ตอนที่ 339

เมื่อทั้งสองนั่งลง ซูข่านก็มองไปที่ตาเฒ่า

แม้ว่าตาเฒ่าจะอายุมากและมีผมหงอกแล้ว แต่ซูข่านก็สัมผัสถึงความมุ่งมั่นในตัวของตาเฒ่าได้อยู่ ร่างกายของเขานั้นก็แข็งแรงเกินกว่าคนที่อายุเท่ากันมาก

รวมๆแล้วตาเฒ่าดูดีกว่าชาติที่แล้วหลายขุมเลย

จากนั้นซูข่านได้เริ่มต้นบทสนทนาระหว่างเขากับตาเฒ่า

"โรงงานทำวิกผมเสร็จแล้วครับ"

"มีบริษัทจากเซียงเจียงเสนอเป็นนายทุนให้ครับ โดยทางบริษัทนั้นได้ใช้เงินลงทุน 500,000 หยวน ส่วนทางชาวบ้านเองก็ลงทุนเป็นที่ดินในหมู่บ้าน"

"แล้วทั้งสองฝ่ายก็แบ่งหุ้นส่วนกัน ฝ่ายบริษัทจากเซียงเจียงถือหุ้น 60% ฝ่ายหมู่บ้านซูเจียถือหุ้น 40%"

"เยี่ยมมาก"

ตาเฒ่ามองไปที่ซูข่านด้วยสายตาที่ชื่นชมและพูดต่อว่า

"นี่เป็นการร่วมมือที่ดีมาก ชาวบ้านเองก็เป็นเจ้าของหุ้นในโรงงานนี้ด้วยสินะ เป็นเรื่องที่ดีจริงๆ"

การสอนคนตกปลาเป็นย่อมดีกว่ามอบปลาเปล่าๆให้กับคนอยู่แล้ว ถ้าหมู่บ้านซูเจียได้เป็นหุ้นส่วนกับโรงงานวิกผมจริงๆ แสดงว่าหมู่บ้านจะได้รับเงินจากโรงงานเรื่อยๆทุกปี

ตราบใดที่วิกผมอะไรนั่นขายได้เรื่อยๆ เงินก็จะไหลเข้าสู่หมู่บ้านไม่ขาดสาย ตาเฒ่าแห่งตระกูลซูรู้สึกพอใจกับข้อตกลงอันนี้มาก

ถ้าหากว่านำเงินไปลงทุนให้กับหมู่บ้าน ตาเฒ่าเองก็คิดเหมือนกันว่าชาวบ้านจะใช้เงินนั้นอย่างสูญเปล่า

ซูข่านมองไปที่ท่าทางพอใจของตาเฒ่าก็ยิ้มเล็กน้อยก่อนจะพูดว่า

"นอกจากนี้เรื่องการเลือกพนักงานในโรงงานนั้น จะลำดับความคัญของคนในหมู่บ้านซูเจียก่อนเป็นอันดับแรก หากมีคนไหนสามารถบริหารได้ทางโรงงานก็ยินดีมอบตำแหน่งนั้นให้ครับ"

ตาเฒ่าพยักหน้าและถามว่า

"แล้วเรื่องเงินเดือนหรือสวัสดิการล่ะ?"

ซูข่านได้ยินก็ตอบด้วยรอยยิ้ม

"เรทเงินเดือนของพนักงานที่มาจากหมู่บ้านซูเจียจะเยอะกว่าพนักงานทั่วไปครับ ตอนสิ้นปีก็จะมีโบนัสให้ด้วย ส่วนพนักงานที่มาจากหมู่บ้านซูเจียจะได้รับการปรับเรทเงินเดือนเยอะกว่าพนักงานทั่วไปด้วยครับ"

"รายได้ของชาวบ้านซูเจียจะเยอะกว่าคนทั่วไปประมาณ 2 เท่า"

"2 เท่างั้นเหรอ?"

ตาเฒ่าดูตื่นเต้นเล็กน้อยและพูดต่อว่า

"นั่นเป็นเรื่องที่ดีมาก ชาวบ้านที่นั่นยากจนกันเกินไป ถ้าพวกเขาได้เงินเพิ่มแบบนี้ทุกปี พวกเขาน่าจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นแน่ๆ"

"ใช่ครับ"

ซูข่านเห็นท่าทางตื่นเต้นของตาเฒ่าแล้วก็สะเทือนใจอยู่หน่อยๆ

สิ่งที่เขาพอทำได้ก็คือการปรับปรุงธุรกิจให้เข้ากับชาวบ้านพวกนี้ พวกชาวบ้านจะได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นหน่อย

"นอกจากนี้บริษัทจากเซียงเจียงที่เป็นเจ้าของโรงงานวิกผม ยังได้บริจาคเงินสร้างโรงเรียนประถมสูง 3 ชั้นด้วยครับ"

ซูข่านได้พูดต่อช้าๆ

"โรงเรียนประถมงั้นเหรอ?"

ตาเฒ่าตบไปที่โต๊ะพร้อมกับพูดอย่างรวดเร็ว

"การศึกษานี่แหละจะช่วยฟื้นฟูประเทศได้ ถ้าทุกคนมีการศึกษาเหมือนกันหมด ตอนนั้นประเทศของเราก็จะเจริญรุ่งเรือง การบริจาคเงินสร้างโรงเรียนนี่เป็นเรื่องที่วิเศษมาก"

เมื่อตอนที่ตาเฒ่ายังเป็นเด็กนั้น ครอบครัวของตาเฒ่ายากจนและไม่มีเงินส่งเขาไปโรงเรียน เขาได้เรียนในโรงเรียนเพียงไม่กี่เท่านั้นเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับการเขียนและการอ่าน

ต่อมาก็เกิดสงครามขึ้นและตาเฒ่าก็ต้องเข้าร่วมกับกองทัพ

แม้ว่าโรงเรียนนี้จะไม่ได้เกิดในยุคของเขาก็จริง แต่ตาเฒ่าเองก็มีความสุขมากๆที่รู้ว่าเด็กที่นั่นจะได้ไปโรงเรียนเพื่อเรียนหนังสือกันตั้งแต่เด็ก

ตอนที่ไปรบนั้นตาเฒ่าเองก็ได้เห็นกับตาตัวเองมาแล้วว่าประเทศที่เด็กๆทุกคนได้รับการศึกษาทั่วถึงมันเป็นยังไง

ตาเฒ่าเองก็ส่ายหัวเล็กน้อยก่อนจะหัวเราะออกมาและถามกับซูข่านว่า

"บริษัทที่ทำเรื่องแบบนี้ได้คือบริษัทอะไร?"

"ซิงซีกรุ๊ปครับ"

ซูข่านหัวเราะออกมาหลังจากตอบเสร็จ

ตาเฒ่านี้ยังไม่รู้ความสัมพันธ์ระหว่างซูข่านกับซิงซีกรุ๊ป

ตาเฒ่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดว่า

"ซิงซีกรุ๊ปอย่างงั้นเหรอ? นักธุรกิจผู้รักชาติคนนั้นอะนะ"

"ปู่เห็นข่าวว่าเขาลงเงินไปกับตึกในเซี่ยงไฮ้และเผิงเฉิงแล้วไม่ใช่เหรอ? นี่เขายังไม่หยุดที่จะนำเงินมาใช้พัฒนาประเทศอีก สมแล้วที่เขาจะได้รับคำชมมากมายจากคนของรัฐบาล"

ซูข่านมองไปที่ตาเฒ่าที่พูดเรื่องราวของสูเจิ้งเหมาด้วยรอยยิ้ม มันไม่ง่ายเลยที่ตาเฒ่านี่จะชื่นชมใครง่ายๆ ไม่แปลกใจเลยที่ทำไมสูเจิ้งเหมาถึงได้โด่งดังอย่างมากในประเทศจีน

น่าเสียดายที่ตาเฒ่าไม่รู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเขากับซิงซีกรุ๊ป

อย่างไรก็ตามซูข่านไม่ได้วางแผนที่จะบอกเรื่องพวกนี้ให้คนอื่นรู้เร็วนัก เขารู้ดีว่าอีกไม่นานความจริงตรงนี้ก็จะเปิดเผยอยู่ดีในยุคที่มีอินเตอร์เน็ต

ในยุคที่มีอินเตอร์เน็ตจะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่สะดวกเกินไป การซ่อนอะไรก็ทำได้ยากในยุคนั้น มีคนนับล้านต้องการที่จะตรวจสอบเรื่องที่พวกเขาอยากรู้อยู่ และแน่นอนก็มีคนอีกเป็นล้านที่พร้อมจะเผยแพร่ข้อมูลเหล่านั้น

"ใช่ผู้ชายจากเซียงเจียงที่บริจาคเงินให้มหาวิทยาลัยชิงหวาด้วยไหม?"

ตาเฒ่าถามด้วยความสงสัย

"ใช่ครับ"

ซูข่านพยักหน้า

ก่อนหน้านั้นที่สูเจิ้งเหมาได้มาที่หนานจิง ตอนนั้นซูข่านได้บอกให้สูเจิ้งเหมาและจางหม่านบริจาคเงินให้กับมหาวิทยาลัย การบริจาคเงินก้อนนั้นทำให้มหาวิทยาลัยทั่วประเทศตกตะลึง

หลายต่อหลายมหาวิทยาลัยอิจฉาตาร้อนอย่างมาก พวกเขาติดต่อมายังสูเจิ้งเหมาและจางหม่านอย่างไม่ขาดสายจนทั้งสองไม่ได้พักผ่อน

แต่ซูข่านก็ได้บอกให้ทั้งคู่แก้ปัญหานี้ด้วยการบริจาคเงินเพียงเล็กน้อยให้กับมหาวิทยาลัยเหล่านี้ ซึ่งมันใช้เงินจำนวนไม่เยอะเลย

แต่กลับกันชื่อเสียงของสูเจิ้งเหมาและจางหม่านกลับเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เป็นเพราะสูเจิ้งเหมาได้ออกรายการทีวีบ่อยพร้อมกับข่าวการสร้างตึกสูง

ทำให้ชื่อเสียงของสูเจิ้งเหมาเยอะกลบชื่อเสียงของจางหม่านในที่สุด

นอกจากนี้ตอนที่สูเจิ้งเหมาได้ประกาศสร้างตึกสูงนั้น เขาได้ประกาศไปยังทั่วประเทศเกี่ยวกับโครงการประกวดออกแบบตึก ซึ่งมันทำให้นักศึกษา อาจารย์ รวมไปถึงคณะของสถาปัตยกรรมเข้าร่วมการประกวดนี้

ชื่อเสียงของสูเจิ้งเหมาก็ยิ่งดังขึ้นไปอีก เห็นได้ชัดว่าการที่เขาไปไหนมาไหนก็มักจะมีคนใหญ่คนโตมาให้ต้อนรับด้วยตัวเองอยู่เสมอ

เดิมที่สูเจิ้งเหมาก็ทำเกี่ยวกับเสื้อผ้าและสิ่งทออยู่แล้ว ซิงซีกรุ๊ปเองก็ต้องการพนักงานออกแบบจำนวนมาก ผลงานของนักศึกษาคนไหนที่เข้าตาสูเจิ้งเหมาก็เลือกที่จะเก็บไว้และให้มาเป็นพนักงาน

แน่นอนว่าเงินเดือนที่สูเจิ้งเหมามอบให้นักศึกษาพวกนี้เยอะกว่าคนทั่วไปอยู่แล้ว และยิ่งรวมกับโบนัสและการขึ้นเงินเดือนอีก ทำให้ตอนนี้ผู้คนจำนวนมากอยากเข้าทำงานกับซิงซีกรุ๊ป

"นอกจากโรงเรียนประถมแล้ว เขายังมีแผนที่จะสร้างโรงเรียนสำหรับมัธยมอีกครับ"

ซูข่านยิ่งพูดตาเฒ่าก็ยิ่งมีความสุข