ตอนที่ 220

ซูข่านได้บอกเสี่ยวผิงไม่ต้องทำอาหารเผื่อเขาและซงหมิงเจียง ให้ทำแค่กินกับเฒ่าหลี่สองคนก็พอ

วันนี้จ้าวชิงชิงน่าจะยุ่งกับงานที่มหาวิทยาลัย เธอเลยไม่ได้มาที่บ้านของซูข่าน

ทั้งสามคนได้เดินออกจากซอยไปยังถนนใหญ่ จากนั้นพวกเขาก็มาที่ป้ายรถเมล์เพื่อรอรถ

ไม่นานรถเมล์ก็ได้มาถึง พวกเขาทั้งสามได้มุ่งหน้าไปยังถนนไทเซียนเหมินที่อยู่ไม่ไกล

ตอนนี้บุคคลที่มีทรัพย์สินเป็นพันๆจนถึงหมื่นล้านได้นั่งรถเมล์อยู่ ถ้ามีคนรู้เรื่องพวกนี้มันจะเป็นยังไงกัน คนทั้งโลกจะต้องตกใจกับการกระทำของซูข่านแน่ๆ

มีเงินเป็นหมื่นล้านแต่ไม่ยอมซื้อรถมาขับ กลับขึ้นรถเมล์แทนซะงั้น

ที่จริงแล้วคนมีรถส่วนตัวในหนานจิงมีน้อยมาก บนท้องถนนก็เต็มไปด้วยจักรยานซะส่วนใหญ่ นานๆจะเห็นรถยนต์ไม่ก็แท๊กซี่ผ่านมาถึงสักคัน กว่ารถยนต์จะเริ่มนิยมก็ใช้เวลาอีกหลายปี

ไม่นานรถเมล์ก็ได้มาถึงถนนไทเซียนเหมิน ป้ายรถเมล์ที่ถนนไทเซียนเหมินมีคนลงเยอะมาก รถเมล์เป็นคมนาคมเดียวที่รวดเร็วและถูกที่สุดสำหรับคนยุคนี้แล้ว

ระหว่างที่เดินไปบนถนนไทเซียนเหมิน ตอนนี้ก็ใกล้ถึงเวลาอาหารเย็นแล้ว มีคนจำนวนมากอยู่ที่ถนนแห่งนี้ นอกจากนั้นยังมีแผงลอยและร้านอาหารเล็กๆ 2-3 ร้านเปิดอยู่ระหว่างทาง และยังมีร้านขายของชำอีก

ธุรกิจการท่องเที่ยวในหนานจิงก็ไม่ได้แย่ซะที่เดียว มีนักท่องเที่ยวแห่กันมาดูเมืองเก่ามากมาย ร้านค้าพวกนี้เลยขายนักท่องเที่ยวได้บ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็มักจะขายคนท้องถิ่นเป็นหลัก

หลังจากนี้ไม่นานร้านค้าต่างๆก็จะเริ่มขายดีมากขึ้นเรื่อยๆ จนร้านเริ่มมีชื่อเสียง มันก็ดูเป็นเรื่องที่ดีนะ แต่มันก็มีปัญหาอยู่เล็กน้อย

พอร้านไหนที่มีชื่อเสียงและมีฐานลูกค้าอยู่มาก ราคาของที่ดินหรือบ้านหลังนั้นก็จะสูงตาม เมื่อพวกเขาเห็นว่ามีลูกค้าเข้าร้านตลอดก็ไม่อยากจะขายให้กับคนอื่น

ถึงแม้จะขายก็จะขายราคาสูงกว่าตลาดเช่นกัน แต่สำหรับซูข่านแล้วเขาไม่ได้ปัญหาเรื่องเงินแต่อย่างใด

ตราบใดที่พวกเขาขาย ซูข่านก็พร้อมที่จะซื้อเช่นกัน แต่ก็ไม่ใช่จะโก่งราคาเท่าไหร่ก็ได้ ซูข่านก็ได้ตั้งขอบเขตของราคาที่รับได้อยู่

ถึงซื้อบ้านหรือที่ดินมาแล้วไม่ได้ใช้งานก็ตาม แต่ทิ้งไว้นานๆเดี๋ยวมูลค่าของมันก็จะขึ้นเอง เป็นการเกร็งกำไรที่ดีที่สุดแล้ว

"นั่นร้านวังหลวงนิ"

ไม่นานทั้งสามคนก็ได้เดินมาถึงร้านวังหลวง พวกเขาเห็นป้ายขนาดใหญ่ด้านหน้า ชูเฟิงเลยชี้ไปทันทีและพูดด้วยความตื่นเต้น

ข้างๆร้านอาหารวังหลวงมีรถจักรยานจอดเรียงรายเต็มหน้าร้าน ถัดไปอีกไม่ไกลก็มีรถยนต์ยุโรปจอดอยู่อีกหลายต่อหลายคัน

"ว้าว..มีมอเตอร์ไซต์ด้วย"

ชูเฟิงจ้องมองรถมอเตอร์ไซค์ด้วยท่าทางอิจฉา

นอกจากรถจักรยานแล้ว ก็ยังมีมอเตอร์ไซค์ที่จอดรวมอยู่ด้วยอีก

สมัยนี้คนมีรถหาได้ยากมาก ส่วนใหญ่แล้วก็มักจะเป็นพวกนักธุรกิจไม่ก็พวกคนรวยๆเท่านั้น

ซูข่านได้มองดูป้ายทะเบียนรถยนต์คันหนึ่ง เขาเห็นว่ามันเป็นรถของสถานทูตที่ประจำอยู่ในเมืองนี้

เขาไม่ได้คิดมาก่อนเลยว่าร้านอาหารนี้จะดึงดูดชาวต่างชาติมากินด้วย ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ที่รสชาติของร้านอาหารวังหลวงถูกปากพวกเขา

รถยุโรปต่างๆที่มาจอดก็ล้วนแล้วแต่เป็นรถที่มีระดับทั้งนั้น

"เข้าไปข้างในกันเถอะ"

ซูข่านได้เดินนำชูเฟิงและซงหมิงเจียงเข้าไปในร้าน

"สองท่านกับเด็กหนึ่งคนใช่ไหมครับ"

ทันทีที่พวกเขาทั้งสามเข้ามาในร้าน อยู่ๆก็มีผู้ชายวัยประมาณ 40 ได้มาต้อนรับพวกเขา ซูข่านรู้สึกคุ้นๆหน้าของชายคนนี้อยู่เล็กน้อย

ร้านอาหารวังหลวงแห่งนี้ซูข่านไม่ได้เป็นคนคัดเลือกพนักงานมาทำซักหน่อย แต่ทำไมมันถึงได้คุ้นๆหน้าของเขาจังเลย

เหมือนว่าเคยเจอกับเขาที่ไหนสักแห่งมาก่อน หรือว่าชาติที่แล้วของเรา? ซูข่านคิดไปก็พบว่าไม่เคยมีใบหน้านี้อยู่ในความทรงจำของเขาเลย มันทำให้ซูข่านรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย

"อ้าวคุณซู"

จากนั้นก็มีพนักงานเสิร์ฟอีกคนได้มาเดินมาแล้วก็รีบพูดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

"อะไรนะ"

ชายวัยกลางคนหันหน้าไปมองพนักงานอีกคนและหันกลับมาซูข่านอย่างรวดเร็ว

"พี่จางนี่คือคุณซูที่เจ้านายพูดถึงไงครับ"

ชายวัยกลางคนได้มองไปที่ซูข่านด้วยสายตาที่ประหลาดใจ จากนั้นเขาก็เปลี่ยนท่าทางของเขาที่แสดงออกให้เห็นถึงการเคารพต่อตัวซูข่านมาก

"เชิญครับคุณซู"

ชายวัยกลางคนได้พูดกับซูข่านอย่างสุภาพ ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะรู้จักซูข่านแค่ไหน แต่ซูข่านก็ได้แต่คุ้นๆหน้าของเขาเท่านั้น

"อืม"

ซูข่านเลิกคิดเกี่ยวกับชายคนดังกล่าวและพยักหน้าตอบรับ

ชายวัยกลางคนได้เดินนำซูข่านไปยังบ้านหลังข้างๆที่อยู่ติดกัน โดยบ้านทั้งสองหลังมีประตูเชื่อมต่ออยู่ตรงกลาง บริเวณขอบของประตูได้มีการแกะสลักตัวอักษรจีนโบราณไว้ มันสวยงามมาก

เมื่อเห็นภายในร้านที่ถูกตกแต่งสไตล์จีนโบราณและพนักงานที่ให้ความเคารพต่อซูข่าน หัวใจของชูเฟิงก็พองฟูออกมา

ทุกๆที่ที่พี่สามไปจะมีคนคนเคารพนับถือเสมอ ขนาดลุงคนนั้นยังให้ความเคารพต่อพี่สามเลย

เมื่อซูข่านได้เดินมายังอีกส่วนหนึ่งของร้าน มันก็กลายเป็นมุมส่วนตัวที่เงียบสงบทันที ก่อนหน้าภายในร้านวังหลวงตอนแรกจะเป็นห้องโถงที่มีหลายโต๊ะรวมกัน

แต่ส่วนที่ต่อเติมจากร้านเดิมนั้น เป็นโซนที่เงียบสงบ มีเพียงพนักงานเสิร์ฟและลูกค้าจำนวนไม่มากเดินเข้าออกเท่านั้น

ในช่วงเวลาสั้นๆเฒ่าจางสามารถจัดการบ้านหลังนี้รวมกับร้านเดิมของเขาได้อย่างไร้ที่ติ เขาสมควรที่จะเป็นเซฟประจำร้านนี้จริงๆ

"เชิญครับคุณซู"

ชายวัยกลางคนได้เปิดประตูห้องหนึ่งให้กับซูข่าน ภายในห้องมีการตกแต่งที่ดีไม่ต่างไปจากข้างนอก มีแจกันที่ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในราชวังประดับอยู่หลายใบ

สไตล์การแต่งร้านที่นี่ถือว่าไม่แพ้กับนักออกแบบเลย มันต้องเป็นที่ชื่นชอบของผู้คนในอนาคตแน่ๆ

"จะกินอะไรก็สั่งเลย"

ซูข่านหยิบเมนูและยื่นให้ชูเฟิง

"เอิ่ม…เอ่อ…อ่า…"

ชูเฟิงเปล่งเสียงประหลาดใจออกมา เขาไม่เคยเห็นอาหารที่หลากหลายและน่ากินแบบนี้มาก่อน ชูเฟิงเลยยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์และยื่นเมนูอาหารคืนให้กับซูข่าน

"ผมให้พี่สามสั่งให้ดีกว่าครับ ผมสามารถกินได้ทุกอย่างเลย"

ซูข่านกลอกตาอย่างช่วยไม่ได้แล้วก็สั่งอาหารไป 2-3 จาน โดยเขาได้สั่งที่เป็นจานที่มีโปรตีนเป็นหลักมา เนื่องจากชูเฟิงอยู่ในวัยที่กำลังเติบโต การได้รับโปรตีนที่เหมาะสมจะทำให้เขาเติบโตไปตามวัยได้ดี

ซูข่านได้สั่งจานเนื้อ 2-3 จาน จานผักอีก 1 จาน ตบท้ายด้วยซุป

"รอสักครู่ครับ"

ชายวัยกลางคนรับเมนูที่ซูข่านสั่งก่อนจะเดินออกจากห้องไป

ในเวลาไม่ถึง 5 นาทีอาหารสองจานแรกก็ได้มาเสิร์ฟ จานแรกเป็นหมูสามชั้น ส่วนจานสองเป็นพุงหมูที่เอาไปตุ๋น

โดยคนที่นำอาหารมาเสิร์ฟเป็นตัวของเฒ่าจางเอง

"คุณซู คุณกลับมาอีกแล้ว"

เฒ่าจางยังคงสวมชุดเซฟและถือจานอาหารของซูข่านอยู่ ตามมาด้วยชายวัยกลางคนที่อยู่ด้านหลัง

หื้ม?

ทันใดนั้นเองซูข่านก็นึกออกขึ้นมาทันทีว่าคุ้นหน้าของชายวัยกลางคนนี้มาจากที่ไหน เขาหน้าตาคล้ายกับเฒ่าจางมาก รึว่าเขาเป็นลูกชายของเฒ่าจาง?