ตอนที่ 303

ซูข่านหันกลับมามองจางหม่านและซุนเจิ้งยี่ก่อนจะพูดกับทั้งสองด้วยรอยยิ้ม

"เที่ยงแล้ว กินข้าวกันก่อนเถอะ เดี่ยวค่อยจัดการเรื่องสัญญาทีหลัง"

"ค่ะ"

จางหม่านพยักหน้า

ซุนเจิ้งยี่ก็พยักหน้าตามจางหม่าน เขาไม่สามารถปฏิเสธคำชวนของนักลงทุนที่ลงเงินในบริษัทเขา 5 ล้านดอลล่าห์ได้หรอก

ด้วยเงิน 5 ล้านดอลล่าห์ ซอร์ฟแบงค์จะมีเงินหมุนเวียนในบริษัทมากขึ้น และยังสามารถขยายบริษัทต่อไปได้อีกหลายปี

และด้วยประเทศญี่ปุ่นที่กำลังมีเศรษฐกิจดี เงินก้อนนี้ของซูข่านนี่แหละ ที่จะทำให้ซอร์ฟแบงค์ก้าวนำคนอื่นไปอีก 2-3 ก้าว

ซูข่านยืนขึ้นและเดินนำทั้งสองคนกลับไปยังบ้านสวน จางหม่านและซุนเจิ้งยี่ก็ลุกจากเก้าอี้และเดินตามซูข่าน

ภายในบ้านสวนนั้นสะอาดและสวยงามอย่างมาก แถมยังมีกลิ่นหอมของอาหารลอยอบอวลไปทั่วทั้งบ้านอีก

ซูข่านมองไปที่โต๊ะก็มีปลาเฮอร์ริ่งตุ๋นอยู่ในหม้อวางอยู่บนโต๊ะ นี่คือปลาที่เขาตกได้ในวันนี้ จากนั้นเขาก็นั่งลงและบอกให้จางหม่านและคนอื่นๆนั่งตาม

อาหารเที่ยงมื้อนี้ถึงจะมีแค่ปลาเฮอร์ริ่งตัวเดียวก็ตาม แต่ด้วยขนาดของมันกว่า 5-6 กิโล แค่นี้ก็น่าจะพอทำให้อิ่มได้หลายคนแล้ว

ทั้งซูข่านและคนอื่นๆก็เริ่มกินปลาเฮอร์ริ่ง ซงหมิงเจียงคงใช้ทักษะทำอาหารที่เขาได้จากสงครามเวียดนามมาทำอาหารมื้อนี้ กลิ่นหอมของมันทำให้นึกถึงดินแดนทางตอนใต้ของประเทศจีนเลย

ซุนเจิ้งยี่เองก็กินปลาเช่นเดียวกับซูข่าน

ซูข่านเพิ่งได้เห็นกับตาก็คราวนี้แหละ ก่อนหน้านี้เขารู้จักกับซุนเจิ้งยี่ผ่านทางหนังสืออัตชีวประวัติเท่านั้น หลังจากได้มาเจอตัวจริงซูข่านก็หมดคำถามในหัวของเขาตอนที่อ่านอัตชีวประวัติทันที

ปลาเฮอร์ริ่งนั้นสามารถหาได้จากทั่วทุกมุมโลก หลายประเทศต่างก็คิดเมนูสำหรับปลาชนิดนี้ไว้มากมาย บางประเทศก็ได้นำปลาเฮอร์ริ่งไปตากแห้งเพื่อยืดอายุของมัน บางประเทศก็นำไปกินคู่กับซอสต่างๆ

วัตถุดิบนี้เป็นที่นิยมของทั่วทั้งโลกในเวลาต่อมา

หลังจากที่กินมื้อเที่ยงเสร็จ ซูข่านก็ได้บอกให้จางหม่านไปจัดการทำสัญญากับซุนเจิ้งยี่

ไม่นานตั้งสองก็ลงนามในสัญญาระหว่างสองบริษัทกันเสร็จ

"เจ้านายคะ"

จางหม่านเรียกซูข่านที่นั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ เขากำลังนั่งมองทิวทัศน์ของทุ่งนาและฟังเสียงของแมลง

ซูข่านเงยหน้าขึ้นมามองจางหม่านที่เรียกเขา

"ว่าไง?"

ซูข่านตอบรับเบาๆ

"ฉันไม่เข้าใจค่ะ"

"ทำไมเจ้านายถึงได้ยื่นข้อเสนอนั้น? เงินตั้ง 5 ล้านดอลล่าห์เลยนะ"

จางหม่านพูดห้วนๆด้วยความสงสัย

สำหรับเจ้านายแล้วเงินจำนวน 5 ล้านดอลล่าห์มันอาจจะไม่ได้เยอะอะไรก็จริง

แต่ที่ในเซียงเจียง อเมริกา หรือในประเทศจีนเองก็ตาม เงินจำนวน 5 ล้านดอลล่าห์นั้นมันมหาศาลมากๆกับแค่บริษัทๆเดียว

เงินจำนวนี้สามารถแบ่งไปลงทุนกับบริษัทสตาร์ทอัพใหม่ๆได้เป็นสิบบริษัท และผลตอบแทนที่จะได้รับก็สามารถมองเห็นได้ในระยะเวลาไม่ถึง 3 ปีด้วย

ซูข่านตอบจางหม่านช้าๆ

"เศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่นนั้นเติบโตอย่างต่อเนื่อง ที่นั่นเศรษฐกิจกำลังเฟื่อนฟูสุดๆเลยเธอรู้ไหม?"

"การลงทุนด้วยเงิน 5 ล้านดอลล่าห์กับซอร์ฟแบงค์ ก็จริงอยู่ว่าข้อเสนอของฉันมันเสียเปรียบมากๆ แต่เชื่อฉันเถอะ เราจะไม่ขาดทุนจากเงินจำนวนนี้"

นี้เป็นการลงทุนระยะยาว จางหม่านเองคงไม่รู้ถึงผลตอบแทนที่จะได้กลับคืนมาหรอก

"ฉันก็ยังไม่เข้าใจค่ะ"

จางหม่านถามต่อด้วยความสงสัย

"จริงๆ 5 ล้านดอลล่าห์นั้น มันไม่ได้สำหรับลงทุนซอร์ฟแบงค์หรอก แต่เป็นซุนเจิ้งยี่ต่างหาก"

ซูข่านอธิบายช้าๆ

เมื่อได้ยินคำพูดของซูข่าน จางหม่านก็อ้าปากค้างออกมาด้วยความตกใจ เธอไม่คิดมาก่อนเลยว่าเจ้านายจะให้ความสำคัญกับซุนเจิ้งยี่ขนาดนี้

ก่อนหน้านี้ที่เขาประเมินมูลค่าของซุนเจิ้งยี่หลายล้านนั่นคือเรื่องจริงงั้นเหรอ?

จางหม่านก็พอรู้มาบ้างว่าซุนเจิ้งอี้สามารถทำอะไรได้บ้าง แต่เงิน 5 ล้านดอลล่าร์กับการซื้อซุนเจิ้งยี่ให้มาทำงานด้วยเนี่ย

มันคุ้มจริงๆเหรอ? เขามีค่ามากกว่า 5 ล้านดอลล่าห์อีกอย่างงั้นเหรอ?

เมื่อเห็นท่าทางสับสนของจางหม่าน ซูข่านก็ส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้

ซูข่านรู้ดีว่าหากยื่นข้อเสนอนำเงินแลกหุ้นปัจจุบันของซอร์ฟแบงค์นั้น จะต้องทำให้ซุนเจิ้งยี่ไม่พอใจและอติกับว่านเซี่ยงกรุ๊ปแน่ๆ

แต่ข้อเสนอใหม่ที่เขาเสนอไปนั้น จะต้องทำให้ซุนเจิ้งยี่รู้สึกพึงพอใจและจะต้องหาทางมาตอบแทนว่านเซี่ยงกรุ๊ปแน่นอน

เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมซูข่านก็พร้อมที่จะขายหุ้นของทางซอร์ฟแบงค์ทันที ซุนเจิ้งยี่ก็จะยิ่งสบายใจขึ้นไปอีกขั้น

พอถึงเวลาที่ญี่ปุ่นเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ ตอนนั้นซูข่านก็จะซื้อหุ้นของซอร์ฟแบงค์ในราคาที่ต่ำ ซุนเจี้งยี่ก็จะซาบซึ้งในน้ำใจอันงามของซูข่านในครั้งนี้

แล้วซูข่านก็จะถือหุ้นของซอร์ฟแบงค์ยาว จนเริ่มแบ่งกำไรกับทางซอร์ฟแบงค์โดยที่ซุนเจิ้งยี่ยังรู้สึกติดหนี้บุญคุณอยู่

ส่วนแบ่งที่ทางซอร์ฟแบงค์จะได้รับหลังปี 2010 นั้นเป็นจำนวนเงินที่มหาศาลอย่างมาก ในยุคนั้นเป็นยุคที่อินเตอร์เน็ตจะเริ่มเข้าสู่ภาคประชาชน คู่แข่งในตลาดก็มีไม่เยอะ

โอกาสที่ซอร์ฟแบงค์จะทำเงินได้จากทั่วโลกก็จะมาจากจุดนี้

ถึงแม้ว่าจะเป็นแผนระยะยาวก็ตาม ธุรกิจมันไม่ใช่เรื่องที่จะหวังผลกันเพียงข้ามคืนได้หรอก การสร้างโอกาสดีๆตั้งแต่เนิ่นๆเนี่ยแหละ จะเป็นอะไรที่เหมาะสมที่สุดแล้ว

"ตอนนี้บริษัทว่านเซี่ยงมีสภาพคล่องเป็นยังไงบ้าง?"

ซูข่านสูดหายใจเข้าลึกๆและถามกับจางหม่าน

"ครั้งล่าสุดที่เราได้เงินคือจากการซอร์ดตลาดอสังหาฯเซียงเจียง ตอนนั้นเราได้กำไรกว่า 1 พันล้านค่ะ รวมกับก่อนหน้านี้เท่ากับเรามีสภาพคล่องทางการเงิน 13,000 ล้านค่ะ"

"เราได้แบ่งเงิน 1,000 ล้านให้กับบริษัทอสังหาฯจงฮงในการสร้างตึกเมืองเซี่ยงไฮ้ เท่ากับเหลืออยู่ 12,000 ล้าน"

"และด้วยแผนการช่วยเหลือตลาดอสังหาฯเซียงเจียงที่เจ้านายได้บอกอีก 5,000 ล้าน แล้วก็ 1,000 ล้านให้กับการลงทุนในประเทศสหรัฐอเมริกากับสิทธิบัตร"

"ตีเป็นตัวเลขกลมๆตอนนี้บริษัทว่านเซี่ยงเหลือสภาพคล่องอยู่ที่ 6,000 ล้านค่ะ"

จางหม่านตอบอย่างมั่นใจ เธอทำเกี่ยวกับตัวเลขของบริษัทมามาก เธอย่อมรู้สภาพคล่อของบริษัทดีกว่าใคร

"โอเค"

ซูข่านพยักหน้า จากนั้นเขาก็ครุ่นคิอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้นมา

"เตรียมเงินครึ่งหนึ่งที่เหลือให้ฉันด้วย"

จางหม่านตกใจมากที่ได้ยิน เธอเลยถามด้วยความประหลาดใจ

"เจ้านายจะเอาเงินไปสร้างตึกอีกแล้วเหรอคะ?"

หน้าผากของจางหม่านมีเหงื่อไหลออกมา ทำไมเจ้านายอยากจะสร้างตึกสูงอีกแล้ว?

เขาเป็นพวกบ้าตึกที่มีขนาดสูงเฉียดฟ้ารึยังไง

จางหม่านกระพริบตาดวงโตๆของเธอมองไปที่ซูข่านเหมือนกับเด็กตัวน้อยที่กำลังมองผู้ใหญ่

คนทั่วไปจะรู้จักว่าเธอเป็นเหมือนราชินีในวงการธุรกิจก็จริง แต่ต่อหน้าซูข่านแล้ว เธอก็เป็นผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่งเท่านั้น

หากว่าคนอื่นมาเห็นจางหม่านในสภาพนี้ คนอื่นจะต้องคิดว่านี่ต้องไม่ใช่จางหม่านที่เขารู้จักแน่

ซูข่านส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้อีกครั้ง จากนั้นเขาก็ได้พูดกับจางหม่านต่อ

"ฉันจะให้เธอแบ่งเงินครึ่งหนึ่งคือ 3,000 ล้านเข้ามาในตลาดหุ้น ช่วงนี้เป็นช่วงที่เหมาะแก่การซื้อ-ขาย มีหุ้นบางตัวจะเติบโดอย่างรวดเร็วในระยะเวลาไม่กี่ปีข้างหน้า"