ตอนที่ 307

ด้วยส่วนลดกว่าเกือบ 10% เท่ากับว่าว่านเซี่ยงกรุ๊ปจะได้ซื้ออสังหาฯในราคาที่ถูกยิ่งขึ้นไปอีก และทางธนาคาร HSBC ก็สามารถระบายทรัพย์ที่ยึดมาจากบริษัทต่างๆได้

นี่เป็นสถานการณ์ที่ดูเหมือนจะ win-win ทั้งสองฝ่ายก็จริง แต่สำหรับซูข่านแล้วนี่คือการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว แถมนกทั้งสองนั้นยังบินมาหาปืนถึงที่อีกด้วย

เขาไม่จำเป็นต้องไปตระเวณหาซื้ออสังหาฯ แต่อสังหาฯกลับมาขายให้เขาถึงที่ แถมราคาก็ถูกกว่าตลาดอีก

เขาพอใจกับทักษะการเจรจาของจางหม่านมาก หากเป็นเขาเอง อาจจะโดนหวางหมันหยูเกลี้ยกล่อมจนเหลือ 7% ก็ได้ ก็จริงอยู่ที่ตัวเลขแค่ 1-2% มันจะไม่ได้เยอะอะไรเลย แต่ถ้าตีเป็นเงินจากพันกว่าล้าน

1-2% บางทีอาจจะสูงถึงหลายสิบล้านได้เลยทีเดียว จางหม่านสามารถทำให้บริษัทไม่เสียเงินจากจุดนี้ได้จำนวนมาก

จากนั้นจางหม่านและหวางหมันหยูก็ได้พูดคุยกันต่อเกี่ยวกับเรื่องสัญญา ไม่นานหวางหมันหยูก็ขอตัวกลับก่อน

หลังจากนั้นหวางหมันหยูได้จากไป ซูข่านก็มองไปที่จางหม่านและพูดกับเธอด้วยรอยยิ้ม

"วันนี้เธอทำได้ดีมาก"

"ขอบคุณค่ะเจ้านาย"

จางหม่านยิ้มจนแก้มแทบปริ เธอมีความสุขมากที่ได้รับคำชมจากซูข่าน

"ด้วยการเจรจาของเธอครั้งนี้ ทำให้บริษัทประหยัดเงินได้หลายล้านเลยทีเดียว ดูเหมือนว่าฉันจะต้องมอบรางวัลให้เธอซะหน่อยแล้ว"

จางหม่านรู้สึกดีใจมาก ตอนนี้เธออยากจะกระโดดโลดเต้นไปทั่วทั้งห้อง

รางวัลอะไรที่เจ้านายจะให้เรา?

เธอจับจ้องไปที่ซูข่านด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง เธอพยายามจินตนาการเพ้อฝันไปเรื่อยตามประสาผู้หญิง

ซูข่านเปิดตู้ข้างๆแล้วหยิบสำเนาเอกสารออกมาจำนวน 1 กอง จากนั้นเขาก็วางเอกสารกองนั้นไว้บนโต๊ะ

"นี่คืออสังหาฯที่ทางบริษัทอสังหาฯจงฮงครอบครองอยู่ อสังหาฯพวกนี้มีพื้นที่มากกว่า 100 ตารางเมตร เธอสามารถเลือกอสังหาฯไหนก็ได้ที่เธอต้องการได้เลย"

"ฉันจะให้อสังหาฯเธอหนึ่งที่ เอาเป็นว่าฉันขอรวมกับครั้งที่แล้วด้วยละกัน"

ซูข่านชี้ไปยังเอกสารที่วางอยู่บนโต๊ะข้างหน้าเขา

สำเนาเอกสารพวกนี้ผู้ทำขึ้นโดยฝ่ายประสานงานของบริษัทอสังหาฯจงฮง พวกเขาได้ขอให้ซูข่านช่วยตรวจสอบอสังหาฯพวกนี้

หลังจากที่ซูข่านดูมันทั้งหมด เขาก็ได้เก็บมันไว้เพื่อซ่อนจากหวางหมันหยู

จางหม่านเองก็ทำงานกับว่านเซี่ยงกรุ๊ปมาเป็นเวลานาน ซูข่านเคยจะซื้อบ้านเป็นรางวัลให้กับจางหม่านเหมือนกัน แต่ตอนนั้นเธอก็ได้ปฏิเสธและรอเวลาที่เหมาะสม

สำหรับคนที่ทำงานให้กับซูข่านแล้วทำผลงานได้ดี ซูข่านพร้อมที่จะมอบรางวัลใหญ่ให้กับพวกเขาอยู่แล้ว

เช่นเดียวกันกับอสังหาฯที่ซูข่านกำลังจะมอบให้จางหม่านตอนนี้ อสังหาฯที่มีเนื้อที่กว่า 100 ตารางเมตรนั้น ถึงแม้ว่าราคาของมันจะลดลงจากก่อนหน้านี้ก็จริง แต่ก็ยังมีมูลค่าที่สูงกว่าคนทั่วไปจะซื้อได้อยู่ดี

"ขอบคุณมากค่ะเจ้านาย ขอบคุณมากค่ะ"

จางหม่านได้ยินว่าซูข่านจะมอบบ้านให้ เธอก็รีบก้มหัวขอบคุณอย่างรวดเร็ว

เซียงเจียงเองเป็นสถานที่เล็กๆที่มีผู้คนอยู่อย่างหนาแน่น ที่อยู่อาศัยต่างๆก็อัดแน่นไปด้วยผู้คน และนับวันประชากรก็มีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไหนจะยังคนที่อพยพมาจากแผ่นดินใหญ่อีก

ยังไม่รวมพวกคนจากเอเซียจะตะวันออกเฉียงใต้อีกนะ พวกเขาต่างหลั่งไหลมาตั้งรกรากกันที่นี่ ลูกหลานของพวกเขาก็ยิ่งเพิ่มความหนาแน่นให้กับเมืองนี้ขึ้นไปอีก

บ้านหลังเล็กๆหลังหนึ่ง อาจจะมีครอบครัวอาศัยอยู่ถึง 4-5 ครอบครัวเลยทีเดียว แน่นอนว่าแต่ละครอบครัวก็มีสมาชิกมากกว่า 3 คนอยู่แล้ว ลองคิดอยู่บ้านขนาด 50 ตารางเมตรที่มีคนอาศัยอยู่ 20 คนดูสิ

ราคาบ้านหนึ่งหลังจึงสูงเอามากๆสำหรับคนที่ทำงานหาเช้ากินค่ำในเซียงเจียง ไม่ต้องพูดถึงบ้านที่มีขนาดกว่า 100 ตารางเมตรเลย แค่เช่าอยู่ยังทำไม่ได้เลยมั้ง

ในตัวเมืองเซียงเจียงจึงเต็มไปด้วยตึกสูงมากมายยังไงล่ะ ไม่ใช่ตึกที่มีการทำธุรกิจหมุนเวียนเป็นล้านหรอกนะ แต่เป็นตึกที่เต็มไปด้วยคนอยู่อาศัยนับพัน

ในตึกบางแห่ง เจ้าของตึกได้แบ่งห้องที่มีขนาดเล็กอยู่แล้วลงไปอีกครึ่งหนึ่งเพื่อเพิ่มจำนวนห้องโดยใช้ผ้าม่านกัน ขนาดห้องที่มีสภาพขนาดนั้นยังมีคนเช่าอยู่เต็มตึกอีก

ไม่แปลกหรอกที่ในอนาคตราคาอสังหาฯในเซียงเจียงจะพุ่งสูงแบบหยุดไม่อยู่

"เจ้านายเป็นคนที่ใจกว้างที่สุดเท่าที่ฉันเคยรู้จักมาเลยค่ะ"

จางหม่านพูดกับซูข่านด้วยรอยยิ้ม

"ฮ่าๆ"

เมื่อมองไปที่จางหม่านแล้ว ซูข่านก็หัวเราะออกมาอย่างมีความสุข

ซูข่านได้นึกถึงการพัฒนาต่อยอดในอนาคตของอสังหาฯที่เป็นของบริษัทจงฮง อสังหาฯพวกนั้นสามารถที่จะทำให้เป็นบ้านที่แสนวิเศษได้

ถ้าหากว่าปรับปรุงบ้านพวกนั้นให้สามารถอาศัยอยู่ได้ แล้วเปิดให้เช่าอย่างเดียวโดยไม่ขาย

โดยราคาที่เปิดให้เช่านั้นก็เป็นเรทที่เงินเดือนของพนักงานสามารถที่เช่าอยู่ได้ เรียกง่ายๆว่าปล่อยเช่าในราคาที่ถูกกว่าตลาด

เหตุผลที่ซูข่านอยากจะปล่อยเช่ามากกว่าขาย เพราะราคาบ้านในเซียงเจียงนั้นสูงเกินไป พนักงานเงินเดือนที่ไหนจะมีเงินไปผ่อนบ้านพวกนั้น

แต่เรื่องพวกนี้จำเป็นต้องวางแผนอีกครั้งในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

แถมยังจำเป็นต้องมีอสังหาฯมากกว่านี้อีกด้วย

จากนั้นซูข่าก็ได้นั่งรถไปยังท่าเรือเซียงเจียงเพื่อข้ามเรือกลับฝั่งแผ่นดินใหญ่

การมาเซียงเจียงครั้งนี้ เป็นการอยู่ในเซียงเจียงที่ยาวนานที่สุดแล้วสำหรับซูข่าน เขาได้ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านหลังใหม่เป็นเวลาหลายเดือน

กว่าจะได้กลับไปที่หนานจิงก็อาจจะเป็นหลังวันชาติก็ได้(1 ตุลาคม) ตอนนั้นก็น่าจะเป็นฤดูใบไม้ร่วงพอดี

การเดินทางมาเซียงเจียงครั้งนี้ยังเป็นครั้งที่เขาใช้เงินมากที่สุดอีกด้วย และการกลับฝั่งแผ่นดินใหญ่ ซูข่านไม่ได้วางแผนที่จะกลับไปที่หนานจิงก่อน แต่เขาวางแผนว่าจะไปที่เซี่ยงไฮ้สักหน่อย

จากนั้นก็พักอยู่ที่เซี่ยงไฮ้สักพักเพื่อชมตัวเมือง ทางบริษัทอสังหาฯและซิงซีกรุ๊ปเองก็น่าจะเตรียมการสร้างตึกสูงไปได้ไกลแล้วเหมือนกัน

ซูข่านก็ว่าจะไปดูตึกนั้นกับรอบๆด้วยพอดี

ต้าเฟยเป็นคนอาสาขับรถมาส่งซูข่านที่ท่าเรือ

ไม่นานเรือก็ได้มาจอดเทียบท่า ซูข่านและซงหมิงเจียงก็ได้บอกลาต้าเฟยและขึ้นเรือกลับฝั่งแผ่นดินใหญ่

เมื่อถึงอีกฝั่ง ทันทีที่ซูข่านกำลังเดินออกพร้อมกับคนอื่น เขาก็สังเกตเห็นลู่กั่วเฉียงกับสูเจิ้งเหมามารออยู่ที่ท่าเรือ

ลู่กั๋วเฉียงเมื่อเห็นซูข่าน เขารีบวิ่งเข้ามาหาซูข่านและทักทายด้วยน้ำเสียงที่มีความสุข

"สวัสดีครับพี่สาม"

สูเจิ้งเหมาเองก็เดินตามลู่กั๋วเฉียงมาติดๆ

เขามองไปที่ซูข่านด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเคารพ แววตาของเขาก็เต็มไปด้วยความซาบซึ้งในบุญคุณ