ตอนที่ 219

"ร้านอาหารนั่นมีชื่อว่าร้านอาหารวังหลวง เฒ่าจางเป็นเซฟอยู่ที่นั่น"

ซูข่านพูดจบก็มองไปที่ชูเฟิง ซึ่งตอนนี้ชูเฟิงกำลังอ้าปากค้างอยู่

"ร้านนั่นเป็นของพี่ซูข่านเหรอครับ?"

ชูเฟิงถามเสียงดังด้วยความตกใจ ร้านนั้นตั้งอยู่ในถนนไทเซียนหมินที่มีคนผ่านจำนวนมาก

ทุกๆวันจะชูเฟิงเห็นลูกค้าเข้าร้านแน่นตลอด และเมื่อไม่นานร้านนั่นก็ได้ขยายไปบ้านหลังข้างๆอีก

ร้านใหญ่โตขนาดนั้นเป็นของพี่ซูข่านเหรอเนี่ย มันสุดยอดเกินไปแล้ว

"อืม"

ซูข่านพยักหน้า

"ขอบคุณมากครับพี่ซูข่าน ไม่สิ ขอบคุณมากครับพี่สาม"

ชูเฟิงก้มหัวคำนับซูข่านอย่างรวดเร็ว ตอนแรกเขายังเรียกซูข่านเป็นพี่ซูข่านอยู่เลย พอได้ทำงานกับซู่านแล้วเขาเลยเปลี่ยนมาเรียกเป็นพี่สาม

ชูเฟิงรู้ถึงความยิ่งใหญ่ของจางเฉียงและซู่เฟิง พวกเขาทั้งสองคนกำลังยิ่งใหญ่มากๆ

และอีกอย่างหนึ่ง ทั้งสองคนนั้นเรียกพี่ซูข่านว่าพี่สาม ชูเฟิงเลยอยากเรียกตามบ้าง

ถึงแม้ว่าเขาเป็นแค่ลูกมือของเฒ่าจางในร้านอาหารวังหลวง แต่อย่างน้อยเขาก็ได้เป็นหนึ่งในคนที่ทำงานกับพี่สามแล้ว

งานของเขาไม่ได้ยิ่งใหญ่เท่ากับพี่จางเฉียงหรือคนอื่น แต่สักวันเขาจะต้องเป็นแบบนั้นให้ได้

ที่หนานจิงตอนนี้ใครๆก็รู้จักพี่จางเฉียง พี่เขาเจ๋งมากๆแต่ก็ยังเรียกพี่ซูข่านว่าพี่สามอีก

ซูข่านฟังที่ชูเฟิงเปลี่ยนสรรพนามในการเรียกเขา แต่ซูข่านก็ไม่ได้สนใจ จะเรียกพี่ซูข่านหรือพี่สามก็หมายถึงตัวเขาทั้งนั้น อยากเรียกอะไรก็เรียกไปเถอะ

มันก็เป็นแค่ชื่อเท่านั้นเอง

"อย่าเพิ่งรีบดีใจ"

ซูข่านพูดเสียงเข้มใส่ชูเฟิง รอยยิ้มของชูเฟิงก็ได้จางหายไปอีกครั้ง

"พี่สามครับ พี่บอกมาเลยจะให้ผมทำอะไรผมจะทำเต็มที่ ไม่ว่าจะบุกน้ำลุยไฟ บุกป่าฝ่าดง ผมจะทำโดยไม่โอดครวญเลย"

"อะไรของนายเนี่ย"

ซูข่านดุชูเฟิง เด็กคนนี้ไปจำคำพูดพวกนี้มาจากไหนกัน ลักษณะคำพูดแบบนี้อย่างกับนักการเมืองบางคนเลย ไม่ก็พวกหลอกต้มตุ๋นพวกนั้น

ชูเฟิงเงียบทันทีที่โดนดุ เขาไม่กล้าพูดอะไรต่ออีกสักคำเดียว เขากลัวซูข่านเปลี่ยนใจไม่ให้งานเขาทำ

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาเขาอุตส่าห์มายืนพิสูจน์ให้พี่สามได้เห็น จนสุดท้ายพี่สามใจอ่อนและให้เขาทำงานด้วย

"กลับไปบอกปู่กับย่าของนายซะ นายต้องให้พวกเขาอนุญาตินายมาทำงานก่อน หากว่าพวกเขาไม่อนุญาตินายก็ไม่สามารถทำงานได้"

ซูข่านพูดอย่างเฉยเมย

"เดี๋ยวสิพี่สามผม…"

ระหว่างที่ชูเฟิงกำลังจะพูด ซูข่านก็ได้พูดแทรกขึ้นมา

"อย่าเพิ่งคิดมาก นายลองไปคุยเหตุผลตรงๆกับปู่และย่าของนายดูก่อน"

"ครับพี่สาม"

ชูเฟิงตอบด้วยแววตาที่มุ่งมั่น

ซูข่านยังไม่สามารถรับประกันงานให้กับชูเฟิงได้ เขายังอยู่ในการปกครองของปู่และย่าอยู่ ซูข่านไม่อยากจะทำข้ามหน้าข้ามตาพวกเขา

ไม่เหมือนกับซงหมิงเจียงที่บรรลุนิติภาวะแล้ว การใช้งานเด็กน้อยแบบนี้ต้องได้รับการอนุญาติจากผู้ปกครองก่อน

ซูข่านเอนหลังของเขาและจิบชาต่อ กลิ่นหอมของชาจากน้ำตกหลงจิ่งนั้นทำให้รู้สึกผ่อนคลายมากๆ

แต่ดูจากกระป๋องชาแล้วเหลือใบชาเพียงหน่อยเดียวเท่านั้น สงสัยต้องไปหาตาเฒ่านั่นอีกแล้ว

ชาจากน้ำตกหลงจิ่งอันนี้เป็นแบบเกรดคัดพิเศษ มันไม่สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายทั่วไป

ต่อให้ไปซื้อถึงน้ำตกหลงจิ่งก็ยังไม่ได้ใบชาที่คุณภาพระดับนี้เลย มีแต่เงินแต่ก็ใช่ว่าจะซื้อได้ ต้องมีเส้นสายพอสมควร ใบชาดีๆสมัยนี้หาได้ยากมาก ไม่เหมือนกับในอนาคต

หลังจากที่ซูข่านจิบชาไปได้ไม่นาน สักประมาณ 1 ชั่วโมง เขาก็ได้ยินเสียงหายใจและและเสียงวิ่งดังที่หน้าประตูบ้าน

ซูข่านได้หันไปมองก็พบกับร่างเล็กๆร่างหนึ่งกำลังวิ่งตรงมาหาเขา

ชูเฟิงวิ่งมาพร้อมกับเหงื่อเต็มใบหน้าของเขา เขาหายใจเร็วมากจนต้องใช้ปากช่วยหายใจ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น

"ย่าอนุญาติแล้วพี่สาม"

"เธออนุญาติให้ผมไปทำงานที่ร้านอาหารวังหลวงแล้วครับ"

ชูเฟิงพูดอย่างตื่นเต้น

ซูข่านมองดูชูเฟิงที่กำลังหอบอยู่หน้าเขา เหงื่อเต็มตัวของชูเฟิงไปหมด สมกับเป็นเด็กวัยนี้จริงๆ สงสัยคงจะรีบวิ่งมาหลังคุยกับย่าเสร็จแน่ๆ

ซูข่านประทับใจในความกระตือรือร้นของชูเฟิงไม่น้อย ถึงแม้ว่าเขาจะดื้อไปหน่อยก็ตาม

เฒ่าจางน่าจะเอาเขาอยู่หมัดแหละ เฒ่าจางเองก็มีทักษะการบริหารคนอยู่ไม่ใช่น้อย

เมื่อคิดถึงเฒ่าจางแล้ว ซูข่านก็ได้นึกถึงเฒ่าหลี่ที่มีลูกศิษย์อย่างจ้าวชิงชิงในการสืบทอดความรู้ของเขาต่อ ทักษะการทำอาหารของเฒ่าจางก็นับว่ายอดเยี่ยมติดอันดับโลกได้เลย

หากว่ามันตายไปกับเฒ่าจางก็น่าเสียดายอยู่

ซูข่านมองไปชูเฟิงตรงหน้าเขา หากว่าเด็กคนนี้สามารถอดทนต่อการทำงานกับเฒ่าจางได้ เขาจะขอให้เฒ่าจางได้ถ่ายทอดวิชาการทำอาหารให้กับเด็กคนนี้ดู

ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับตัวของชูเฟิงแล้ว ซูข่านไม่อยากที่จะพูดอะไรเยอะ ให้ตัวของเขาเองเป็นตัวตัดสินละกัน

"พี่สามจะให้ผมไปทำงานตอนไหนครับ?"

หลังจากหายใจไปได้สักพักชูเฟิงก็ได้ถามซูข่าน

"ตอนนี้เลย"

ชูเฟิงตกใจเล็กน้อย ซูข่านเลยยิ้มหัวเราะออกมา

"เป็นอะไร? ไหนว่าอยากได้งานทำเร็วๆไม่ใช่เหรอ?"

"ไม่ๆครับ ผมพร้อมอยู่แล้ว"

ชูเฟิงพูดอย่างตื่นเต้น

"อึ้ก"

ซูข่านดื่มชาที่เหลือในชุดน้ำชาจนหมด จากนั้นเขาก็เรียกเสี่ยวผิงให้มาทำความสะอาดชุดน้ำชาลายครามชุดนี้ และพูดกับเสี่ยวผิงเล็กน้อย

"ไปกันเถอะ"

"ครับพี่สาม"

ชูเฟิงรีบตอบอย่างรวดเร็ว

ซูข่านได้เดินออกจากบ้านพร้อมกับชูเฟิงและซงหมิงเขียง ตอนนี้ซงหมิงเจียงทำหน้าที่เป็นบอดี้การ์ดรักษาความปลอดภัยให้ซูข่านอยู่

ถึงแม้ว่าในหนานจิงจะไม่มีภัยอันตรายใดๆเหมือนกับที่เซียงเจียงก็ตาม

เรื่องแบบนี้บางคนก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับมันมาก ส่วนใหญ่คนที่่โดนโจรปล้นหรือโดนดักทำร้าย ก็มักจะจ้างบอดี้การ์ดมาหลังเกิดเรื่องทั้งนั้น ต้องให้วัวหายก่อนถึงจะล้อมคอก

คนรวยต่างต้องการความปลอดภัยจากจุดนี้กันทั้งนั้น พวกเขาไม่สนมูลค่าที่ต้องจ่ายเลยแม้แต่น้อย ชีวิตต่างหากที่สำคัญยิ่งกว่าเงินในกระเป๋า

ดูเหมือนว่าจางเฉียงกับหวางเอ๋อก็เริ่มทำตามแบบซูข่านบ้างแล้ว พวกเขาไปไหนมาไหนโดยต้องมีคนติดตามด้วยเสมอ ในยุคนี้จะมีสักกี่คนที่คิดได้แบบสองคนนี้