ตอนที่ 376

เจิงฮัวเฉียงตื่นเต้นมากจนเขาไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้ เขาได้แต่มองกระเป๋าและหันไปมองหน้าซูข่านสลับกันไปเรื่อยๆ

ซูข่านเห็นแบบนั้นเลยส่ายหัวและพูดว่า

"มันไม่เยอะเกินไปหรอก นี่เป็นแค่เงินทุนเริ่มต้นในการไปที่ไหหลำ ถ้านายเจอแหล่งที่สามารถหาไม้พะยูงได้จำนวนมาก เดี๋ยวฉันจะส่งเงินตามไปเพิ่มที่หลัง"

ลำคอของเจิงฮัวเฉียงกระตุกและกลืนน้ำลายอึ้กใหญ่ลงไป 2-3 ครั้ง

ที่ไหหลำตอนนี้เต็มไปด้วยไม้พะยูงจำนวนมาก แถมยังมีอายุไม่ต่ำกว่า 100 ปีอีกด้วย ไม้พวกนี้จะถูกโค่นลงและนำไปขายจำนวนมากในอีก 10-20 ปีข้างหน้า

ไม้พะยูงเองก็มีสีที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นจากไม้อื่น เฟอร์นิเจอร์ที่สร้างขึ้นจากไม้พะยูงก็มีอายุไม่ต่ำกว่าสิบๆปี ที่สำคัญเลยตอนนี้ไม้พะยูงอายุ 100 ปี ราคามันไม่ได้สูงมาก

แต่ถ้าผ่านไปอีกสัก 10-20 ปี ไม้พะยูงที่มีอายุมากกว่า 100 ปีนั้น อาจจะซื้อ-ขายกันสูงถึงต้นละประมาณ 10 ล้านเลยทีเดียว บางต้นที่มีลายไม้สวยก็ถูกนำไปประมูลอีก

เรียกได้ว่าจะกลายเป็นไม้ที่หายากและแพงขึ้นมาทันที จากนั้นคนก็จะเริ่มนิยมตะเวณตัดไม้พะยูงกันทั่วมณฑลไหหลำจนแทบไม่เหลือสักต้น

ไม้พะยูงยุคใหม่ๆจึงเป็นไม้พะยูงที่มีอายุแค่ 10 กว่าปีเท่านั้น มันเทียบความแข็งกับไม้อายุ 100 ปีไม่ได้เลยสักนิด

สำหรับเงินหนึ่งแสนที่ซูข่านได้มอบให้กับเจิงฮัวเฉียงไปนั้น มันเป็นเงินที่ใกล้จะขึ้นราเต็มที่แล้วในกล่องไม้ เขาจะให้เจิงฮัวเฉียงทำเงินก้อนนี้ไปจัดการซื้อไม้พะยูงโดยเฉพาะ

ในการซื้อที่ดินบริเวณนั้น ซูข่านไม่อยากจะให้เจิงฮัวเฉียงต้องมาจัดการกับเรื่องพวกนี้ เขาอยากให้เจิงฮัวเฉียงตั้งใจในการทำงานเก็บรวบรวมไม้พะยูงอย่างเดียว

เรื่องที่ดินปล่อยให้บริษัทอสังหาฯจงฮงหรือซิงซีกรุ๊ปมาจัดการก็ได้ ทั้งต้าเฟยและสูเจิ้งเหมาก็อยู่ในอันดับต้นๆของประเทศ

เวลาที่พวกเขาต้องการจะซื้อที่ดินบริเวณไหนนั้น คนในบริษัทรวมถึงคนในพื้นที่ พวกเขาก็จะคัดสรรเอาพื้นที่ทำเลสวยๆมาขายให้กับทั้งสองคนอยู่แล้ว

ถ้าได้ทำเลดีๆในไหหลำ จากนั้นจะพัฒนาต่อยอดเป็นรีสอร์ตท่องเที่ยวก็ได้

แต่ตอนนี้ธุรกิจท่องเที่ยวยังไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ ต่อให้ทำตอนนี้ เต็มที่ก็มีนักท่องเที่ยวก็ไม่เกินปีละแสนคน

หากว่าเปิดไปแล้วมีนักท่องเที่ยวมาเข้าพักน้อย มันจะสร้างภาพลักษณ์ที่ไม่ดีให้กับรีสอร์ตสักเท่าไหร่ แน่นอนว่ามันจะต้องขาดทุนอยู่แล้วเวลาที่นักท่องเที่ยวน้อย

แต่ถามว่าซูข่านขาดแคลนเงินนั่นไหมล่ะ? เขาจะสร้างรีสอร์ตเป็นสิบล้านโดยไม่มีใครเข้าพักเป็นสิบๆแห่งก็ยังได้เลย เขาไม่ได้ขาดแคลนเงินเลยสักนิด

การไปท่องเที่ยวกับครอบครัวที่ไหหลำ บอกได้เลยว่ามันเป็นช่วงเวลาที่ไม่เลวเลยทีเดียว

อากาศที่นั่นไม่ร้อนและก็ไม่หนาวจนเกินไป หลังจากที่มีรีสอร์ตที่นั่น ซูข่านก็อยากจะพาครอบครัวของเขาไปเที่ยวอยู่เหมือนกัน

"ไปเตรียมตัวให้เรียบร้อยล่ะ"

ซูข่านโบกมือลาเจิงฮัวเฉียง

"ครับพี่สาม"

เจิงฮัวเฉียงพยักหน้าและเดินออกจากหลังบ้านของซูข่านไปด้วยมือที่สั่น กระเป๋าใส่เงินมีน้ำหนักไม่ได้มากอะไรเลย แต่เจิงฮัวเฉียงกลับแบกมันราวกับว่าแบกข้าวสารอยู่อย่างงั้น

"้เวอร์ไปหน่อยมั้ง"

เมื่อมองเจิงฮัวเฉียงที่เดินออกไป ซูข่านก็ส่ายหัวและยิ้มอย่างช่วยไม่ได้

ซูข่านได้เปลี่ยนโชคชะตาของคนอีกหนึ่งคนแล้ว

เวลาได้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ตอนนี้กำลังจะถึงสิ้นเดือนแล้ว ซูข่านได้ให้ซงหมิงเจียงหยุดพักร้อนเพื่อเตรียมตัวสำหรับงานแต่งงานของเขา

นอกจากนี้ซูข่านยังได้ให้ร้านอาหารวังหลวงจัดทีมเซฟรับผิดชอบอาหารสำหรับงานเลี้ยงในวันแต่งงานอีกด้วย

สำหรับงานแต่งงานนั้นไม่ว่าจะเป็นในเมืองหรือบ้านนอก ส่วนใหญ่ธรรมเนียมที่มักจะทำตามกันเลยทั่วไปคือการร่วมแรงร่วมใจของคนในหมู่บ้าน

พวกเขาจะยืมโต๊ะ เก้าอี้ ม้านั่ง ฯลฯ เพื่อมาใช้ในงาน บางคนก็มาช่วยเตรียมอาหารสำหรับงานเลี้ยง

แล้วคนจากร้านอาหารวังหลวงก็ได้ไปที่บ้านของซงหมิงเจียงเพื่อช่วยเตรียมอาหาร ตอนที่พ่อของซงหมิงเจียงรู้เรื่อง เขามีสีหน้าที่ภูมิใจในตัวลูกชายอย่างมาก

เซฟจากร้านอาหารชื่อดังมาทำอาหารในงานแต่งงานของลูกชาย ใครล่ะจะไม่ภูมิใจ

แล้วซูข่านยังได้บอกให้หวางเอ๋อและจางเฉียงรับผิดชอบในการจัดเตรียมรถให้ซงหมิงเจียงอีกด้วย พวกเขาทั้งสองได้จัดหารถที่ดีที่สุดในเมืองมาให้กับซงหมิงเจียงถึง 9 คัน

เรื่องนี้แทบจะทำให้ซงหมิงเจียงร้องไห้ออกมาด้วยความตื้นตัน เขาแทบจะคุกเข่าลงไปกราบซูข่านกับพื้นเลยทีเดียว

คนส่วนใหญ่เวลาที่แต่งงานในยุคนี้นั้น พวกเขาจะนิยมให้เจ้าสาวซ้อนท้ายรถจักรยานโดยมีเจ้าบ่าวเป็นคนขับ

การมีมอเตอร์ไซค์หรือว่ารถยนต์ไปรับเจ้าสาว มันจะทำให้ครอบครัวของฝ่ายเจ้าสาวรู้สึกว่าพวกเขาได้รับเกียรติและการปฏิบัติที่ดีจากเจ้าบ่าว

และซงหมิงเจียงก็เป็นหนึ่งในเจ้าบ่าวที่มีรถไปรับเจ้าสาว แถมมีรถพร้อมไปรับถึง 9 คันด้วยกัน

มันเหมือนกับการเอารถเฟอร์รารีใช้ในงานแต่งงานสำหรับในยุคปัจจุบันเลย

เมื่อซงหมิงเจียงรู้เรื่องรถที่เขาได้รับมาอีก เขาก็รู้สึกตื้นตันหนักกว่าเดิม เขาอยากจะยอมตายให้กับซูข่านเลยตั้งแต่วินาทีนั้น

ทำไมพี่สามถึงใจกว้างให้กับเราขนาดนี้ ไม่รู้จะตอบแทนพี่สามให้หมดยังไงในชาตินี้ดี

ถ้าไม่ได้พบเจอกันพี่สาม บางทีชีวิตของเขาอาจจะไม่มีอย่างวันนี้ก็ได้ ทุกอย่างเกิดขึ้นมาได้เพราะเราได้เจอกันพี่สามในวันนั้น

จากนั้นซงหมิงเจียงก็ได้นำข่าวดีเรื่องรถไปบอกกับพ่อของเขา

"อะไรนะ!!"

พ่อของซงหมิงเจียงดูตกใจมากเมื่อรู้เรื่องที่ซงหมิงเจียงได้มาบอก

"แกบอกให้พ่อเอารถจักรยานทั้งหมดไปคืนและจะใช้รถของเจ้านายไปรับเจ้าสาวอย่างงั้นเหรอ?"

"เจ้านายของแกให้รถมาอย่างงั้นเหรอ?"

"ใช่ครับพ่อ เจ้านายให้รถผมมา 9 คันครับ"

ซงหมิงเจียงตอบด้วยความเขินอาย

"อะไรนะ 9 คันงั้นเหรอ?"

พ่อของซงหมิงเจียงตกตะลึงยิ่งกว่าเดิม

"ใช่ครับพ่อ เจ้านายให้รถผมมา 9 คันครับ"

ซงหมิงเจียงพยักหน้าและพูดด้วยความตื่นเต้น แม้กระทั่งตอนนี้ซงหมิงเจียงยังคิดว่าตัวเองฝันไปอยู่เลย การใช้รถไปรับเจ้าสาวในวันแต่งงาน มันเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มากๆในยุคนี้

ถ้ามีรถยนต์ไปจอดที่หน้าบ้านของเจ้าสาว 9 คัน

บอกได้เลยว่าทั้งหมู่บ้านจะต้องแตกตื่นอย่างแน่นอน

พี่สามได้มอบอะไรหลายๆอย่างให้กับเขามากมาย ซงหมิงเจียงรู้สึกว่าชีวิตของเขาตอนนี้เต็มไปด้วยความรุ่งโรจน์ การทำงานถวายชีวิตให้กับพี่สามก็ยังไม่มากพอสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่พี่สามมอบให้

พ่อของซงหมิงเจียงสูดหายใจเข้าลึกๆเพื่อระงับความตื่นเต้น

"เจ้านายของแกคนนี้ยอดเยี่ยมมาก ตระกูลซงของพวกเราติดหนี้บุญคุณครั้งใหญ่กับเขา"

แววตาของพ่อซงหมิงเจียงนั้นเต็มไปด้วยน้ำตา ชั่วชีวิตของเขานั้นทำงานหนักมาตลอดเพื่อที่อยากให้ลูกและภรรยาต้องอยู่กันอย่างสบาย แต่ด้วยเงินที่หามาได้นั้นมันไม่ได้บอกให้ครอบครัวมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้

กระทั่งลูกชายแต่งงาน ตัวของพ่อยังทำได้แค่ไปยืมจักรยานคนในหมู่บ้านเพื่อให้ลูกชายไปรับเจ้าสาวกลับมา

เกิดมาพ่อซงหมิงเจียงยังไม่เคยเจ็บใจอะไรเท่านี้มาก่อน

เขาได้หันไปมองซงหมิงเจียงที่อยู่ตรงหน้าด้วยความรู้สึกภูมิใจ

เจ้านายที่ซงหมิงเจียงทำงานด้วยนั้นเป็นยอดคนจริงๆ เขาทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของตระกูลซงดีขึ้น

จะมีสักกี่คนในเมืองทำได้แบบนี้บ้าง

ยิ่งไปกว่านั้น เจ้านายคนนี้ยังส่งเซฟมากฝีมือจากร้านอาหารชื่อดังมากอีก

พ่อของซงหมิงเจียง เขารู้สึกว่านี่เป็นช่วงเวลาที่เขามีความสุขมากในชีวิตของเขา