ตอนที่ 420

"จางหม่าน? มีอะไรงั้นเหรอ?"

ซูข่านชะงักเล็กน้อย

เกิดอะไรขึ้นที่นั่น?

หลายเดือนแล้วที่ซูข่านกลับจากเซียงเจียง ครั้งล่าสุดที่ไป ตอนนั้นว่านเซี่ยงกรุ๊ปเริ่มที่จะกลายเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ในเซียงเจียงขึ้นเรื่อยๆ

มีการลงทุนไปกับอสังหาฯด้วยเงิน 5,000 ล้านเพื่อช่วยเหลือตลาดอสังหาฯเซียงเจียง ทำให้ชาวเซียงเจียงเริ่มรู้จักกับความร่ำรวยของว่านเซี่ยงกรุ๊ปมากขึ้น

ไหนจะยังเรื่องที่เข้าซื้อกิจการของบริษัทอสังหาฯจงฮงอีก แล้วบริษัทอสังหาฯจงฮงภายใต้ว่านเซี่ยงกรุ๊ปก็ยังมีโครงการสร้างตึกที่สูงที่สุดในเมืองเซียงไฮ้อีกด้วย มูลค่าเงินที่ลงไปก็ตั้งพันล้าน

ทั้งหมดนี่ก็สร้างชื่อเสียงอย่างมากให้กับว่านเซี่ยงกรุ๊ปแล้ว

การกระทำทุกอย่างของว่านเซี่ยงกรุ๊ปเปรียบเสมือนกันนักล่าที่ค่อยๆเผยตัวตนของออกมาทีละน้อย ราวกับจระเข้ยักษ์ที่ค่อยๆโผล่ขึ้นมาทีละนิดบนผิวน้ำ

ในฐานะประธานว่านเซี่ยงกรุ๊ป ทำให้จางหม่านมีชื่อเสียงอย่างมากในเซียงเจียง

และยิ่งรวมกับหน้าตาที่สวยกับหุ่นที่ดีของเธอ ทำให้จางหม่านเป็นที่รู้จักกันในฐานะ ประธานบริษัทที่ร่ำรวยและสวยที่สุดหนึ่งในสามของเมืองเซียงเจียง

"เปล่าครับ"

สูเจิ้งเหมาได้รีบอธิบายอย่างรวดเร็ว

"ดูเหมือนว่าเธออยากให้คุณซูช่วยตัดสินใจอะไรบางอย่างครับ"

"ตัดสินใจ?"

ซูข่านขมวดคิ้วเล็กน้อย จางหม่านไม่สามารถตัดสินใจอะไรบางอย่างได้อย่างงั้นเหรอ? แสดงว่าเรื่องนี้จะต้องไม่ใช่เรื่องเล็กอย่างแน่นอน

ซูข่านรู้สึกสงสัยเกี่ยวกับเรื่องที่จางหม่านไม่สามารถตัดสินใจเองได้ ขนาดเศรษฐีหรือแม้กระทั่งตระกูลใหญ่ๆในเซียงเจียงยังต้องเกรงใจให้กับจางหม่านเลย

เหมือนกับเหตุการณ์เมื่อไม่กี่เดือนก่อน ในตอนที่เฒ่าหลี่จะไปพม่าเพื่อทำงานกับเพื่อนเก่าของเขา ตอนนั้นซูข่านได้บอกให้จางหม่านทักทายไปยังตระกูลเจิ้งและตระกูลโจว

อีกฝ่ายก็ได้ให้การช่วยเหลือจางหม่านเต็มที่ พวกเขารับรองการไปทำงานให้กับเฒ่าหลี่ที่พม่าด้วย

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมซูข่านจึงปล่อยเฒ่าหลี่ไปที่นั่น เพราะอิทธิพลจากตระกูลเจิ้งและตระกูลโจวสามารถช่วยเหลือเฒ่าหลี่ให้ปลอดภัยได้

แม้ว่าจะไม่ได้รับการช่วยเหลือโดยตรงจากซูข่าน แต่ซูข่านก็สามารถทำอะไรต่อมิอะไรได้โดยทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาสร้างมันมากับมือตัวเอง

แถมยังไม่ต้องใช้ชื่อเสียงของตระกูลตัวเองเข้ามาเกี่ยวข้องอีกด้วย เพื่อปิดบังตัวตนของเขา ซูข่านยังจำเป็นต้องทำทุกอย่างอยู่เบื้องหลัง

"ครับคุณซู"

สูเจิ้งเหมาได้ถามต่อว่า

"คุณซูเคยได้ยินชื่อวิงออน(Wing On)ไหมครับ?"

"ธนาคารวิงออนในเซียงเจียงใช่ไหม?"

ซูข่านตอบอย่างรวดเร็ว

"ใช่ครับคุณซู ธนาคารวิงออน"

สูเจิ้งเหมาพยักหน้า เขาไม่คิดมาก่อนเลยว่าซูข่านจะรู้จักกับธนาคารเล็กๆแห่งนี้ด้วย

เมื่อก่อนตอนที่สูเจิ้งเหมาเด็กๆ เขาคิดมาตลอดเลยว่าธนาคารนั้นจะต้องเป็นแหล่งที่รวบรวมเงินไว้เยอะๆ ขนาดธนาคารเล็กๆจะต้องมีเงินหลายล้านแน่ๆ

แต่ตอนนี้ความคิดของเขานั้นได้เปลี่ยนไปแล้ว เขารู้ดีว่าธนาคารนั้นก็แบ่งขนาดกันไปตามปริมาณเงินของแต่ละธนาคาร ซึ่งถ้าเทียบกับธนาคารอื่นแล้ว ธนาคารวิงออนนั้นเป็นเพียงธนาคารขนาดเล็กเท่านั้น

มูลค่าของซิงซีกรุ๊ปเองก็ยังมากกว่าธนาคารวิงออนซะอีก ดังนั้นสูเจิ้งเหมาจึงแทบไม่สนใจธนาคารเล็กๆแห่งนี้เลย

มุมปากของซูข่านยกขึ้นเล็กน้อยและพูดกับสูเจิ้งเหมาด้วยรอยยิ้ม

"ธนาคารวิงออนกำลังประสบภาวะการเงินใช่ไหม?"

ในความทรงจำของซูข่าน เขาจำได้ว่าธนาคารแห่งนี้ประสบภาวะทางการเงินอย่างหนักในช่วงไม่กี่ปีมานี้ แล้วยิ่งมาเจอตลาดอสังหาฯเซียงเจียงพังทลายลงอีก

เลยทำให้ธนาคารวิงออนน่าจะขาดทุนสะสมต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี ด้วยเงินจำนวนมากที่พวกเขาปล่อยกู้ไปใช้ในตลาดอสังหาฯไม่ได้รับคืน การหมุนเวียนเงินในธนาคารจึงเกิดปัญหาขึ้น

หากว่าไม่ได้รับการแก้ไขให้ถูกวิธี ธนาคารวิงออนก็ไม่สามารถเปิดทำการได้อีกต่อไป ถ้าปล่อยไว้เรื่อยๆก็จะถูกขายสักวันหนึ่ง

แต่ด้วยสภาวะการเงินของธนาคารที่เข้าขั้นวิกฤต เป็นไปได้ว่าอาจจะต้องเปลี่ยนเป็นล้มละลายก็เป็นได้

เมื่อสูเจิ้งเหมาได้ยินคำตอบของซูข่าน เขาก็รู้สึกตกใจอย่างมาก เขารีบสูดหายใจเข้าเต็มปอดและมองไปที่ซูข่านด้วยดวงตาที่เบิกกว้างออกก่อนจะพูดว่า

"คุณซูรู้ด้วยเหรอครับ?"

คุณซูรู้ข่าวนี้มาก่อนหน้าได้ยังไงกัน? เมื่อวานนี่เองที่จางหม่านได้โทรมาบอกเขาเกี่ยวกับเรื่องของธนาคารวิงออน ซึ่งเมื่อวานก็ไม่ได้มีใครมาหาคุณซูที่โรงแรมด้วย

ดังนั้นเขาไม่มีทางรู้ข่าวนี้ได้เลย

รึว่าจางหม่านเป็นคนบอกข่าวนี้กับคุณซูด้วยตัวเอง?

ถ้าจางหม่านบอกด้วยตัวเองจริง ทำไมเธอถึงยังฝากข่าวมาให้บอกกับคุณซูด้วยล่ะ?

คุณซูสามารถเดาสถานการณ์ของธนาคารวิงออนได้อย่างงั้นเหรอ? ไม่สิเขารู้ด้วยซ้ำว่าธนาคารตอนนี้กำลังเจอกันอะไรอยู่

ถ้ามีใครมาบอกว่าคุณซูนั้นเปรียบเสมือนกับพระเจ้า สูเจิ้งเหมาจะเถียงขาดใจเลยว่าไม่ใช่ คุณซูน่ะเก่งกว่าพระเจ้าไม่รู้ตั้งกี่เท่า เขายอดเยี่ยมเกินกว่าจะเปรียบเทียบกับแค่พระเจ้า

"หึๆ"

ซูข่านเห็นใบหน้าที่ตกใจของสูเจิ้งเหมาก็หัวเราะในลำคอเบาๆ

สูเจิ้งเหมายังไม่หายตกใจเท่าไหร่ เขาพยายามตั้งสติและเรียบเรียงคำพูดก่อนจะพูดกับซูข่านต่อว่า

"ใช่ครับคุณซู จางหม่านเธอได้บอกว่าธนาคารวิงออนมีปัญหาการเงินครั้งใหญ่แบบที่ธนาคารไม่เคยมีมาก่อน"

"ไม่ใช่แค่ธนาคารวิงออนอย่างเดียวเท่านั้นนะครับที่เจอปัญหา แต่ยังมีธนาคารอีกมากที่ยังเจอกับวิกฤตครั้งนี้ครับ"

ซูข่านพยักหน้าเล็กน้อย

การพังทลายของตลาดอสังหาฯไม่เพียงส่งผลกระทบต่อคนธรรมดาเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงธนาคารอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นผลกระทบวงกว้างที่สร้างความเสียหายให้กับเซียงเจียงอย่างหนักหน่วง

จำนวนบ้านหลายหลังไม่สามารถซื้อ-ขายได้ด้วยในราคาที่ปกติ ส่วนต่างที่เกิดขึ้นระหว่างนี้ก็ได้ก่อตัวมากๆจนกลายเป็นหนี้เสียสะสม และบวกกับราคาของอสังหาฯที่ตกต่ำลงไปอีกทำให้หนี้มาขึ้นเรื่อยๆ

ถึงขายบ้านออกก็ไม่สามารถเคลียร์หนี้เสียที่มีอยู่ในระบบได้

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทาง HSBC ได้ติดต่อให้ว่านเซี่ยงกรุ๊ปซื้ออสังหาฯที่พวกเขามี ทาง HSBC รู้ดีหากว่าปล่อยไปเรื่อยๆมันจะสร้างหนี้เสียสะสมมากขึ้นให้กับบริษัท

พวกเขาจึงเลือกที่จะหยุดการสูญเสียไว้เพียงเท่านี้และรีบจัดการกำจัดหนี้เสียให้หมด

หากอสังหาฯอยู่ในมือ HSBC ต่อ พวกเขาก็จะมีหนี้เสียอยู่กับตัวมากขึ้นและการซื้อ-ขายหลังจากนี้ก็จะเป็นเรื่องที่ยากลำบาก

แต่ถ้าพวกเขารู้ว่าราคาอสังหาฯที่พวกเขาขายไปนั้น มันจะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าในอีกระยะเวลาไม่ถึง 10 ปี บางที HSBC อาจจะเลือกเก็บหนี้เสียพวกนั้นไว้กับตัวก็ได้

แต่ธนาคารวิงออนไม่ได้มีสภาพคล่องทางการเงินเหมือนกับธนาคาร HSBC มูลค่าบริษัทของพวกเขาน้อยกว่า HSBC มาก และพวกเขาก็ไม่รีบกำจัดหนี้เสียแบบธนาคาร HSBC อีก

ในภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกแบบนี้ ทำให้ธนาคารวิงออนไม่มีตัวเลือกอะไรมาก

นั่นเป็นเหตุผลที่พวกเขาคงมองหาคนที่จะมาซื้อธนาคารนี้ต่อ เพราะว่าพวกเขาไม่สามารถยื้อธนาคารนี้ได้อีกต่อไป หากปล่อยไปอีก 2-3 ปี ธนาคารอาจจะต้องประกาศล้มละลายก็ได้

เพียงแค่ว่าซูข่านไม่คิดว่าเขาจะรู้ข่าวของธนาคารวิงออนได้เร็วอย่างนี้

เขาพอจำได้ว่าในชาติที่แล้วของเขา ธนาคารวิงออนจะมีผู้บริหารคนใหม่ก็ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า แต่บางทีการเข้าซื้อธนาคารที่อยู่สภาวะแบบนี้อาจจะหาคนซื้อได้ยาก

เมื่อรวมข้อมูลทุกอย่างที่ว่ามาแล้ว แสดงว่ากว่าที่ธนาคารวิงออนจะหาคนมาซื้อต่อกิจการของพวกเขาได้ ก็กินเวลาอีกประมาณ 2-3 ปี ระหว่างนี้ธนาคารก็ต้องแบกรับสภาวะการเงินไปเรื่อยๆ