราจารย์ฮู่ชะงักและมองไปที่ซูข่านทันที

"ผมเห็นเหมือนศาสตราจารย์ฮู่มีเรื่องอะไรบางอย่างเลย ลองพูดให้ผมฟังหน่อยสิครับ ถ้าผมช่วยได้ผมจะช่วยเอง"

เมื่อได้ยินคำพูดของซูข่าน ศาสตราจารย์ฮู่รู้สึกดีใจขึ้นมาทันที

"ขอบคุณมากครับคุณซู"

เขารู้สึกได้ว่าเรื่องที่เขากำลังหนักอกอยู่นั้น จะต้องถูกชายคนนี้แก้ไขได้อย่างแน่นอน

"พูดออกมาเถอะครับ"

ซูข่านพูดด้วยรอยยิ้ม

จากนั้นศาสตราจารย์ฮู่ก็วางตะเกียบในมือของเขาลง เขามองมาที่ซูข่านและเริ่มเข้าประเด็นทันที

"ผมมีคนรู้จักอยู่คนหนึ่งครับ เขาเป็นเหมือนกับทั้งอาจารย์และเพื่อนของผม ตอนนี้เขาทำงานในสถาบันวิทยาการคอมพิวเตอร์อยู่ เขามีข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในอนาคตจำนวนมากเลยครับ"

"และตอนนี้สถาบันวิทยาการคอมพิวเตอร์กำลังสนใจที่จะจัดตั้งบริษัทอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับคนทั่วไปอยู่ครับ"

"สถาบันวิทยาการคอมพิวเตอร์?"

ดวงตาของซูข่านเป็นประกายเมื่อเขาได้ยินคำพูดของศาสตราจารย์ฮู่

คนอื่นในยุคนี้อาจจะไม่คุ้ยเคยหรือไม่เคยได้ยินชื่อเกี่ยวกับสถานบันนี้ แต่ซูข่านคุ้นเคยและรู้จักกับสถาบันนี้เป็นอย่างดี สถานที่นี้เป็นสถานที่มีคนระดับโลกออกมามากมาย

"เขาชื่ออะไร?"

ซูข่านถามช้าๆ

ในชาติที่แล้วของซูข่าน ผู้คนจากที่นี่กลุ่มหนึ่งได้ก่อบริษัทขึ้นมา ตอนนี้บริษัทของพวกเขากลายเป็นบริษัทชั้นนำของโลกไปแล้ว อันดับของพวกเขาอยู่ใน 500 อันดับอยู่ตลอด

แค่นี้ก็รู้แล้วว่าคนในนั้นเก่งแค่ไหน

"คุณซูอาจจะไม่รู้จักกับเขาก็ได้ครับ แต่คนในวงการคุ้นเคยกับชื่อเสียงของเขาเป็นอย่างดี"

ศาสตราจารย์ฮู่ตอบด้วยรอยยิ้ม

"ผมกับเขาก็รู้จักกันมาเป็นเวลานาน ก่อนหน้าที่ผมก็เคยเล่าเรื่องของผมให้เขาฟังหลายเรื่อง เขาเองก็ช่วยแก้ปัญหาและสอนอะไรหลายๆอย่างให้กับผม ผมจึงนับถือเขาเป็นเหมือนทั้งเพื่อนและอาจารย์ในเวลาเดียวกัน"

ศาสตราจารย์ฮู่เล่าด้วยความภูมิใจ

"อย่าบอกนะคะว่าเป็นศาสตราจารย์หนี่?"

จ้าวชิงชิงอุทานออกมาอย่างรวดเร็ว

"เขาเป็นศาสตราจารย์หนี่ใช่ไหมคะ? เขาเป็นนักวิชาการที่มีชื่อเสียงมาก"

"ศาสตราจารย์หนี่น่ะเหรอ?"

ดวงตาของหลี่ชิงเยว่มองไปที่จ้าวชิงชิงด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะพูดขึ้นต่อว่า

"เขาเคยอยู่ที่มหาวิทยาลัยชิงหวาด้วยไม่ใช่เหรอ? ได้ยินมาว่า เวลาที่เขาไปสอนจะมีคนนอกเข้ามานั่งเรียนด้วยนิ"

ทั้งจ้าวชิงชิงและหลี่ชิงเยว่ดูตกใจอย่างมาก

"ศาสตราจารย์หนี่งั้นเหรอ?"

ซูข่านยิ้มเล็กน้อยและรู้สึกประหลาดใจไปพร้อมกันเมื่อได้ยิน เขาไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าคนที่ศาสตราจารย์ฮู่จะแนะนำให้เขารู้จักคือคนๆนี้

เขาเป็นศาสตราจารย์ที่มีชื่อเสียงอย่างมาก อีกทั้งยังเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ที่มีคนรู้จักทั้งในและนอกประเทศอีก

ซูข่านชื่นชมแนวคิดของศาสตราจารย์หนี่เกี่ยวกับการสนับสนุนเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์มาก

สำหรับอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์แล้ว เทคโนโลยีก็คือสิ่งที่แรกที่ต้องต้องพัฒนาถูกไหม? เขาได้พัฒนาคอมพิวเตอร์จนสามารถนำไปใช้โดยคนทั่วไป

แต่สิ่งจำเป็นต่อมาคือการผลิต และสุดท้ายเลยก็คือการขาย

สิ่งนี้เป็นมาตราฐานสำหรับอุตสาหกรรมทั่วไปอยู่แล้ว หากไม่ดำเนินการตามนี้ก็ไม่สามารถอยู่ในวงการได้ สุดท้ายแล้วถ้าไม่ปิดกิจการก็จะโดนคนอื่นซื้อไปอยู่ดี

แต่เรื่องพวกนี้มันยิ่งใหญ่เกินกว่าคนทั่วไปจะรับรู้ได้

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวกระโดดนั้น บริษัทไหนที่ทำอุตสาหกรรมประเภทพวกนี้ ถ้าพวกเขาไม่สามารถตามเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้ทัน บริษัทพวกเขาก็จะขาดทุนและถูกขายเข้าตลาดอยู่ดี

บริษัทเทคโนโลยีมันน่ากลัวก็แบบนี้แหละ เห็นได้อยู่หลักๆก็คงเป็นบริษัทมือถือยี่ห้อหนึ่ง ครั้งหนึ่งคนเกือบทั่วทั้งโลกต้องใช้มือถือยี่ห้อนี้ แต่สุดท้ายเทคโนโลยีของพวกเขาก็ล้าสมัยจนบริษัทต้องขายให้กับคนอื่น

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมซูข่านจึงจัดตั้งบริษัทสิทธิบัตรฮั่วถงขึ้นมา เพราะว่ามันไม่จำเป็นต้องไปแข่งขันเรื่องพวกนี้กับใคร ปล่อยให้คนที่เชี่ยวชาญแข่งกันไปเองดีกว่า

สุดท้ายแล้ว คนพวกนั้นก็ต้องมาจ่ายค่าสิทธิบัตรรายปีให้กับซูข่านอยู่ดี

"แต่ตอนนี้เขาอยู่ต่างประเทศไม่ใช่เหรอ?”

ซูข่านมองไปที่ศาสตราจารย์ฮู่และถามช้าๆ

ซูข่านจำได้ในเอกสารที่เขาเคยอ่าน ถ้าจำไม่ผิดช่วงนี้ศาสตราจารย์หนี่กำลังเรียนอยู่ที่ต่างประเทศ