ตอนที่ 275

"สวัสดีค่ะเจ้านาย"

จางหม่านเดินไปข้างหาซูข่านที่เดินออกมาจากสนามบินพร้อมกับเดินควบคู่มาด้วยกัน

ส่วนหลู่เฉียนซานเองก็ไปเดินอีกข้างของซูข่านพร้อมเดินคู่กันกับเขา เท่ากับตอนนี้ซูข่านโดนประกบโดยหญิงสาวทั้งสอง

ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในเวลาเพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้น ผู้คนจำนวนนับไม่ถ้วนที่อยู่รอบๆต่างก็ตกตะลึงเมื่อเห็นภาพนี้ ผู้ชายคนนั้นแต่งตัวธรรมดามาก เขาดูไม่เหมือนคนรวยเลยสักนิด

แล้วทำไมผู้ชายที่ดูเหมือนคนธรรมดาแบบนี้ถึงได้มีสาวสวยทั้งสองเดินเคียงคู่

หรือว่าเขาจะเป็นลูกชายของนักธุรกิจหมื่นล้านของเซียงเจียง?

"หมอนั่นมันเป็นใคร?"

"เขาเป็นลูกชายของพวกเศรษฐีรึเปล่า?"

"ถ้าเป็นเศรษฐีจริงทำไมถึงแต่งตัวแบบนั้นล่ะ?"

"นั่นสิแถมรถที่มารับก็แค่เบนซ์ธรรมดาเอง ฉันก็สามารถซื้อได้เหมือนกัน"

"นายรู้ได้ไงว่านั่นเป็นเบนซ์ธรรมดา นั่นอาจจะเป็นรุ่นที่นำเข้าพิเศษโดยเฉพาะก็ได้นะ"

มีเสียงซุบซิบพูดคุยถึงการที่จางหม่านกับหลู่เฉียนซานเดินควบคู่กับซูข่านมา ซูข่านเองก็รู้สึกได้ถึงสายตานับไม่ถ้วนที่จ้องมองมาทางเขา

"รีบไปจากที่นี่กันเถอะ ไว้ไปคุยต่อบนรถ"

"ค่ะเจ้านาย"

จางหม่านตอบด้วยรอยยิ้ม

หลู่เฉียนซานเองก็ได้เดินนำไปที่รถเบนท์ลีย์พร้อมกับเปิดประตูให้ซูข่าน ซึ่งมันทำให้สายตาที่มองเธออยู่นั้นเต็มไปด้วยความอิจฉา

เกิดมาอีกชาติก็ไม่รู้จะมีสาวสวยมาเปิดประตูรถหรูแบบนี้ให้ขึ้นรึเปล่าก็ไม่รู้

ซูข่านไม่สนใจสายตาพวกนั้นและรีบขึ้นไปนั่งอย่างรวดเร็ว

จางหม่านเองก็ขึ้นไปนั่งด้วยเช่นกัน รถคันนี้ดูเหมือนจะได้รับการปรับแต่งเป็นพิเศษ ภายในรถนั้นมีพื้นที่กว้างขวางมาก สามารถนั่งเหยียดขาออกทั้งสองข้างได้เลย

การตกแต่งภายในก็ดูดีไม่ใช่น้อย เบาะที่ทำมาจากหนังเองก็สวยงามเนียนตาไปกับรถ

"บรื้นนน"

จากนั้นรถก็ได้สตาร์ทและขับออกไปอย่างรวดเร็ว ในส่วนเบนซ์ที่อยู่ข้างหน้านั่นซงหมิงเจียงเองเป็นคนที่ขึ้น ส่วนรถเบนท์ลีย์มีเพียงซูข่าน จางหม่าน และหลู่เฉียนซานเท่านั้น

รถทั้งหมดได้ขับออกจากสนามบินช้าๆมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมืองเซียงเจียง ทิ้งไว้แต่เพียงสายตาที่อิจฉาอยู่ตรงหน้าสนามบิน

"เจ้านายคะ รถคันนี้เพิ่งซื้อมาไม่นานเองค่ะ มันถูกออกแบบเป็นพิเศษเพื่อให้เจ้านายสะดวกสบายกับการเดินทางในเซียงเจียง"

จางหม่านอธิบายเกี่ยวกับตัวรถให้ซูข่านฟัง

"อืม"

ซูข่านพยักหน้าพร้อมกับมองรอบๆรถ

"ตอนที่ฉันไม่ได้อยู่ที่นี่ พวกเธอเองก็สามารถใช้รถคันนี้ได้เช่นกัน"

แม้ว่าซูข่านจะพูดอย่างงั้น แต่ทั้งสองคนก็ไม่กล้าที่จะใช้เบนท์ลีย์เพื่อตัวเองเลย

พวกเธอทั้งสองต่างรู้สถานะของตัวเธอเองเป็นอย่างดี โดยเฉพาะจางหม่าน

การที่เธอได้มาอยู่จุดๆนี้ไม่ใช่เพราะความสามารถอะไรของเธอเลย แต่เป็นเพียงเพราะโอกาสที่ซูข่านได้ยื่นให้กับเธอวันนั้น

จะเรียกว่าความบังเอิญก็ไม่แปลก เพราะถ้าวันนั้นจางหม่านไม่คิดจะไปต้มตุ๋นซูข่านกับสูเจิ้งเหมา ทั้งสองคนเองก็จะไม่ได้พบกัน และจางหม่านก็ยังจะเป็นนักต้มตุ๋นต่อไปเรื่อยๆ

อยู่ๆการที่นักต้มตุ๋นจะกลายเป็นประธานบริษัทที่บริหารเงินล้านได้เนี่ย จะมีสักกี่คนบนโลกใบนี้ที่สามารถเป็นได้

จางหม่านเองก็รู้สถานะของตัวเองเป็นอย่างดี เธอเลยจะทำอะไรต่างๆโดยระมัดระวังตัวเสมอ

"สถานการณ์ตอนนี้เป็นยังไงบ้าง? แล้วเรื่องอสังหาริมทรัพย์จงเฮงมีปัญหาอะไรไหม?"

ซูข่านถามรวมๆโดยพูดให้หลู่เฉียนซานได้ยินด้วย

เมื่อได้หลู่เฉียนซานก็นั่งหลังตรงและตอบด้วยรอยยิ้มอย่างมั่นใจ

"เราทำกำไรได้หลายสิบล้านจากการซอร์ดอสังหาจงเฮงค่ะ"

ซูข่านพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ

มูลค่าทางการตลาดของบริษัทอสังหาจงเฮงเองก็อยู่ที่หลายร้อยล้าน ถ้าไม่ใช่เพราะการพังทลายของอสังหาริมทรัพย์ในเซียงเจียง ซูข่านอาจจะเข้าซื้อกิจการของพวกเขาโดยตรงเลย

แต่การที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์กำลังจะพังลง ดังนั้นซูข่านเลยมองเห็นโอกาสที่จะเล่นสนุกกับบริษัทนี้

ในเมื่อสามารถทำเงินได้เป็นหมื่นล้านอยู่แล้ว จะเอาเงินมาเล่นสักหน่อยไม่กี่ร้อยล้านเนี่ย จะไปเสียหายอะไร

แต่ถ้าพวกผู้บริหารหรือคณะกรรมการของบริษัทรู้เบื้องหลังทั้งหมดนี่ บางทีซูข่านอาจจะโดนพักงานก็ได้ แต่บริษัทเขาเองก็ไม่ได้มีอะไรแบบนั้นสักหน่อย เขาจะทำไรตามใจชอบก็ได้

ในช่วงเวลานี้มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ที่จะทำให้มูลค่าของบริษัทไปแตะอยู่ที่ร้อยล้านได้ แต่การที่บริษัทอสังหาจงเฮงไปถึงจุดนั้น ไม่ใช่เพียงแต่ผู้บริหารมีความสามารถหรอก

แต่มันเป็นปีที่มูลค่าที่ดินในเซียงเจียงและในฮ่องกงขึ้นด้วยต่างหาก ทางบริษัทอสังหาจงเฮงเลยได้รับผลพลอยได้จากจุดนี้ไปด้วย

"ในช่วงเวลาที่ผ่านมาตลาดอสังหาริมทรัพย์ได้ลดลงอย่างต่อเนื่องตามที่เจ้านายได้บอกเลยค่ะ เราได้ทำตามแผนที่เจ้านายได้วางเอาไว้แล้ว ปัจจุบันบริษัทจงเฮงเองก็เปิดระดมทุนครั้งใหม่และทางเราได้เข้าซื้อทั้งหมด"

"ตอนนี้เราถือหุ้นของบริษัทจงเฮงอยู่ที่ 25% ค่ะ ถ้าสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ เดี๋ยวเดือนหน้าทางบริษัทเองก็น่าจะเปิดระดมทุนอีกครั้ง ตอนนั้นเราก็จะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่สุดค่ะ"

หลู่เฉียนซานพูดด้วยรอยยิ้ม

ด้วยหุ้นที่ถืออยู่ตอนนี้ มันยังไม่สามารถทำให้ตระกูลเฮงและลูกชายของเขาถูกบีบให้พ้นจากผู้บริหารได้

ก็ใช่ว่าทางบริษัทว่านเซี่ยงจะไม่มีปัญญาซื้อหุ้นจนถึง 50% ตอนนี้ราคาของหุ้นอสังหายิ่งต่ำอยู่ๆ มีแต่คนต้องการขายหุ้นกันทั้งนั้น

แต่เพื่อที่จะไม่ให้เป็นจุดสนใจจากคนอื่น การค่อยๆซื้อหุ้นที่ละรอบนี่แหละจะทำให้ข่าวการเปลี่ยนผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทอสังหาจงเฮงนั้นไม่ดังเท่ากับการซื้อหุ้นทีเดียว 50%

การกระทำแบบนี้ไม่ใช่สิ่งที่ซูข่านคิดขึ้นมาเอง มันอยู่คู่กับโลกใบนี้มานานแล้ว

วงการธุรกิจเองก็โหดร้ายอยู่พอประมาณ หากว่าบริหารบริษัทไม่ดี คุณก็พร้อมที่จะเสียบริษัทให้กับคนอื่นได้ทุกเมื่อ

หลู่เฉียนซานมองมาที่ซูข่านและพูดต่อว่า

"เดี๋ยวหลังจากนี้ประมาณครึ่งเดือน ทางบริษัทว่านเซี่ยงก็น่าจะถือหุ้นใหญ่ของบริษัทจงเฮงค่ะ"

"ยังก่อน"

ซูข่านส่ายหัวอย่างรวดเร็ว

"ไม่ต้องรีบขนาดนั้นก็ได้ ตลาดหุ้นอสังหาในเซียงเจียงจะคงอยู่ในระดับนี้ไปอีกนาน ตอนนี้มันยังเป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น รอให้มูลค่าของหุ้นตกลงไปมากกว่านี้แล้วค่อยซื้อหุ้นของบริษัทจงเฮง"

"ช้าๆได้พร้าเล่มงาม…"

ดวงตาของซูขายเปล่งประกายออกมาพร้อมกับหัวเราะเบาๆ

ในตอนนี้มูลค่าที่ดินในเซียงเพิ่งลดไปแค่ประมาณ 20% เท่านั้นเอง ในอนาคตอาจจะลดลงไปอีก 50% เลยก็ได้

พอถึงตอนนั้นค่อยซื้อหุ้นที่ราคาต่ำสุดๆแล้วก็เป็นเจ้าของบริษัทอสังหาจงเฮงอย่างเป็นทางการ

"อะไรนะคะ? ราคาของหุ้นจะลดมากกว่านี้อีกเหรอ?"

จางหม่านพูดออกมาเสียงดังด้วยความตกใจ