เดี๋ยวหลังจากปี 1990 ค่าโฆษณาในทีวีจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในช่วงเวลาไพร์มไทม์ ราคาสูงจนน่าตกใจเลยทีเดียว
ถ้ายิ่งในปีหลัง 2000 ค่าโฆษณานี่ไม่ต้องพูดถึงเลย บางทีอาจจะสูงเป็นสิบถึงร้อยล้านหยวนได้เลย
แต่ในยุคนี้สื่อบรรเทิงในประเทศจีนจะมีเพียงรายการในทีวีเท่านั้น ค่าโฆษณาราคามันถูกจนจินตนาการไม่ถึงทีเดียว แต่สำหรับคนในยุคนี้ก็คือว่าสูงแหละ
แต่ผลลัพธ์ของโฆษณายุคนี้นั้นดีกว่าการโฆษณาในมือถือซะอีก เพราะเกือบทุกคนจะต้องดูทีวีที่บ้านกัน และโฆษณาของยุคนี้นั้นก็มีเสน่ห์อย่างบอกไม่ถูก ไม่ว่าจะเป็นวลีขายของหรือกระทั่งเพลง
คนในยุคปัจจุบันบางคนยังสามารถฮัมเพลงในโฆษณาได้อยู่เลย เห็นไหมล่ะว่าโฆษณายุคนี้มันมีผลลัพธ์ดีแค่ไหน แล้วถ้ายิ่งมีวลีเด็ดๆติดบ้านละก็ วลีนั้นก็จะพูดต่อกันอีกหลายสิบปีเลย
"ตอนนี้ที่คาร์ฟูร์จะเป็นแหล่งที่ขายพัดลมได้เยอะที่สุดใช่ไหม? แต่ต่อไปเราจะขยายออกจากหนานจิงไปเรื่อยๆ และสุดท้ายพัดลมของเราก็จะขายทั่วประเทศ"
ซูข่านพูดเบาๆ
แน่นอนว่านอกพื้นที่หนานจิงยังไม่มีซุปเปอร์มาร์เก็ต การที่ผู้คนต้องการซื้อพัดลมจะต้องซื้อผ่านคนของจางเฉียงเท่านั้น
"พี่สาม…แล้วพี่กั๋วเฉียงจะคิดยังไงเหรอครับ"
เมื่อรู้ว่าพัดลมที่ผลิตจากโรงงานของลู่กั๋วเฉียงอาจจะอยู่ในทีวี ภายในใจของจางเฉียงก็สว่างขึ้นมาอีกครั้ง ดวงตาของเขาก็ดูเป็นประกายมาก
"อย่าคิดมากน่า"
ซูข่านมองเห็นจางเฉียงแล้วพูดเบาๆ
"ฮัดชิ่วววววววว"
ขณะเดียวกันลู่กั๋วเฉียงก็ได้คัดจมูกขึ้นมาเฉย
ทางด้านฝั่งซูข่าน เขาก็พูดขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
"นายเป็นแค่คนรับของมาขายไม่ใช่เหรอ? นายไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนผลิตเลยสักหน่อย"
"ลูกค้าจะมาหานายเพื่อซื้อสินค้าอย่างเดียวถูกไหม? แล้วนายต้องไปคุยกับคนพวกนี้เองรึเปล่า?"
"แล้วโฆษณาที่จะลงฟรีไหม? นายไม่ได้ต้องโฆษณาเองสักหน่อยที่ออกอากาศก็มีคนรับจ้างทำ"
หลังจากฟังคำพูดของซูข่าน จางเฉียงก็นึกขึ้นมาได้ว่าเป็นความจริงทุกอย่างแล้วเขาก็หัวเราะอย่างเขินอาย พร้อมกับเอามือมาตบที่หัวตัวเองเบาๆ
"ผมเข้าใจแล้วครับพี่สาม
จางเฉียงเองนั่นแหละที่ตีตนไปก่อนไข้ เขาเห็นว่าการออกทีวีมันเป็นเรื่องที่ใหญ่มากสำหรับเขา
ตอนแรกเขาคิดว่าเขาต้องเป็นคนโฆษณาพัดลมด้วยตัวนี้เองด้วยซ้ำ ถ้าเป็นอย่างงั้นอาจไม่มีใครมาซื้อสักคนเลยแหละ
ซูข่านมองไปยังจางเฉียงและถามต่อ
"แล้วเรื่องที่ดินตรงชานเมืองในหนานจิงเป็นยังไงบ้าง?"
"ผมจัดการเรียบร้อยแล้วครับ"
จางเฉียงตกใจและรีบตอบอย่างรวดเร็ว
"ที่ดิน 100 ไร่ถูกซื้อเรียบร้อยแล้ว และผมก็ได้จดทะเบียนบริษัทแล้วด้วยครับ ตอนนี้เหลือแค่ชื่อบริษัทอย่างเดียวครับ"
"สปีดโลจิสติกส์(Speed Logistics)"
ซูข่านตอบจางเฉียงเบาๆ
"เป็นชื่อที่ดีมากเลยครับ"
จางเฉียงรีบประจบสอพลอทันทีที่ได้ยิน
ซูข่านกลอกตามองบนแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่เบื่อหน่าย
"นายรู้เหรอว่ามันหมายความว่าอะไร? หื้ม?"
ทุกวันนี้การขนส่งยังไม่ได้พัฒนาสักเท่าไหร่ ซูข่านจึงอยากได้ชื่อที่มันเกี่ยวข้องกับการขนส่งโลจิสติกส์ไว้ก่อน ชื่อนี้จะสอดคล้องกับการพัฒนาอีคอมเมิร์ซในอนาคต
สปีดโลจิสติกส์ก็ตามชื่อของมันเลย คือการขนส่งที่รวดเร็ว ชื่อนี้จะทำให้คนส่งรู้สึกว่าการขนส่งของที่นี่จะเป็นการขนส่งที่รวดเร็วมากๆ
และด้วยการทำโลจิสติกส์มันจะต้องครอบคลุมทุกภาคส่วนทั่วประเทศ ดังนั้นการซื้อที่ชานเมืองไว้สำหรับคลังสินค้าก็เป็นตัวเลือกที่ดีเช่นกัน
ในพื้นที่ชานเมืองเดี๋ยวก็จะเริ่มมีการพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จากที่ดินรกร้างก็จะกลายเป็นเขตเมืองในอีกไม่กี่ปี
ดังนั้นมูลค่าของที่ดินพวกนี้จะเริ่มสูงมากตามลำดับ
ตราบใดที่ตอนนี้ยังมีโอกาสอยู่ ซูข่านก็จะให้จางเฉียงซื้อดินบริเวณชานเมืองไปเรื่อยๆเพื่อสร้างโกดังเก็บของสำหรับจางเฉียงก่อน จากนั้นก็เริ่มพัฒนาให้กลายเป็นคลังสินค้าของสปีดโลจิสติกส์ในอนาคตก็ได้
หากว่ามีคลังสินค้าอยู่ทั่วประเทศแล้ว การเป็นบริษัทขนส่งอันดับ 1 ก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม ไม่ว่าจะเป็นพัสดุขนาดเล็กหรือว่าขนาดใหญ่ สปีดโลจิสติกส์ก็สามารถขนส่งได้หมด แถมใช้เวลาเพียงไม่กี่วันเท่านั้น
สำหรับพวกโลจิสติกส์ที่ไม่มีคลังสินค้าจนต้องไปเช่าโกดังที่อื่น พวกนี้ก็จะโดนสปีดโลจิสติกส์กลืนกินทั้งหมด
มันไม่ใช่เรื่องที่ซูข่านตั้งใจที่จะทำหรอก แต่มันเป็นเรื่องจริงที่เคยเกิดขึ้นเมื่อชาติก่อน
มันมีบริษัทขนส่งแห่งหนึ่งชื่อดังและมาแรงมากๆในยุคนั้น ตอนนั้นการขนส่งจากเหนือสุดไปใต้สุดบริษัทนี้สามารถใช้เวลาเพียว 1-2 วันเท่านั้นเอง
ผู้คนเลยแห่กันมาใช้บริการขนส่งพัสดุของบริษัทนี้เป็นจำนวนมาก แต่บริษัทนี้เพิ่งก่อตั้งได้ไม่นานไง พวกเขาไม่มีเงินทุนพอที่จะซื้อที่ดินทำคลังสินค้า พวกเขาจึงได้ทุ่มทุนมหาศาลในการเช่าโกดัง
แต่ทุกอย่างก็ไม่ได้เป็นไปตามที่พวกเขาหวัง ที่ดินที่พวกเขาเช่านั้นมีขนาดที่จำกัด มันไม่เพียงพอต่อพัสดุที่เข้ามาต่อวันนับพันๆหมื่นๆชิ้น
สุดท้ายแล้วการไม่มีที่เก็บพัสดุมันก็จะทำให้การขนส่งมีระยะเวลาที่นานขึ้น จาก 1-2 วันก็ได้ขยับเป็น 3-5 วัน จาก 3-5 วันก็เริ่มเป็นอาทิตย์จนถึงเป็นเดือนๆ ขนาดจังหวัดใกล้เคียงยังใช้เวลาเป็นเดือนเลย
ด้วยค่าเช่าที่ดินที่ต้องจ่ายมหาศาลทุกๆเดือน รวมกับค่าชดใช้ที่ขนส่งล่าช้า สุดท้ายบริษัทโลจิสติกส์แห่งนี้ก็ได้ขายกิจการต่อในที่สุด
ซูข่านจะไม่ให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับสปีดโลจิสติกส์เด็ดขาด หากว่าคุมตลาดตรงนี้ได้ก็สามารถกลืนส่วนแบ่งโลจิสติกส์อื่นๆได้เรื่อยๆ
ต้องรู้ไว้เลยว่ามูลค่าเม็ดเงินที่ไหลเวียนในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์นั้นมีมากถึงล้านล้านหยวน
มันเปรียบเสมือนกับเค้กที่ก้อนใหญ่ๆมากก้อนหนึ่ง สปีดโลจิสติกส์เองก็ต้องการตัดแบ่งชิ้นส่วนเค้กนี้ออกมาบ้าง ถ้ามีโอกาสก็อยากจะตัดชิ้นใหญ่ขึ้นทุกๆปี
"เอ่อ"
"พี่สามครับนอกจากที่ดินในหนานจิงแล้ว เมืองเว่ยที่อยู่ถัดไปผมก็ได้ซื้อที่ดินตรงนั้นประมาณ 100 ไร่แล้วครับ"
จางเฉียงรีบเปลี่ยนเรื่องทันทีที่ซูข่านดุ แต่ซูข่านไม่ได้ดุจางเฉียงด้วยความโกรธ มันเป็นการดุแบบเป็นกันเอง
ปกติแล้วพี่สามจะไม่คุยกับคนอื่นแบบนี้เลย แล้วพี่สามได้พูดแบบนี้เขา จางเฉียงเองรู้สึกมีความสุขมาก
"เมืองเว่ย?"
เมื่อได้ยินซูข่านก็เบิกตากว้างออกมา
"ที่ดินเมืองนั้นนายซื้อไว้สัก 200 ไร่ก็ได้นะ"
จางเฉียงรู้สึกประหลาดใจมากที่ได้รับคำสั่งให้ซื้อที่ดินเมืองเว่ยเยอะขนาดนี้
แต่สำหรับซูข่านแล้วเขาย่อมรู้ดีว่าเมืองนี้เป็นจุดศูนย์กลางของโลจิสติกส์ในอนาคต ที่นี่จะเป็นจุดใหญ่ในการกระจายพัสดุไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน
ทุกจังหวัดในตะวันออกเฉียงเหนือจะต้องผ่านเมืองเว่ยแทบทั้งสิ้น ดังนั้นที่แห่งนี้สมควรที่จะมีคลังสินค้าขนาดใหญ่กว่าที่อื่นเล็กน้อย
นอกจากหนานจิงแล้วยังมีเมืองใหญ่อีกหลายเมืองในมณฑลเหอเป่ย์ ที่สามารถทำการเป็นจุดกระจายสินค้าได้ เป็นศูนย์รวมโลจิสติกส์
แต่สำหรับเมืองทั่วไปแล้วใช้พื้นที่ 100 ไร่ก็น่าจะเพียงพอต่อพัสดุที่เข้ามาแล้ว
ซูข่านคิดว่าพื้นที่ 200 ไร่ในเมืองเว่ยจะมีประโยชร์อย่างมากสำหรับสปีดโลจิสติกส์
ถึงแม้ว่ามูลค่าที่ดินของมันจะไม่ได้สูงเท่ากับที่หนานจิงก็เถอะ ที่นั่นเป็นเมืองชั้นรองและยังเป็นชานเมืองอีกด้วย
"นายต้องเร่งหาที่ดินแบบนี้อีก ถ้าเงินส่วนแบ่งของฉันหมดก็ให้มาบอก"
ซูข่านบอกให้จางเฉียงเร่งทำโครงการนี้ให้เร็วขึ้น
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved