ตอนที่ 300

"ขอบคุณครับคุณซู"

ซุนเจิ้งยี่ได้ยินซูข่านพูดเป็นภาษาอังกฤษก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ก่อนจะขอบคุณซูข่าน

แม้ว่าเขาจะมีเชื้อสายจีนก็ตาม แต่มันหลายต่อหลายรุ่นแล้ว เขาจึงไม่ได้พูดภาษาจีนเลยตั้งแต่เกิด

ทั้งจางหม่านและซุนเจิ้งยี่ก็ได้นั่งลงที่เก้าอี้เล็กๆข้างซูข่าน

"เจ้านายคะ"

จางหม่านพูดขึ้นมาเป็นคนแรกด้วยภาษาอังกฤษ

"ทางซอร์ฟแบงค์กำลังจะเปิดระดมทุนอีกครั้งหนึ่งค่ะ ตามข้อตกลงกับทางบริษัทเฉียนฟ่าน เราจะมีสิทธิในการลงทุนก่อนคนอื่นค่ะ"

"ใช่ครับ"

ซุนเจิ้งยี่พูดเสริม

ความจริงแล้วซุนเจิ้งยี่ไม่อยากให้ทางว่านเซี่ยงกรุ๊ปถือหุ้นเพิ่มเลย หากว่าทางว่านเซี่ยงกรุ๊ปที่เป็นเครือเดียวกับบริษัทเฉียนฟ่านลงทุนเพิ่มอีก สัดส่วนการถือหุ้นของพวกเขาก็จะมากขึ้นยิ่งกว่าเดิม

สำหรับการบริหารงานในบริษัทแล้ว การที่ผู้ถือหุ้นบีบบังคับให้ผู้ก่อตั้งทำอะไรต่างๆมันเป็นอะไรที่เจ็บปวดอย่างมาก

เห็นได้ตามทั่วเลยก็มีเยอะแยะ บางบริษัทก่อนที่จะเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์นั้นมีสินค้าที่มีคุณภาพออกมามากมาย แต่หลังจากมีผู้ถือหุ้นเข้าไปบริษัท ผู้ถือหุ้นบางคนก็ต้องการลดต้นทุนเพื่อเพิ่มยอดขาย

ไม่แปลกใจเลยที่คุณภาพของสินค้านั้นจะแตกต่างไปจากตอนก่อนเข้าตลาดหลักทรัพย์ ผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ไม่เล็งเห็นถึงคุณภาพของสินค้าเลยแม้แต่น้อย พวกเขาต้องการทุนคืนเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงระหว่างซอร์ฟแบงค์กับทางบริษัทเฉียนฟ่าน คือให้ลงทุนเป็นเจ้าแรก แต่จะลงทุนหรือไม่ลงทุนก็ได้ ซุนเจิ้งอี้ภาวนาให้เป็นอย่างหลังซะมากกว่า

"ต้องการเงินเท่าไหร่?"

ซูข่านมองไปยังซุนเจิ้งยี่ที่นั่งอยู่ข้างๆ ตอนนี้ซุนเจิ้งยี่ยังไม่มีประสบการณ์การทำธุรกิจ แต่เขาก็เป็นคนที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล

ในชาติที่แล้วของซูข่าน เขาจำได้ว่าซุนเจิ้งยี่ต้องเดินทางไปยังเอเซียกลางเพื่อเปิดระดมทุนจากประเทศเหล่านั้น

เห็นได้ชัดว่าถึงไม่มีซูข่าน ซุนเจิ้งยี่ก็ยังมีแผนสำรองในการหาเงินทุนมาลง

ซูข่านรู้ดีว่าชายคนนี้มีศักยภาพแต่ไหน หากว่ามีเงื่อนไขอะไรที่น่าสนใจ ซูข่านก็พร้อมที่ตอบรับเงื่อนไข และเขาก็พร้อมที่จะเสนอเงื่อนไขที่ยากปฏิเสธให้กับซุนเจิ้งยี่ด้วย

เหมือนกับตอนนี้ที่ซูข่านกำลังนั่งตกปลาอยู่ เขารู้ดีว่าปลาตัวใหญ่มักจะชอบเหยื่อที่เป็นไส้เดือน หากว่ามีของถูกใจมาล่อตรงหน้า ใครมันจะไปอดใจไหว

"เอ่อครับคุณซู"

ซุนเจิ้งยี่สูดหายใจเข้าเต็มปอดก่อนจะพูด

"ครั้งล่าสุดที่ได้การลงทุนจากเครือว่านเซี่ยงนะครับ ตอนนั้นผมเสนอหุ้น 10% แลกกับเงิน 100,000 ดอลล่าห์ ซึ่งตอนนั้นผมได้ประเมินมูลค่าบริษัทของผมไว้ที่ 1 ล้าน"

"ภายในปีที่ผ่านมาบริษัทผมก็ได้เติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นแล้วการระดมทุนครั้งใหม่คือ 1 ล้านดอลล่าห์โดยแลกกับหุ้น 10% เท่าเดิมครับ"

ซุนเจิ้งยี่มองไปที่ซูข่าน ซูข่านไม่หลบสายตาของซุนเจิ้งยี่เลย แววตาของเขานั้นก็ดูไม่ไหวติงกับตัวเลข 1 ล้านดอลล่าห์เลยด้วย หรือว่าเขาจะ….

"อะไรนะมูลค่าของบริษัทเพิ่มขึ้น 10 เท่าเลยเหรอ?"

จางหม่านรู้สึกประหลาดใจที่ได้ยิน

"ซุนเจิ้งยี่ บริษัทของคุณเติบโตอย่างก้าวกระโดดแบบนี้ได้ยังไงกันในเวลาแค่ไม่ถึงปี ฉันบริหารบริษัทมายังทำแบบคุณไม่ได้เลย"

จากมูลค่าบริษัท 1 ล้านดอลล่าห์กลายเป็น 10 ล้านดอลล่าห์ ซึ่งต้องบอกก่อนว่าสกุลเงินเป็นดอลล่าห์นะไม่ใช่หยวน ถ้าตีเป็นเงินหยวนมันจะเยอะมากๆ

ซูข่านมองไปที่ซุนเจิ้งยี่อย่างไม่ละสายตา ผู้ชายคนนี้ยังมีลักษณะนิสัยเหมือนเดิมจริงๆ

เหมือนกับตอนชาติที่แล้วเลย การลงทุนของเขาในเซียวยุนนั้น มีแต่คนไม่ชอบและปฏิเสธกับการลงทุนครั้งนั้น แต่สุดท้ายแล้วซุนเจิ้งยี่ก็ได้รับผลตอบแทนไปคนเดียวงามๆ

ซูข่านเห็นสายตาของซุนเจิ้งยี่ก็รู้ได้เลยว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ นี่เป็นการยื่นเสนอที่เอาเปรียบมากๆ เขาต้องการที่จะให้ว่านเซี่ยงกรุ๊ปปฏิเสธข้อเสนอนี้ของเขา

เงื่อนไขที่ซุนเจิ้งยี่เสนอมานั้นมันเหมาะกับธนาคารมากกว่าการลงทุนบริษัทอีก ซุนเจิ้งยี่คาดหวังว่าซูข่านจะต้องยอมถอยให้กับข้อเสนอนี้ หากเป็นนักลงทุนทั่วไปคงจะโกรธและไล่ซุนเจิ้งยี่กลับไปแล้ว

แต่สำหรับซูข่านแล้ว นี่เป็นแผนไว้สำหรับหลอกเด็กเท่านั้น ส่วนจางหม่านก็โกรธเหมือนกับนักลงทุนคนอื่นทั่วไป เธอยังตามเกมส์ของซุนเจิ้งยี่ไม่ทัน

ซูข่านมองไปที่ซุนเจิ้งยี่แล้วก็ยิ้มที่มุมปาก ซุนเจิ้งอี้รู้สึกประหม่าเมื่อเห็นสายตาของซูข่าน เขารู้สึกเหมือนกับว่าโดนอ่านแผนออกทั้งหมด

"10 ล้านดอลล่าห์งั้นเหรอ? สมแล้วที่เป็นบริษัทญี่ปุ่น ตอนนี้ที่นั่นเศรษฐกิจน่าจะกำลังโตเอาโตเอาเลย 10 ล้านก็สมเหตุผลดีนิ"

"เจ้านาย"

จางหม่านผงะเล็กน้อยที่ยิน เธอคิดว่าซูข่านจะไล่ซุนเจิ้งยี่กลับซะอีก แต่เขาทำท่าเหมือนจะลงทุนเลย

นี่ต้องลงทุนกับซอร์ฟแบงค์จริงๆงั้นเหรอ?

เห็นได้ชัดเลยมูลค่าที่ซุนเจิ้งอี้ประเมินนั้นสูงเกินไปมากๆ และกลยุทธ์หรือแผนการต่างๆที่จะนำเงินไปใช้ก็ไม่ได้ชี้แจงโดยละเอียด

ลงทุนไปยังไงก็มีแต่เสียกับเสีย เอาเงินส่วนนี้ไปฝากธนาคารยังมีโอกาสได้มากกว่าอีก

ซูข่านโบกมือส่งสัญญาณให้จางหม่านว่าไม่ต้องกังวล จากนั้นก็หันไปพูดกับซุนเจิ้งยี่ด้วยรอยยิ้ม

"ตัวเลขที่เสนอมานั้นไม่ได้เยอะเกินไปเลย จำนวนเงินมันก็สมเหตุสมผลของมันอยู่"

หลังจากที่ซุนเจิ้งยี่ได้รับเงินทุนจากบริษัทเฉียนฟ่านมา เขาก็ได้พัฒนาสินค้าและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ในบริษัทเขา

แต่สำหรับยุคนี้ อินเตอร์เน็ตยังเป็นแค่เรื่องเพ้อฝันในนิยายวิทยาศาสตร์เท่านั้น เป็นเรื่องยากมากที่จะทำให้คนอื่นยอมรับหรือมองเห็นประโยชน์ของมัน

"เอ่อ"

ซุนเจิ้งยี่ตะลึงที่ยิน เขารู้สึกสับสนเล็กน้อยและมองไปที่ซูข่าน

ข้อเสนอที่บอกนั้นยังไม่เยอะเกินไปอีกงั้นเหรอ?

นี่เขาอุตส่าประเมินมูลค่าบริษัทของเขาให้สูงกว่าเดิมถึง 10 เท่าแล้วนะ ถ้าเป็นบริษัทอื่นเขาคงถูกไล่เหมือนหมูเหมือนหมาไปแล้ว

ชายคนนี้เป็นเจ้าของว่านเซี่ยงกรุ๊ปจริงๆงั้นเหรอ? เขาดูไม่มีความรู้ด้านการทำธุรกิจเลย

อยู่ๆซุนเจิ้งยี่ก็รู้สึกไม่เชื่อมั่นในตัวของซูข่านขึ้นมา

ซูข่านพูดต่อด้วยรอยยิ้ม

"ฉันคิดว่าซอร์ฟแบงค์ต้องการเงินทุนมากกว่า 1 ล้านดอลล่าห์ซะอีก เอาเงินไปแค่นี้มันจะไปทำอะไรได้"

"การไม่มีเงินในการทำธุรกิจก็ไม่ต่างอะไรกับการเดินทางไกลด้วยรองเท้าคุณภาพไม่ดีหรอก ยิ่งเดินไปไกลเท่าไหร่ก็จะยิ่งเจ็บเท้ามากขึ้นเรื่อยๆกว่าจะถึงที่หมาย ถ้าเท้าไม่เจ็บก็กินเวลามากกว่าเดิม"

หลังจากพูดจบซูข่านก็มองไปที่ซุนเจิ้งยี่

"เอ่อ"

ซุนเจิ้งยี่ทำตัวไม่ถูกที่ซูข่านมองเขาแบบนั้น เขาไม่รู้ว่าซูข่านต้องการอะไรจากเขากันแน่ ตอนนี้ซุนเจิ้งยี่รู้สึกไม่สบายใจมากๆ เขาไม่อยากจะนั่งอยู่ตรงนี้อีกแล้ว

แผนการที่เขาวางไว้ในการประเมินมูลค่าบริษัทสูงกว่าควรที่จะเป็น มันไม่ได้ทำให้อีกฝ่ายตกใจเลยแม้แต่น้อย แต่กลับทำให้อีกฝ่ายจะลงทุนและมีแนวโน้มว่าจะลงเพิ่มจากที่เสนอไปด้วย

ซูข่านเห็นซุนเจิ้งยี่หลบสายตาจากเขาไปครู่หนึ่งก็หัวเราะออกมาและพูดต่อ

"10% ที่จะได้มันน้อยเกินไปจริงๆ ครั้งนี้ฉันจะให้เงินคุณ 5 ล้านดอลล่าห์ คุณจะได้มีเงินไปหมุนเวียนและพัฒนาบริษัทของคุณต่อ ไม่ต้องกังวลเรื่องจำนวนเงิน จางหม่านสามารถจัดได้ในเวลาไม่นาน"

เมื่อได้ยินที่ซูข่านพูดซุนเจิ้งยี่เกือบจะตกเก้าอี้ทันทีด้วยความตกใจ เขาต้องรีบปฏิเสธข้อเสนอใหม่ที่อีกฝ่ายเสนอทันที

ถ้าเขารับข้อเสนอนี้มา ถึงได้เงิน 5 ล้านก็จริง แต่ต้องเสียหุ้น 50% ให้กับว่านเซี่ยงกรุ๊ป

แล้วในมือของเขาจะเหลือหุ้นอยู่กี่ %?

บริษัทเฉียนฟ่านถือ 10% ว่านเซี่ยงกรุ๊ปถืออีก 50% เท่ากับว่าเขาจะเหลือหุ้นแค่ 40% เท่านั้น

และเขาก็จะไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของซอร์ฟแบงค์อีกต่อไป